คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 216 หลู่เกียรติ
ถึงอย่างไรก็เป็นคืนส่งท้ายปี ทุกคนอิ่มหนำ
สำราญกันพอใจแล้วก็ยังต้องพากันไปชมดอกไม้
ไฟนอกเมืองต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับสับสนมึนงงอยู่บ้าง
จำได้ราง ๆ ว่าเยี่ยนหลินกับเสิ่นจื่ออีมาพูด
อะไรสักอย่าง แล้วนางก็ตอบด้วยสีหน้าเฉกเช่น
ปกติ ทว่าเพียงหันศีรษะก็จำอะไรไม่ได้เลย
กระทั่งสายลมเย็นในลานเรือนพัดปะทะใบหน้า
ถึงพลันฟืนสติ
งานเลี้ยงเลิกแล้ว
ทุกคนต่างไปดูดอกไม้ไฟ
นางอ้างว่าเหนื่อยจึงแยกมาเดินลำพังบน
ระเบียงทางเดินไม่ได้ไปด้วย แต่พอมองให้ดีถึง
เพิ่งรู้ตัวว่านี่ไม่ใช่ทางกลับห้องตน ทว่าเป็นทาง
ไปที่พัก ของเซี่ยเวย
โคมไฟปีใหม่แสนวิจิตรแขวนเต็มลานด้าน
นอกอย่างมีชีวิตชีวา ครั้น อยู่ในที่เงียบเหงาและ
ห่างไกลตรงนี้กลับแลอ้างว้าง
กิ่งก้านซึ่งใบไม้ร่วงโกร๋นพาดอยู่ข้างระเบียง
ทางเดิน
แสงสีเหลืองสลัวทาบทอข้างเท้า ส่งให้เงาร่าง
เลือนรางทอดบนพื้น
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากไปคิดเลยจริง ๆ ทว่า
คำพูดในงานเลี้ยงของ เสิ่นจื่ออีกลับเอาแต่
สะท้อนอยู่ข้างหู ทำอย่างไรก็ไม่หาย รบกวนจน
นาง ว้าวุ่นใจ
ในวังตอนนั้น…
ใครเล่าที่รู้วันเกิดนาง แล้วใครเล่าที่เก่งกาจ
พอจะสั่งการห้องเครื่อง ทั้งยังให้ขันทีน้อยมาส่ง
บะหมี่ชามหนึ่งที่เรือนหยางจื่อได้โดยไม่มีใคร
ล่วงรู้
ในเมื่อมิใช่ผู้ที่เป็นไปได้มากที่สุด…
เช่นนั้นแล้ว คนที่เก่งกาจพอทว่าเดิมทีไม่น่า
ใช่ จึงกลายเป็นคนเดียวที่เป็นไปได้
แต่นั่นจะเป็นเรื่องเหลวไหลขนาดไหนกัน
นางยืนเงียบอยู่บนระเบียงทางเดิน นิ้วที่ทิ้ง
ตกข้างลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่หยุด
เหตุผลและประสบการณ์ต่าง ๆ นานาทั้งชาติ
ก่อนและชาตินี้แล่นผ่านสมอง
ชั่วขณะหนึ่งก็เป็นประโยคอันแผ่วค่อยว่า
“ฮองเฮาโปรดสำรวมกิริยาด้วย” ของเซี่ยจวีอันที่
กำลังยิ้มอยู่ในวังกลางดึก อีกชั่วขณะก็เป็น
ประโยคที่อดกลั้นจนแทบเว้าวอนว่า “เจียงเสวี่ย
หนิง อย่าไป” ยามเขาฉุดรั้งนางไว้ราวกับมีโทสะ
ณ เรือนปีตู๋ยามต้นคิมหันต์…
ทันใดนั้นก็กลายเป็นหิมะตกหนักกว้างใหญ่
ไพศาล
เป็นเขากำลังออกแรงบีบคอนางในถ้ำมืด
พริบตาถัดมาก็เป็นปินระย้าทองในเรือนผมตก
กระทบพื้นตำหนักคุนหนิง ค่อย ๆ ถูกย้อมสีด้วย
แอ่ง โลหิตไหลคดเคี้ยว…
ความเจ็บปวดพรรค์นั้น ความหนาวเย็น
เช่นนั้น คล้ายไม่เคยจาก ไปไหนเพียงเพราะนาง
ได้เกิดใหม่อีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือกดข้างลำคอ
ประหนึ่งเส้นเลือดที่กำลังเต้นตุบ ๆ ถูกกรีด
ด้วยมีดแหลม หากไม่อุด ให้แน่นจะมีโลหิตสดพุ่ง
ทะลัก เจ็บเหลือเกิน เจ็บยิ่งนัก
ขนาดรอยแผลที่เยี่ยนหลินมอบให้เมื่อชาติที่
แล้วนางยังไม่ลืมเลือน แล้วมีหรือนางจะยินดี
กระโดดเข้าภูผาแห่งคมดาบ เข้าทะเลเพลิงอีก
แห่งหน
ตั้งแต่ตอนกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็มีบางสิ่ง
ประทับอย่างลึกซึ้ง
นางถูกลิขิตให้ไม่อาจสลัดอดีตทิ้งได้หมดโดย
สมบูรณ์
ไร้ซึ่งอดีตเหล่านั้น ก็ไร้ซึ่งเจียงเสวี่ยหนิง
ในตอนนี้
แม้สิ่งที่ประสบพบเจอชาติก่อนอาจนับได้ว่า
นางแส่หาเรื่องเอง พา ตัวเองไปสู่หายนะ ทว่า
สุดท้ายแล้วเขานั่นละที่บีบคั้นนางจนตาย!
สิ่งที่วูบวาบในหัวยังคงสับเปลี่ยนไปมาไม่
หยุด
เจียงเสวี่ยหนิงเจ็บปวดเกือบงอร่าง โค้งกาย
ย่ำเท้าเบาหวิว หันหลังจะโซซัดโซเซหาทางกลับ
ห้องตน
แต่เดินได้แค่สองก้าวก็ไพล่นึกไปถึงวันนั้น
เซี่ยเวยถามนางว่าไยเสิ่นจื่ออีถึงคู่ควรให้นาง
ทุ่มเททุกอย่างบุกน้ำ ลุยไฟ ตอนนางตอบกลับว่า
“องค์หญิงทรงดีต่อข้ามากเจ้าค่ะ” สายตา เงียบ
งันที่เซี่ยเวยจับจ้องมาเนิ่นนานนั้น…
ท้ายที่สุดก็อดหยุดฝีเท้าไม่ได้
ความรู้สึกทรมานเหลือแสนเข้าครอบงำจน
นางตระหนักถึงความ เจ็บปวดทุกข์ทนยากจะ
ปลดปล่อย ครั้นอดทนถึงขีดสุดก็กลับแปรเป็น
ความแน่วแน่ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็เอ่อล้น
บางอย่างไม่ใช่สิ่งที่นางในชาตินี้ต้องการอีก
ต่อไปแล้ว
แม้จะกล่าวว่านางใช้ชีวิตมาสองชาติภพ ทว่า
รวมทั้งสองชาติแล้วก็แค่ยี่สิบเจ็ดปี อ่อนกว่าเซี่ยจ
วีอันในชาตินี้ปีกว่า มิหนำซ้ำเดิมทีนางก็มีปัญญา
เช่นคนธรรมดา จะมาเทียบอัจฉริยะฟั้าประทาน
อย่างเซี่ยจวีอันได้อย่างไร
หากไม่พูดให้ชัดเจน ตัดให้เด็ดขาด สุดท้ายผู้
ต้องตกระกำลำบากคือนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยว
พักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ กำมือแน่น ฝืนพาร่างอัน
สั่นระริกที่หยัดกายจนตรงได้หันขวับมุ่งตาม
ระเบียงทางเดินยาวอีกรอบ
เงาแมกไม้กระจัดกระจายใต้ชายคา
ไม่รู้เหตุใดคืนนี้เจี้ยนซูที่มักเฝั้านอกประตูห้อง
เซี่ยเวยถึงมายืนกอด กระบี่นอกเรือนแทน ครั้น
เห็นเงาร่างนางก็ผงะ “คุณหนูรองหนิง?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ข้ามีเรื่องจะมาหาเซียน
เซิง”
เจี้ยนซูพลันตะลึง คิดจะเอ่ยบางอย่างตาม
สัญชาตญาณ ทว่ามองนางผาดหนึ่งสุดท้ายก็ไม่
กล่าววาจา
สายตาเช่นนี้ให้ความรู้สึกบอกไม่ถูกสักเท่าไร
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกำลังมีเรื่องในใจจึงไม่ขบ
คิดลึกซึ้ง เมื่อเห็นเจี้ยนซู ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ได้
ขัดขวางจึงเดินดุ่ม ๆ ผ่านข้างกายเขาเข้าไปเลย
กระทั่งมาถึงหน้าประตูที่ปิดสนิทจึงหยุดฝีเท้า
ภายในห้องมืดมิดไร้แสงเล็ดลอด คลับคล้ายมี
เสียงน้ำดังแว่ว
นางสูดหายใจลึกแล้วเคาะเบา ๆ
เสียงน้ำข้างในเงียบหายทันที
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วก็ไม่รู้ควรทำอย่างไร
ไปชั่วขณะ เอ่ยตาม เจตนาเดิมว่า “เซี่ยเซียนเซิง
ศิษย์มีเรื่องอยากสอบถามเจ้าค่ะ”
ภายในห้องเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
นางเกือบนึกว่าก่อนหน้านี้ตนหูฝาดไปเอง
เซี่ยเวยอาจหลับไปแล้ว
แต่สักพักก็ได้ยินเสียงน้ำดัง ‘แหมะ’ ฟังชัด
กว่าเมื่อครู่มาก
ไม่ช้าบานประตูก็เปิด
เซี่ยเวยเพิ่งลุกจากน้ำเย็นเฉียบ ยังไม่ทันเช็ด
ตัวให้แห้งเลยด้วยซ้ำ เพียงสวมเสื้อคลุมนักพรตสี
ครามหม่นไว้ด้านนอก เส้นผมส่วนใหญ่ เปียก
ปอน กระทั่งใบหน้า ลำคอ และลูกกระเดือกก็ฉ่ำ
ชื้น
เขาไม่ได้สวมรองเท้า ยืนเท้าเปล่าบนพื้น
เสื้อคลุมนักพรตแบะอ้า ไร้ท่าทีเคร่งขรึมเช่น
กาลก่อนโดยสิ้นเชิง เปิดตั้งแต่ลูกกระเดือกไล่ลง
มาถึงแผงอกล่ำสัน ริมฝีปากบางเม้มแน่น มือวาง
ข้างประตู ดวงตาที่มองนางอยู่ชวนขนพองสยอง
เกล้า
แม้ห้องจะมืดสนิทด้วยไม่ได้จุดตะเกียง ทว่า
ระเบียงทางเดินยังแขวนโคมไฟ
ทันทีที่แสงสาดกระทบ เจียงเสวี่ยหนิงก็
มองเห็นเขาชัด ๆ
เวลานี้ถึงเพิ่งได้สติ เมื่อครู่เซี่ยจวีอันอาบน้ำ
อยู่ในห้อง!
นางรู้ทันใดว่าตอนนี้โอกาสไม่เหมาะ จึงรีบ
เก็บสายตาไม่กล้ามอง มั่วซั่วอีกแม้แต่น้อย หลุบ
ตาจับจ้องแค่เท้าตนเองแล้วกล่าวรัวเร็ว “ศิษย์
วู่วามไปแล้ว ไว้วันหน้าจะมาใหม่นะเจ้าคะ”
พูดจบก็จะล่าถอย
ทว่าเซี่ยเวยกลับคว้าแขน กักตัวนางไว้แน่น
หนา เอ่ยเพียงว่า “กลัวข้าขนาดนี้เลย?”
เห็นได้ชัดว่าเขาแช่น้ำเย็นมา เรือนกาย
ปราศจากไอร้อนโดยสิ้นเชิง แต่ฝั่ามือที่ยึดแขน
นางกลับร้อนผ่าวจนน่าตกตะลึง แม้จะมีผ้าไหม
อ่อนนุ่มขวางกั้นชั้นหนึ่งก็ยังเล่นเอาตัวสั่นสะท้าน
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งรู้สึกผิดปกติ
นางฝืนรักษาความเยือกเย็น “เดิมทีแค่มีข้อ
สงสัยไม่เข้าใจใคร่สอบถามเซียนเซิงน่ะเจ้าค่ะ แต่
เพราะดื่มสุราไปสองจอกในงานเลยเวียนหัวจน
มา รบกวนยามวิกาล ขอเซียนเซิงโปรดให้อภัย
ด้วย”
เซี่ยเวยได้ยินนางยังคงพูดจาห่างเหินรวมถึง
คำว่า ‘สุรา’ ก็หางตา กระตุกเบา ๆ ในที่สุด
ความหงุดหงิดที่สั่งสมมาตั้งแต่ตอนผละจากงาน
กลางคันก็แตะถึงขีดจำกัด ล้นทะลักไม่หมดไม่สิ้น
จนต้องกระชากอีกฝั่าย เข้าสู่อ้อมอกแล้วจับจูบ
ริมฝีปากที่แช่น้ำเย็นมาหนาวยะเยือกจนเจียง
เสวี่ยหนิงตัวสั่นเทิ้ม
อ้อมกอดชื้น ๆ ของเขาทำให้นางเปียกปอน
ไปทั้งร่าง ทว่าแผ่นอกซึ่งแนบชิดกลับเกร็งเขม็ง
ร้อนผ่าว
ลิ้นเข้ารุกราน
แฝงความโกรธขึ้ง
ไม่เหลือช่องให้นางสูดหายใจสักนิด รวดเร็ว
ดุจลมฝนจนยากจะต่อกร กลิ่นอายอันตรายบาง
ประการที่ไม่เคยล่วงรู้แผ่ซ่าน รุนแรงยิ่งกว่าตอน
ติด ถ้ำหลังเผชิญหิมะตกหนักเสียอีก!
นอกจากโทสะคุกรุ่นแล้วยังเจือความ
ปรารถนาอันลึกล้ำชวนใจสั่น
ปลายลิ้นไล้เลียไรฟันขาวของนางซ้ำยังขบกัด
กลีบปาก นางเจ็บจน ส่งเสียงขึ้นจมูก เปิดช่องให้
เขาสบโอกาสบีบคางจนต้องเงยหน้ารับจุมพิต
ดูดดื่มจนเกือบขาดอากาศ
กว่าริมฝีปากจะผละจากก็เหลือเรี่ยวแรงพอ
แค่หอบหายใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทีฟังอะไรไม่เข้าหัวสัก
ครึ่งประโยคแบบนั้นก็รู้ว่าชักไม่ค่อยดี อยากจะ
ผลักแต่เขาก็จับแน่นกว่าเก่า
เซี่ยเวยเผยรอยยิ้มเย็นชาบางเบา “ตอนนี้
ค่อยรู้จักกลัวคิดจะหนีแล้วสินะ ความกล้าที่ยก
สุราให้ข้าโดยไม่แม้แต่จะมองก่อนหน้านี้เล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงตระหนกจับต้นชนปลายไม่ถูก
“สุราอะไร”
เซี่ยเวยได้ยินก็ยิ่งคับข้องใจ อีกทั้งคร้านจะ
อธิบาย ลากนางที่ขัดขืน และตั้งท่าจะหลบหนี
เข้าห้องโดยไม่กล่าววาจา
เจียงเสวี่ยหนิงเดือดดาลถึงขีดสุด ตบหน้าเขา
ฉาดท่ามกลางราตรี มืดมิด ตำหนิเสียงเย็นชาว่า
“ดึกดื่นปั่านนี้ เซียนเซิงสำรวมกิริยาด้วย เจ้า
ค่ะ!”
เซี่ยเวยโดนนางตบจนหน้าหันเล็กน้อย
นางหมุนกายหมายจะพุ่งออกจากห้อง
แต่แล้วแววตาเซี่ยเวยพลันเยียบเย็นมืดครึ้ม
ชิงยึดมือทั้งสองของนางแล้วปิดประตู กักนางไว้
ในช่องว่างคับแคบตรงกลางเสมือนร่างกายเปียก
น้ำของเขาเป็นกำแพง จับจ้องจากตำแหน่งสูง
กว่า “สำรวมกิริยา?”
ภายในห้องยิ่งมืดกว่าเดิม
มีแค่แสงขมุกขมัวลอดผ่านกระดาษกรุ
หน้าต่างจากระเบียงทางเดิน
เค้าโครงร่างของเขาแลสลัว
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากอยากเอื้อนเอ่ย
แต่มือของเซี่ยจวีอันกลับไต่ขึ้นไปตามเอว
คอด ก้มศีรษะประกบ ริมฝีปาก ฝั่ามือที่ขยับลูบ
ไล้เย็นเฉียบ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เจียงเสวี่ยหนิง
นักปราชญ์เองก็ลุแก่โทสะเป็นเหมือนกัน”
ถึงเขาไม่ประพฤติกิจกาม ทว่าอารมณ์และ
ความปรารถนาต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างมี
เพียงแต่ตนอดกลั้น ไม่ปล่อยให้ความคิดชั่ว
ร้ายและตัณหาอันไม่ ถูกต้องเข้าครอบงำ
ทว่าคืนนี้นางก็ดันยกสุราให้จอกหนึ่ง รบกวน
จนเขาเกิดกิเลสไม่พิสุทธิ์ แช่น้ำเย็นถังหนึ่งก็ยังไม่
อาจสะกดบรรเทาเพลิงที่ลุกโหมกระหน่ำ แล้ว
นาง ยังจะมาหาเรื่องเขาต่อหน้า เอ่ยวาจาไม่กี่
ประโยคก็พานให้โกรธจนปวดใจอีก
แล้วจะยอมปล่อยนางไปได้อย่างไร
เซี่ยเวยมีใจหมายลงโทษ ทว่ายิ่งเข้าใกล้นาง
จนได้กลิ่นหอมหวาน กลับยิ่งสูญเสียการควบคุม
ปานราดน้ำมันใส่กองไฟ
ร่างกายของเจียงเสวี่ยหนิงอ่อนไหวบอบบาง
เสียจริง
เขาแตะต้องไม่กี่ทีก็แทบไร้สิ้นเรี่ยวแรง ทั้ง
ตระหนกและรู้สึกไม่เป็นธรรม ยิ่งหวาดหวั่นอัด
อั้นเหลือหลาย ครวญครางผะแผ่วลอดริมฝีปาก
ขณะหลั่งหยาดน้ำจากหางตา
หยดน้ำตาอุ่นร้อนตกกระทบนิ้วของเขาที่
กำลังบีบคาง
หลังจากเซี่ยเวยจำกัดการเคลื่อนไหวนางได้ก็
หยุดมือ
ชั่วขณะนี้บอกไม่ถูกจริง ๆ ว่าสงสารหรือ
โมโหมากกว่ากัน ความ เมตตาดุจพระโพธิสัตว์
บังเกิดหมายจะปล่อยนางไป แต่เพลิงร้อนระอุใน
ตัวกลับยังไม่เลือนหาย ซ้ำยังหงุดหงิดโกรธแค้น
จึงไม่อยากปล่อยไปเช่นนี้
เขากัดฟันกรอด บีบเอวเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว
จับอีกฝั่ายหมุนตัวหันหน้าแนบบานประตู ทาบ
ทับตรึงร่างนางไว้ ใช้ทั้งริมฝีปากและลิ้นจุมพิตใบ
หู เย็น ๆ แทน
เจียงเสวี่ยหนิงตัวอ่อนระทวยจนขาสั่น
หากไม่ใช่เพราะถูกเขาดันติดประตู เกรงว่า
แค่ยืนคงยืนไม่อยู่ ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกระดิก
กระเดี้ยไปไหนเลย
เซี่ยจวีอันถามนางเสียงเข้มและแหบพร่าเป็น
พิเศษ “ว่ามาสิ อยาก จะถามอะไรข้า”
นิ้วของเจียงเสวี่ยหนิงเกาะกรอบหน้าต่างฉลุ
ลายอย่างไร้กำลัง รู้สึก เพียงว่ามีวัตถุร้อนรุ่ม
บางอย่างอยู่ตรงเอวจึงไม่กล้าผลีผลามแม้แต่นิด
เดียว ครั้นความทรงจำกับเจตนาที่ตนมาเยือน
แล่นผ่านหัวสมอง ในที่สุดก็ตอบ กลับไปว่า
“อยากขอให้เซียนเซิง…ทำบะหมี่สักชาม…”
ริมฝีปากที่คลอเคลียใบหูนางพลันชะงัก
แต่แล้วพริบตาถัดมาก็กลายเป็นการขบกัด
แฝงอารมณ์หน่อย ๆ บนติ่งหูขาวผ่อง ทิ้งรอยฟัน
เด่นชัดราวกับใส่แรงยิ่งกว่าเก่า จากนั้นเคลื่อนไป
ข้างลำคอระหงต่อ “ผีเลอะเลือนเองก็ยังมีช่วงที่
ฉลาด เสียดายก็แต่ควร โกรธอะไรเจ้า ดันโกรธ
แทบตายไปเรียบร้อยแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็นสีหน้าเขา ได้ยินแต่
น้ำเสียง นางรู้สึกได้ว่ามีมือข้างหนึ่งคล้ายกำลัง
ขยับสวบสาบอยู่ข้างหลัง ตอนแรกยังหัวสมอง
พร่าเลือนจนไม่ทันสังเกต จวบจนลมหายใจที่พ่น
รดผิวหนักหน่วงขึ้น เรื่อย ๆ ถึงค่อยลนลาน พลัน
เข้าใจอะไรบางอย่าง
บังเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ในหัวสมอง ทุกอย่าง
ขาวโพลนในพริบตา
ขณะนางตื่นตระหนกก็แทบไม่รู้ว่าเวลาผ่าน
เลยไปอย่างไร
กระทั่งจังหวะหนึ่งเขาทับหนัก ๆ แล้วแนบ
หน้าผากชิดหลังคอนาง ออกแรงบางส่วนกัด
กระดูกสันหลังใต้คอเสื้อซึ่งเผยอไปด้านหลัง เซี่ย
เวย หอบหายใจปานได้ปลดปล่อยบางอย่าง นาง
ถึงสะดุ้งได้สติ ร้องเสียง สั่นเครือว่า “เซี่ยจวีอัน!”
ต่อให้เซี่ยเวยไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้กับใคร
แต่ก็รู้เช่นกันว่าพฤติกรรม ไม่ได้เหมาะสมดีงาม
พอรู้สึกตัวขึ้นบ้างก็กระอักกระอ่วน ชิงเปิดประตู
ก่อนที่นางจะอาละวาด ดันหลังคอนางออกไป
พลางพูดสุ้มเสียงแหบพร่า “พรุ่งนี้อย่าลืมเปลี่ยน
ชุดด้วยเล่า”
แล้วปิดประตู
เจียงเสวี่ยหนิงที่โดนดันออกมาไม่กล้าเชื่อเลย
จริง ๆ ว่าเซี่ยเวยทำ อะไรตน ยิ่งไม่กล้าเชื่อเลย
ว่านี่น่ะหรือคนที่ใครต่อใครเรียกขานเป็น
‘นักปราชญ์’ นางยืนขาอ่อนปวกเปียกตรง
ระเบียงทางเดินทั้งสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เอื้อมมือ
ไปลูบชายกระโปรงด้านหลัง ครั้นสัมผัสโดนก็
พลันหน้า ร้อนผ่าว
ความอับอายสุดแสนเอ่อล้นยากจะปิดบัง
บังเกิดเป็นความกราดเกรี้ยวเกินทน
นางซึ่งอยู่นอกห้องลืมไปนานแล้วว่าตอนแรก
จะมาทำอะไร เตะ บานประตูไปทีอย่างเหลืออด
แล้วตะโกนด่า “ท่านกล้าดีอย่างไร! สารเลว ไร้
ยางอาย ต่ำช้านัก!”
หลังประตูไร้ความเคลื่อนไหวใด
เซี่ยเวยนั่งชันขาข้างหนึ่งพิงร่องประตู ปล่อย
ให้เจียงเสวี่ยหนิงบริภาษสักพักก็ได้ยินนาง
กระทืบเท้า หลังจากนั้นคล้ายว่านางเกรงจะถูก
ใครพบ เห็นยามดึก ๆ ดื่น ๆ ถึงกัดฟันเอ่ย ‘ต่ำ
ช้า’ อีกรอบ แล้ววิ่งฝีเท้าสับสนราวเผ่นหนี
เขาก้มหน้าหวนคิดถึงพฤติกรรมผลีผลามเมื่อ
ครู่
อดกลั้นอยู่หลายครา ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว
เปล่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ จนอกสะเทือนไป
ชั่วขณะ
จบเล่ม 6
โปรดติดตามเล่มถัดไป