คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 93 ผู้กล้า (1)
หยาดฝนพรำยามเหมันต์ สายลมเหนือพัด
ผ่าน
เดิมทีบนถนนก็มีผู้คนไปไหนมาไหนไม่มาก
ยามนี้จึงยิ่งเงียบเหงากว่าเก่า
ตลาดทุกแห่งภายในเมืองหลวงมีผู้คนสัญจร
น้อย บรรดาเถ้าแก่และเด็กประจำร้านต่าง
ทอดสายตามองท้องฟั้าพลางระบายลมหายใจ
ทว่าชั่วขณะต่อมากลับมีเสียงฝีเท้าม้าดัง
กุบกับแว่วมาจากปลายถนนอันเงียบสงัด
กระหน่ำหนักจนสะเทือนทั่วทั้งแถบ ระคนเสียง
ตวาดและร้องตะโกน ไม่นานนักแม่ทัพหนวด
เคราขาวโพลนสวมชุดเกราะผู้หนึ่งก็ขี่ม้านำทหาร
ม้ากลุ่มหนึ่งห้อตะบึงไปตามถนน มุ่งหน้าไปยัง
ค่ายทหารรักษาพระองค์ซึ่งตั้งอยู่ตรงประตูเมือง
หลวง
ทุกคนเห็นแล้วอกสั่นขวัญหาย
เมื่อขบวนอันดุดันผ่านถนนสายนี้ไป บรรดา
เถ้าแก่และเด็กประจำร้านถึงกล้ายื่นศีรษะ
ออกมา ทว่าแต่ละคนหวาดกลัวยิ่งนัก “เกิดอะไร
ขึ้นอีกเนี่ย?”
สายลมเหนือโหมพัดรุนแรงยิ่งขึ้น ท้องฟั้า
เกลื่อนเมฆครึ้ม
สายฝนโปรยไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นหิมะ ใน
ที่สุดหิมะแรกของเหมันต์นี้ก็ตกลงมาแล้ว
*****
บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงก็คิดว่าสวรรค์ยัง
สงสารนางอยู่บ้าง
อย่างน้อยก็ทำให้นางได้พบจางเจออีกครา
นางเดินอ้อมบริเวณด้านข้างศาลาริมน้ำ ไม่
นานนักก็มาถึงโถงส่วนหน้า เกล็ดหิมะเล็ก
ละเอียดทยอยโปรยปรายลงมาจากท้องนภา นาง
เห็นแล้วนึกสงสารอยู่บ้าง จางเจอรักสายฝนที่สุด
บัดนี้กลายเป็นหิมะ เขาคงไม่ชอบมากเลยสินะ?
แขกเหรื่อบริเวณโถงส่วนหน้านั่งจนเต็มแล้ว
นางเองก็อยากเข้าร่วมพิธีด้วย
เพียงแต่ขณะเดินไปจนถึงหัวมุมของระเบียง
ทางเดินกลับเห็นเจียงปั๋อโหยว เหมือนจะกำลัง
สนทนากับสหายร่วมงานในราชสำนัก
วันนี้เป็นวันพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลิน มีขุน
นางในราชสำนักจำนวนหนึ่งเสี่ยงอันตรายมา
ร่วมงานด้วยเช่นกัน
เจียงปั๋อโหยวย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
เขาสวมชุดคอกลมลายร้อยอักษรมงคลสี
ครามศิลา กำลังยืนอยู่กับคนผู้หนึ่งตรงลานเรือน
ซึ่งปลูกสนต้นสูงใหญ่เอาไว้ต้นหนึ่ง เขาขมวดคิ้ว
ฟังคนผู้นั้นเอ่ยวาจา อดส่ายหน้าตลอดเวลาไม่ได้
“ผิดใจกับตระกูลอื่นยังพอทำเนา ไปผิดใจกับ
คุณชายรองเซียวกลับจัดการค่อนข้างยากอยู่บ้าง
คนตระกูลเจิ้งช่างน่าสงสารเสียจริง”
คนผู้นั้นถอนหายใจ “ก็นั่นน่ะสิ คนฝังตลาด
ตะวันตกต่างรู้จักคนตระกูลเจิ้งดี ได้ยินว่าส่ง
บุตรชายคนหนึ่งไปทำงานในวังหลวงอีกด้วย ถึง
จะไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไร แต่ก็ดำเนินชีวิตไปตาม
ประสาราษฎรตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ไม่เลว
เหมือนกัน แต่กระนั้นกลับไปพบคนตระกูลเซียว
เข้าเสียได้ เรื่องที่ฝั่ายนั้นทั้งยึดครองที่นาของ
ตระกูลเจิ้งอย่างอุกอาจ ทั้งบีบบังคับให้ย้ายสุสาน
บรรพชนน่ะช่างเถิด ทว่ายังคิดจะส่งเข้าคุกยก
ครัวอีก นี่มันออกจะน่าอนาถไปสักหน่อยแล้ว”
เพิ่งจะกล่าวจบก็เงยศีรษะขึ้นมาเห็นเจียง
เสวี่ยหนิง
ดังนั้นจึงกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไป แล้ว
หัวเราะพลางกล่าวกับเจียงปั๋อโหยว
“ก่อนหน้านี้ใต้เท้ารองเสนาบดีบ่นหาอยู่เป็น
นานสองนาน ครานี้บุตรีของท่านมาถึงแล้วนะ
ขอรับ”
เจียงปั๋อโหยวหันศีรษะกลับมาก็มองเห็นเจียง
เสวี่ยหนิง หัวคิ้วซึ่งขมวดเป็นปมอยู่แต่เดิมจึง
คลายออกบางส่วน ประสานมือคารวะเล็กน้อย
เพื่อแสดงการขอขมาแด่สหายร่วมงานผู้นั้น อีก
ฝั่ายไม่ได้ถือสาอันใด ประสานมือให้เจียงเสวี่ย
หนิง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถง
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงมาถึงเมื่อครู่ นางได้ยิน
คำพูดเพียงบางส่วน
นางเดินเข้าไปคารวะเจียงปั๋อโหยว แล้วถาม
อย่างอดไม่ได้ “ครอบครัวที่ท่านพ่อกับคนผู้นั้น
เอ่ยถึงขณะสนทนากันเมื่อครู่ คือตระกูลเจิ้งที่อยู่
ในตรอกของตลาดตะวันตกใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงปั๋อโหยว “ใช่แล้ว ทำไม เจ้ารู้จักหรือ?”
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีคนตระกูลเจิ้งทำงานอยู่
ในวังหลวงผู้หนึ่งจริง ๆ หลังจากขบคิดจึงเอ่ย
ถาม
ผู้ที่เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงคือเจิ้งเปั่า เนื่องจาก
ชาติก่อนเจิ้งเปั่าเป็นถึงขันทีดูแลตราพระราช
ลัญจกรของกองกำกับฎีกา[1] ทั่วทั้งราชสำนักจึง
รู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ใดเป็นธรรมดา ตัวนางเองก็ยัง
ไม่ลืมคำว่า ‘ตรอกในตลาดตะวันตก’ หลายคำนี้
ครั้นได้รับการยืนยันจากเจียงปั๋อโหยว นางก็
เก็บเอาไว้ใส่ใจ
หากไม่ได้เจิ้งเปั่าให้ความช่วยเหลือคราวปิด
ล้อมเรือนหยางจื่อครั้งก่อน เกรงว่าคงยากจะรอด
พ้นจากเหตุร้าย นางจึงกล่าวกับเจียงปั๋อโหยวว่า
“เกรงว่าครอบครัวนี้น่าจะเป็นญาติของขันทีเจิ้ง
เปั่าซึ่งถวายงานในตำหนักคุนหนิง ท่านพ่อ
อาจจะยังไม่ทราบ สาเหตุที่ลูกรอดพ้นจากปาก
เสือในเหตุตรวจค้นเรือนหยางจื่อหนนั้นเป็น
เพราะคนผู้นี้รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์
นับว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามคนหนึ่ง ต่อมาเซี่ย
เซียนเซิงเคยบอกลูกว่า หวังซินอี้กงกงจากกอง
กำกับฎีกาคิดจะรับเขาเป็นศิษย์ อีกไม่นานจะ
เสนอชื่อเขาไปถวายงานข้างพระวรกายฝั่าบาท
เจ้าค่ะ…”
ขณะเอ่ยถึงท้ายประโยค แม้ว่าโดยรอบจะ
ปลอดคน แต่นางยังคงลดระดับเสียงลงไปมาก มี
เพียงเจียงปั๋อโหยวที่ได้ยิน
เรื่องที่เจิ้งเปั่าจะได้เป็นลูกศิษย์หวังซินอี้และ
ได้ไปทำงานกองกำกับฎีกานี้ เจียงเสวี่ยหนิงย่อม
ไม่ได้รู้มาจากเซี่ยเวย ตอนนั้นเซี่ยเวยไม่ได้มี
เจตนาจะบอกนางเรื่องนี้โดยเฉพาะเสียด้วยซ้ำ
ทว่าสิ่งนี้หาใช่อุปสรรคต่อการยกเซี่ยเวยออกมา
อ้างชั่วคราวไม่
เป็นอย่างที่คิด เมื่อนางเอ่ยเรื่องนี้ออกมา
เจียงปั๋อโหยวก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ผู้ที่คลุกคลีในวงราชการมานาน แต่ไหนแต่ไร
มา ‘แม้เพียงได้ยินทำนองดนตรีก็ล่วงรู้เจตนา’
ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ถ้วนถี่ก็เข้าใจความหมายที่
ซุกซ่อนอยู่ได้แล้ว
คนตระกูลเจิ้งผิดใจกับคุณชายเซียวเยี่ยผู้ถูก
กำหนดอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะได้สืบทอด
ตระกูล ที่จริงแล้วก็หาใช่ความผิดของคนตระกูล
เจิ้งไม่ เพียงแต่เซียวเยี่ยออกท่องเที่ยวนอกเมือง
หลวงและไปถูกใจภูเขาซึ่งมีที่ดินด้านล่างแห่ง
หนึ่ง คิดจะล้อมรั้วเป็นลานล่าสัตว์ สร้างเป็น
คฤหาสน์ฤดูร้อนของตนเอง ดังนั้นจึงขับไล่ผู้อื่น
โดยรอบออกไปเสีย
สุสานบรรพชนและที่นาของตระกูลเจิ้งอยู่
ตรงนั้นพอดี
ตอนแรกคนตระกูลเจิ้งคิดว่าจะไปคุยด้วย
เหตุผลกับตระกูลเซียวได้ คิดไม่ถึงว่าเมื่อฟั้องร้อง
ถึงที่ว่าการกลับทำให้เซียวเยี่ยหัวฟัดหัวเหวี่ยงยก
ใหญ่ ต้องการให้จับกุมคนตระกูลเจิ้งขังคุก
ทั้งหมดแทน
ผู้ที่สนทนากับเจียงปั๋อโหยวเมื่อสักครู่คือผู้ว่า
การศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียน
เรื่องเช่นนี้เมื่อตกมาถึงมือเขาก็เฉกเช่นเผือก
ร้อนที่ลวกมือ ด้วยเหตุนี้จึงมาโอดครวญกับเจียง
ปั๋อโหยว
ขณะนี้เกิดเรื่องราวมากมาย สำหรับขุนนาง
ทั้งหลายแล้ว มีเพิ่มขึ้นเรื่องหนึ่งไม่สู้มีน้อยลง
เรื่องหนึ่ง กับเจียงปั๋อโหยวก็เป็นเยี่ยงนี้เช่นกัน
แต่หากเจิ้งเปั่าผู้นี้มีบุญคุณกับยายหนูหนิงในวัง
หลวง มิหนำซ้ำสหายน้อยเซี่ยจวีอันยังบอกอีกว่า
คนผู้นี้มีอนาคตไกล เรื่องราวก็จะแตกต่างไปแล้ว
เขาขมวดคิ้วมุ่นอย่างใคร่ครวญ
สุดท้ายก็กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “เรื่องนี้
ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าวางใจได้”
พิธีสวมกวานกำลังจะเริ่ม ทุกคนต่างเข้าไป
กันหมดแล้ว
เจียงปั๋อโหยว “เจ้ามาพร้อมองค์หญิงใหญ่
สินะ? ไปเถอะ พวกเรารีบเข้าไปกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเจียงปั๋อโหยวคงมีแผนการ
แล้ว นางจึงไม่เอ่ยถามให้มากความ เพียงขานรับ
ว่า “เจ้าค่ะ” ก่อนจะเดินตามเจียงปั๋อโหยวเข้าไป
ในห้องโถง
แม้จวนหย่งอี้โหวจะไม่ได้อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์
แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็มีแขกเหรื่อแต่งองค์
ทรงเครื่องเต็มยศนั่งกันเต็มห้องโถง เมื่อมองเข้า
ไปก็เห็นเซี่ยเวยอยู่ตรงที่นั่งแขกคนสำคัญได้
ภายในปราดเดียว ข้างกายเขาคือผู้ดำเนินการใน
พิธีของเยี่ยนหลินในวันนี้
เจียงเสวี่ยหนิงมองผ่าน ๆ คราหนึ่ง จึงพบว่า
เกือบครึ่งเป็นใบหน้าที่คุ้นตา
ชาติก่อนมีตระกูลใหญ่ซึ่งเดิมทีพอนับว่าสนิท
สนมกับจวนหย่งอี้โหวอยู่บ้างหลายตระกูล ทว่า
เมื่อได้รับเทียบเชิญจากจวนโหวกลับไม่ได้มาร่วม
งาน ต่อมาเมื่อเยี่ยนหลินหวนคืนสู่ราชสำนักและ
เซี่ยเวยก่อกบฏ ตระกูลเหล่านี้หากไม่ถูกกวาด
ล้างจนสิ้นซากก็ต้องถอนตัวไปอยู่สุดชายขอบ
ของการแย่งชิงอำนาจ ส่วนผู้ที่มิตรภาพไม่ได้
สั่นคลอนจากมรสุมที่ตั้งเค้าและมาร่วมพิธีสวม
กวานของเยี่ยนหลินที่จวนโหว ส่วนใหญ่จะ
กลายเป็นเสาหลักแห่งอำนาจกลุ่มใหม่ ต่อให้มี
คนส่วนน้อยที่กินเบี้ยหวัดของทางการและ
จงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวจะตำหนิกล่าวโทษ
เยี่ยนหลินที่ช่วยเซี่ยเวยก่อกบฏ แต่คนเหล่านั้นก็
ไม่ได้รับการเอาคืนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้จะไม่ได้เป็น
ขุนนางใหญ่โตอันใด แต่ก็ถือว่าอยู่อย่างสุขสบาย
หายห่วง
เรื่องราวบนโลกหลายครั้งก็กลั่นแกล้งคนเรา
เช่นนี้ บางคราวคิดจะหลบหลีกเภทภัย แต่กลับ
ไม่รู้ว่าเมื่อหลบไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาต่างหาก
ถึงจะเป็นเภทภัยแท้จริง ส่วนบางคราวแม้
ต้องการจะได้บางสิ่งมา แต่หารู้ไม่ว่าครั้นได้มา
แล้วจะกลับกลายเป็นการสูญเสียใหญ่หลวงยิ่ง
กว่าเดิม
——————–
1. กองกำกับฎีกา เป็นกองหนึ่งของขันทีซึ่งรับ
ใช้ในวังหลวง มีหน้าที่ดูแลฎีกา ตราพระ
ราชลัญจกร และมารยาทพิธี ตำแหน่งใน
กองนี้หลัก ๆ ประกอบด้วยขันทีดูแลตรา
พระราชลัญจกร ขันทีผู้ส่งมอบฎีกา เป็น
ต้น
บทที่ 93 ผู้กล้า (2)
พวกของเสิ่นจื่ออีตอนมาถึงเหลียวซ้ายแล
ขวาไม่เห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง
เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาจึงรีบโบกมือเรียก “หนิง
หนิง ทางนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเดินเข้าไปหา
แม้การแบ่งแยกห้ามความใกล้ชิดระหว่าง
บุรุษกับสตรีของราชวงศ์ต้าเฉียนจะไม่ได้เข้มงวด
นัก แต่ในพิธีสวมกวานของบุรุษโดยทั่วไป
นอกจากผู้อาวุโสแล้วจะไม่มีแขกสตรีเข้ามาร่วม
ชม ทว่าถึงอย่างไรองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่อ
อีก็มีสถานะสูงศักดิ์ มิหนำซ้ำยังถือเป็นสหาย
สนิทซึ่งเติบโตมาพร้อมเยี่ยนหลิน ย่อมอยู่ภายใน
งานได้เป็นธรรมดา มิหนำซ้ำตำแหน่งที่นั่งยังค่อน
ไปทางเบื้องหน้ามากด้วย
พระสหายร่วมศึกษาเหล่านี้อาศัยบารมีของ
นาง ทำให้ได้ตำแหน่งบริเวณใกล้เคียงกัน
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงยิ่งถูกเสิ่นจื่ออีลากตัวไป
นั่งข้างกายทันที
มีคนเคาะระฆังทองเหลืองขนาดเล็กภายใน
ห้องโถง โดยรอบเงียบกริบในบัดดล
สายตาของทุกคนพลันมองไปกลางห้องโถง
เป็นจุดเดียว
หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่ซึ่งสวมชุดหรูหราเดินออกมา
จากด้านหลังห้องโถงโดยมีพ่อบ้านช่วยประคอง
ครั้นทุกคนเห็นจึงรีบแสดงการคารวะ แม้เยี่ยนมู่
จะมีใบหน้าอมโรค แต่วันมงคลเช่นนี้ก็อด
กระปรี้กระเปร่าเปียมชีวีตชีวาขึ้นมาไม่ได้ กอปร
ด้วยยังมีบารมีอันน่าเกรงขามยามวัยหนุ่มอยู่บ้าง
เมื่อคารวะตอบแล้วยังหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำ
“ขอบคุณแขกเหรื่อทุกท่านที่ให้เกียรติมา
เยือนถึงที่นี่ จวนโหวของเรารู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง
นัก” สายตาของเขาไปอยู่บนร่างคนซึ่งอยู่ในห้อง
โถงแห่งนี้อย่างแน่นขนัด แววตาคมกริบแฝงไว้
ด้วยความตื้นตันของชายชราอยู่หลายส่วน “เสีย
ทีที่เยี่ยนมู่เดินทางรอนแรมรับราชการมาสี่สิบห้า
ปี ไปสนามรบ เยือนอำเภอหลุนไถ[1] คิดไม่ถึงว่า
พออายุมากเข้าหน่อยก็มีโรครุมเร้า ขายหน้าทุก
ท่านแล้ว วันนี้สายลมหนาวหิมะโปรย แต่ทุกท่าน
กลับไม่รังเกียจ ไว้หน้าตาแก่อย่างข้า ทั้งยังเป็น
เกียรติแก่เจ้าลูกชายของข้าอีกด้วย ข้าเยี่ยนมู่จะ
จดจำไว้ในใจตลอดกาล ขอบพระคุณทุกท่าน!”
กล่าวจบเขาถึงกับโค้งคารวะร่างขนานกับพื้น
สิ่งที่เขาเอ่ยถึงคือวันนี้ ‘สายลมหนาวหิมะ
โปรย’ โดยมิได้เอ่ยถึงสถานการณ์ในราชสำนัก
ตอนนี้กับภาวะคับขันที่จวนโหวกำลังประสบ
แม้แต่ครึ่งคำ ทว่าทุกคนกลับฟังความนัยซึ่งแฝง
ในนั้นออกอย่างง่ายดาย
เมื่อคิดว่าจวนหย่งอี้โหวจงรักภักดีอย่างแรง
กล้าทั้งตระกูล สมัยเยี่ยนมู่ยังหนุ่มแน่นเคยนำทัพ
ออกสมรภูมิ ขับไล่ชนเผ่าอนารยชนทางเหนือ
มาแล้วด้วยซ้ำ บัดนี้ฝั่าบาทกลับมีพระราชกระแส
ให้นำกองกำลังมาปิดล้อมจวน ไม่รู้ว่าคมดาบคม
กระบี่จะบั่นคอเมื่อใด ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่
น่าทอดถอนใจยิ่งนัก
การคารวะใหญ่เยี่ยงนี้ ทุกคนจะรับไหวได้
อย่างไร
ต่างรีบกล่าวว่า “ท่านโหวกล่าวหนักเกินไป
แล้ว” “ท่านโหว มิได้เด็ดขาด” ออกมาทันที ทั้ง
ยังคารวะอย่างนอบน้อมตอบด้วย
ครานี้พิธีถึงจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
โถงส่วนหน้าประดับตกแต่งจนแทบไม่ต่าง
จากศาลบรรพชน
เยี่ยนหลินสวมเสื้อตัวใหม่เอี่ยม เป็นเสื้อคลุม
ตัวยาวสาบเสื้อทับกันสีเรียบ เขาเดินเข้าห้องโถง
มาตามพิธีแบบโบราณ เริ่มจากคารวะฟั้าดินก่อน
จากนั้นค่อยสักการะบรรพชน ต่อมาก็คารวะ
บุพการี มีผู้ดำเนินงานในพิธีคอยอ่านคำอวยพร
และกล่าวดำเนินพิธีการ
ตามธรรมเนียมแล้ว ชนชั้นสูงจะต้องครอบ
กวานทั้งสิ้นสามครั้ง
เยี่ยนหลินอ้าแขนทั้งสองข้าง ปล่อยให้ชุดสี
น้ำตาลเข้มอันหนักอึ้งคลุมทับลงมาบนบ่า ผู้
ดำเนินพิธีการรัดสายคาดเอวให้จนแน่น หยก
ประดับทรงกลมสลักลายหรูอี้รัดตรงสายคาดเอว
ทิ้งตัวห้อยระลงมาจนถึงชายเสื้อ
เขาค้อมกายคารวะอีกครา
ผู้ดำเนินพิธีกล่าวเสียงดัง “สวมกวานสามครั้ง
เชิญแขกผู้ทรงเกียรติ!”
สิ่งสำคัญที่สุดในพิธีสวมกวานก็คือการสวม
กวาน
แขกสำคัญของพิธีสวมกวานมีอีกชื่อเรียกว่า
‘แขกผู้ทรงเกียรติ’ ที่ผ่านมาจะเป็นผู้มีคุณธรรม
สูงส่ง ทั้งต้องสวมกวานให้ผู้รับการสวมกวานด้วย
ตนเอง และยังต้องตั้งนามรองให้ผู้รับการสวม
กวานอีกด้วย
ครั้นผู้ดำเนินพิธีการเปล่งเสียง สายตาของทุก
คนก็ไปอยู่บนร่างเซี่ยเวย
หากว่ากันตามธรรมเนียม แขกผู้ทรงเกียรติ
ต้องสวมชุดพิธีการ
ทว่าเซี่ยเวยในวันนี้ไม่ได้สวมชุดพิธีการ
กระทั่งว่ายังสวมเพียงชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์คลุม
ทับด้วยเสื้อคลุมยาวฉ่างอีลายกระเรียนขาวและ
เมฆาเท่านั้น แขนเสื้อหลวมกว้าง กอปรด้วย
บุคลิกท่วงทีที่อยู่เหนือโลกีย์ ไม่เข้ากับพิธีการ
ใหญ่และชุดพิธีการเต็มยศของทุกคนในวันนี้
แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามเจ้าภาพกลับไม่ได้ว่าอะไรสักคำ
เยี่ยนมู่มองไปทางเซี่ยเวย
เซี่ยเวยมองอย่างเงียบงันเช่นนี้นานมากแล้ว
ยามนี้หลุบตาต่ำ ขยับกายลุกเบา ๆ พร้อมเดินไป
เบื้องหน้า
เยี่ยนหลินช้อนตามองเขา แล้วหมุนกายหัน
ข้างไปทางอีกฝั่าย
ผู้ดำเนินพิธีการยืนก้มศีรษะอยู่ด้านข้างเซี่ย
เวย บ่าวภายในจวนส่งถาดเคลือบเงาซึ่งวาง
กวานไว้มาให้ผู้ดำเนินพิธีการเป็นคนถือ
กวานครอบมวยผมชิ้นนั้นวางอย่างสงบนิ่งบน
ถาด มันทำจากหยกขาวแกะสลัก กว้างสามชุ่น
สูงชุ่นครึ่ง ยอดของกวานโค้งงอนไปด้านหลังเป็น
ริ้วหกแถบ ดูโบราณเรียบง่าย เปล่งประกาย
วาววามใต้แสงอาทิตย์
นอกจากนี้ยังมีปินไม้เรียบง่ายคู่หนึ่งวางอยู่
ข้างกวาน
กวานทองคำส่วนใหญ่จะคู่กับปินหยก
ในขณะที่กวานหยกโดยมากจะคู่กับปินไม้ คู่แรก
นั้นหรูหรา ส่วนคู่หลังแสดงถึงความสง่างามอยู่
หลายส่วน
การอบรมสั่งสอนของจวนหย่งอี้โหวเป็นเช่น
ไรจึงเห็นเป็นที่ประจักษ์
เซี่ยเวยเอ่ย “พิธีสวมกวานคือจุดเริ่มต้นของ
จริยธรรมทั้งปวง ผู้บรรลุเป็นผู้ใหญ่นั้น ในฐานะที่
เป็นบุตร เป็นน้อง และเป็นผู้เยาว์ จักต้อง
ประพฤติตามหลักของความกตัญู ความเคารพ
รัก และความนอบน้อม เช่นนี้แล้วจึงจะเป็นคนที่
ดี ในภายหลังก็จะพัฒนาไปปกครองคนได้ วันนี้
เวยได้รับคำเชิญจากท่านโหวให้มาสวมกวานให้
เจ้า หวังว่าซื่อจื่อจะจดจำคำสั่งสอนในวันนี้ให้ดี”
เขาประคองกวานหยกขึ้นมาจากถาด
เยี่ยนหลินสะบัดเลิกชายชุด คุกเข่าตัวตรงอยู่
เบื้องหน้าเขา
ความสนใจของทุกคนอยู่ที่มือเซี่ยเวย ไม่ได้
สนใจมากนักว่าเขาพูดอะไร ถึงอย่างไรคำอวยพร
ในพิธีสวมกวานพูดไปพูดมาก็ทำนองเดียวกัน
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยืนชมพิธีอยู่กลับใจเต้นรัว…
ขาดไป
คำอวยพรของเซี่ยเวยขาดไป!
สิ่งที่กล่าวในคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะคือการ
เป็นผู้ใหญ่นั้น ‘ในฐานะที่เป็นบุตร เป็นน้อง เป็น
ขุนนาง เป็นผู้เยาว์’ สิ่งที่ต้องมีคือ ‘ความกตัญู
ความเคารพรัก ความจงรักภักดี และความนอบ
น้อม’ แต่เมื่อครู่เซี่ยเวยพูดเพียง ‘ในฐานะที่เป็น
บุตร เป็นน้อง เป็นผู้เยาว์’ เท่านั้น ไม่ได้เอ่ยถึง
‘เป็นขุนนาง’ และยิ่งไม่ได้เอ่ยถึง ‘ความ
จงรักภักดี’ แม้เพียงครึ่งคำ!
เยี่ยนหลินเงยศีรษะขึ้นมาตอนนั้นเช่นกัน
สายตาคมปลาบและเย็นชาทิ่มแทงใบหน้าเซี่ย
เวยโดยตรง
เซี่ยเวยหลุบตาครอบกวานหยกลงบนศีรษะ
เยี่ยนหลิน กล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ก้มศีรษะ”
เยี่ยนหลินอารมณ์พลุ่งพล่านราวกับแม่น้ำ
บังเกิดระลอกคลื่น ทั้งประหลาดใจทั้งตกตะลึง
แต่กระนั้นยามนี้เขาก็ไม่กล้าเผยสีหน้าอันใด
แม้แต่น้อย หลังจากมองเซี่ยเวยอยู่นาน สุดท้ายก็
ก้มศีรษะลงไปตามที่อีกฝั่ายสั่ง
ผู้ดำเนินพิธีจึงส่งปินไม้ให้
เซี่ยเวยรับมา
แต่ขณะที่เขากำลังจะเสียบปินไม้เข้าไปใน
กวานหยกเพื่อยึดมวยผมให้เยี่ยนหลิน ทันใดนั้นก็
บังเกิดเสียงโหวกเหวกของอาวุธและทหารจาก
ภายนอกจวนหย่งอี้โหว คล้ายมีเสียงองครักษ์
ตวาดลั่นตรงประตูว่า “พวกเจ้าจะทำอะไร”
จากนั้นก็เงียบไปทันที สิ่งที่ตามมาคือเสียงอุทาน
ตกใจและเสียงร้องโอดโอยระคนเสียงตวาด
กึกก้องจากคนผู้หนึ่ง “ฝั่าบาทมีพระราชโองการ
จวนหย่งอี้โหวสมคบคิดคนชั่ว คิดก่อกบฏ ยุยงให้
กองทัพแข็งข้อ วันนี้ให้จัดการในฐานะขุนนาง
ถ่อยผู้ก่อความไม่สงบ! ขอเพียงเป็นคนของจวน
โหวให้จับกุมให้หมด หากมีผู้ใดกล้าขัดขืน…ฆ่า
โดยไม่ละเว้น!!!”
“อะไรนะ!”
แขกภายในห้องโถงทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด
ส่วนใหญ่เริ่มลนลาน ต่างมองออกไปเบื้องนอก
ส่วนหย่งอี้โหวเยี่ยนมู่ก็ยิ่งร่างสั่นสะท้าน ลุก
ขึ้นพรวดพราด!
ไม่รู้ว่าหิมะเบื้องนอกตกหนักตั้งแต่เมื่อไร ชุด
เกราะของทหารซึ่งถืออาวุธครบมือเปล่งประกาย
เย็นเยียบ พวกเขาเข่นฆ่าองครักษ์ซึ่งขัดขวางอยู่
ตรงประตูทันที ย่างฝีเท้าอันหนักแน่นเปียมด้วย
ความดุร้ายเข้าประตูจวนแล้วรุดมายังห้องโถง
ส่วนหน้า
ผู้ที่นำทหารเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง เป็น
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนั่นเอง!
นิ้วมือที่กุมประสานอยู่ใต้แขนเสื้อของเจียง
เสวี่ยหนิงสั่นระริก ภาพเหตุการณ์นองเลือดหน้า
ประตูจวนโหวในชาติก่อนคล้ายปรากฏขึ้นมาให้
เห็นอีกครั้ง ทำเอานางรู้สึกเหมือนตกอยู่ในโพรง
น้ำแข็ง!
ก่อนหน้านี้ทุกคนรู้ดีว่าชะตากรรมของจวน
หย่งอี้โหวไม่แน่นอน ภัยร้ายกำลังย่างกราย
พร้อมเกิดเรื่องได้ทุกเมื่อ
ทว่าทางวังหลวงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับพิธี
สวมกวานของเยี่ยนหลินที่จัดขึ้นวันนี้ แสดงว่าฝั่า
บาทคงทรงอนุญาตให้จัดได้เป็นนัย ๆ แล้ว
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฝั่าบาทกลับทรงเลือกลงมือ
ในวันนี้ อีกทั้งผู้ที่นำกำลังมากลับเป็นติ้งกั๋วกง
เซียวหย่วนผู้มีนามอุโฆษของตระกูลเซียวอีกด้วย!
การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้น
กะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนแทบจะเสียสติ
ดวงตาแก่ชราของเยี่ยนมู่จดจ้องเซียวหย่วน
ซึ่งสาวเท้าใกล้เข้ามา
เยี่ยนหลินรูม่านตาหดแคบ กำลังจะลุกขึ้น
ทว่าทันใดนั้นกลับมีมือคู่หนึ่งวางลงมาบนบ่าเขา
และออกแรงกดหนักหน่วง
เขาเงยศีรษะ
เป็นเซี่ยเวยซึ่งกดประทับฝั่ามือแน่นบนบ่าเขา
กลายเป็นกดเลือดที่กำลังขึ้นหน้าของเขาลงไป
ด้วย อย่างไรก็ตามจากมุมที่เงยศีรษะขึ้นไปนี้
กลับไม่อาจแยกแยะสีหน้าของอีกฝั่ายได้แน่ชัด
รู้สึกเพียงว่านิ่งสงบราวกับห้วงทะเลลึก
ปราศจากคลื่นลมแม้แต่น้อย แต่กระนั้นสัมผัสที่
ส่งผ่านมาจากบนบ่ากลับชัดเจน นิ้วมือทั้งห้าที่
กดอยู่นั้นเกร็งแน่น ปลายนิ้วแทบจะจิกจมลึกลง
ไปในเนื้อของเขา!
เซี่ยเวยกะพริบตาเบา ๆ ประหนึ่งมองไม่เห็น
ความเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นตระหนก และไม่ได้
ยินความเคลื่อนไหวอันน่าหวาดผวานี้แม้แต่น้อย
สายตายังคงจับบนกวานดังเดิม
ครั้นสะกดเยี่ยนหลินได้แล้วก็ยกมือขึ้น
ประคองกวานหยกอีกครา
ปินไม้บนนิ้วมือเรียวยาวของเขาค่อย ๆ ขยับ
หมุนลอดผ่านช่องด้านใต้กวาน ความสงบนิ่ง
ภายในนัยน์ตาประดุจขุนเขาเขียวขจีท่ามกลาง
สายฝน ในความสันโดษมีความหนักแน่นเคร่ง
ขรึมเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน เขาพูดด้วยน้ำเสียง
ราบเรียบ “วีรบุรุษต้องมีจุดที่เหนือคน การชัก
กระบี่หรือบุกใช้กำลังเข้าสู้เป็นการกระทำของ
ชายเถื่อนยามถูกหยามเกียรติ ทว่าการไม่ตื่น
ตระหนกยามประสบเหตุคับขัน ไม่สำแดงโทสะ
ยามไม่จำเป็น เช่นนี้ถึงจะเรียกว่ายอดวีรบุรุษ
แห่งใต้หล้า ซื่อจื่อโปรดอย่าได้ตื่นตระหนกและ
อย่าได้มีโทสะเลย”
——————–
1. อำเภอหลุนไถ เป็นอำเภอหนึ่งในเขต
ปกครองตัวเองซินเจียงซี่งเป็นที่อยู่อาศัย
ของคนนอกด่าน