จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 33 – ข้าสวยหรือไม่
ดินแดนภูตนั้นเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าข้างในมีอะไร
อยู่บ้าง
ตอนนี้มีจวนแม่ทัพปรากฏขึ้นที่นี่ หรือว่านี่จะเป็นจวนของหลี่หรู
กง แม่ทัพใหญ่สมัยราชวงศ์ก่อน แล้วนายหญิงคนนี้คือใครกัน
ภูตสองตนที่เฝ้าประตูอยู่นั้นน่าจะเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน
ธรรมดา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับไม่มีใครกล้าลงมือโดยพลการ
ตู้หลานเจียงมองไปยังกู้เฉิงแล้วถาม “ท่านกู้ ตอนนี้ควรทำ
อย่างไรดี”
หน่วยพิทักษ์ราตรีมีประสบการณ์ในการรับมือกับเรื่องแบบนี้
มากกว่าพวกนักพรตนอกรีตอย่างพวกเขาแน่นอน
กู้เฉิงหรี่ตาลง “ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเผชิญหน้า ในเมื่อลางร้ายสี
เลือดนำเรามาถึงที่นี่ ก็เข้าไปเถอะ ทำตามกฎเกณฑ์ในดินแดนภูตให้
ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
พูดจบ กู้เฉิงก็ก้าวเข้าไปในจวนแม่ทัพ เสี่ยวอี่และคนอื่นๆ ก็ตาม
เข้าไปด้วย
ตู้หลานเจียงและเหล่านักพรตนอกรีตมองหน้ากัน สุดท้ายก็ต้อง
ตามเข้าไป
จวนแม่ทัพแห่งนี้ใหญ่โตมาก และกู้เฉิงสัมผัสได้ว่าจวนหลังนี้
ไม่ได้สร้างขึ้นจากภาพลวงตาของดินแดนภูต แต่มีอยู่จริง แม้แต่
รูปแบบสถาปัตยกรรมก็ยังแตกต่างจากของต้าเฉียนในปัจจุบัน
เล็กน้อย
นี่หมายความว่าในอดีตหลี่หรูกงไม่ได้แค่แอบกลับมาที่อำเภอตง
หลินเพื่อสร้างสุสานให้ตัวเอง แต่เขายังขุดภูเขาแม่ทัพทั้งลูก สร้าง
จวนแม่ทัพใต้ดินขึ้นมาอีกหลังหนึ่ง เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่
ตายแล้วไปเป็นแม่ทัพในยมโลกรึไง
ตอนนี้ทั้งจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยเสียงจอแจ หรือจะให้ถูกก็คือ
เสียงภูตจอแจ
คนรับใช้ที่เดินไปมาล้วนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ผิวซีดขาว เห็น
ได้ชัดว่าเป็นภูตทั้งสิ้น
กู้เฉิงและคนอื่นๆ ถูกภูตเฝ้าประตูนำไปนั่งที่ห้องโถงใหญ่ รอบๆ
ยังมีภูตหน้าตาประหลาดนั่งอยู่ด้วย บางตนหน้าซีดทาแก้มแดง
เหมือนหุ่นกระดาษ
บางตนผิวหนังมีตุ่มหนองเน่าเปื่อยเหมือนคางคกยักษ์
บางตนปากแหลมแก้มตอบ สวมเสื้อคลุมสีเทาหนา สายตา
ล่อกแล่กมองไปทั่ว
สรุปคือ ไม่มีใครดูเหมือนคนเลย
ทันใดนั้น ชายชราในชุดพ่อบ้านก็เดินออกมา เขาเป็นภูตที่ดู
เหมือนคนที่สุดในบรรดาภูตทั้งหมด
พ่อบ้านชราประสานมือคารวะทุกคนที่นั่งอยู่ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของนายหญิงข้า ทุกท่านกินดื่มให้เต็มที่ ไม่
ต้องเกรงใจ มาเร็ว เข้ามาเสิร์ฟอาหาร”
พ่อบ้านชราร้องตะโกนออกไปข้างนอก ศีรษะบิดหมุน 180 องศา
อย่างน่าประหลาด บนท้ายทอยของเขายังมีใบหน้าอีกหน้าหนึ่ง เป็น
ใบหน้าภูตที่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ หน้าเขียวเขี้ยวโง้ง
กู้เฉิงถอนหายใจยาว พ่อบ้านภูตตนนี้ให้ความรู้สึกไม่ด้อยไป
กว่าภูตอดอยากเลย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่แกนกลางของดินแดน
ภูตแห่งนี้
สาวใช้หุ่นกระดาษทีละคนหน้าซีดทาแก้มแดงประหลาด ร่างกาย
แข็งทื่อ นำอาหารเลิศรสมาวางบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน
ยังมีคณะสาวใช้กำลังแสดงร่ายรำขับร้อง
แต่พอเต้นๆ ไปหัวก็หลุดออกมา พอใส่กลับเข้าไปหน้ากลับหัน
ไปด้านหลัง แล้วก็เต้นต่อ ภาพประหลาดแบบนี้ทำให้คนหมดความ
อยากอาหาร
บนโต๊ะมีทั้งไก่ เป็ด ปลา เนื้อ อาหารเลิศรสนานาชนิดส่งกลิ่น
หอมยั่วยวน นักพรตนอกรีตหลายคนทนไม่ไหว ไม่สนใจบรรยากาศ
ที่น่าขนลุก เริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ก่อนหน้านี้หลังจากที่พวกเขาเข้ามาในถ ้า แม้จะรู้สึกว่าเดินไปไม่
นาน แต่จริงๆ แล้วถูกกฎเกณฑ์ในดินแดนภูตหลอกลวง ข้างนอกฟ้า
มืดแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้กินอะไรมาหลายชั่วยามแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ กู้เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
พวกนักพรตนอกรีตระดับล่างกลุ่มนี้คุณภาพไม่สม ่าเสมอจริงๆ
เขาไม่รู้จะพูดว่าพวกนี้ใจกล้าจริงๆ หรือไม่มีสมองกันแน่ ไม่ดู
เลยว่าที่นี่คือที่ไหน ของที่ยกมาก็กล้ากิน
ภูตต้องกินอาหารด้วยรึไง แล้วของที่พวกเขายกมาคืออะไรกัน
แน่ มันยากที่จะจินตนาการนักรึ
“เสี่ยวอี่ ดูซิว่านี่คืออะไร”
เสี่ยวอี่พยักหน้า ร่ายอาคมใต้โต๊ะอย่างระมัดระวัง ยันต์ปรากฏ
ขึ้นในอากาศ
ตอนนี้เสี่ยวอี่ได้เข้าสู่ขั้นที่แปดของการบำเพ็ญปราณแล้ว นั่น
คือขั้นบำรุงวิญญาณ
ก่อนหน้านี้เสี่ยวอี่อยู่ในขั้นบำเพ็ญปราณมาปีกว่าแล้ว ภารกิจ
ครั้งนี้ได้รับยาเม็ดบำรุงวิญญาณมา ทำให้พลังบำเพ็ญของเสี่ยวอี่ที่
สะสมมานานปะทุออกมา เข้าสู่ขั้นบำรุงวิญญาณได้สำเร็จ
แต่ก็ยังไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
ผู้บำเพ็ญปราณในช่วงแรกมีพลังต่อสู้ที่อ่อนแอมาก หากไม่ฝึก
วิชาลับนอกรีตที่อาศัยวัตถุภายนอกในการเลื่อนขั้น ก็จะทำได้เพียง
ใช้วิชายุทธ์พื้นฐานง่ายๆ ที่ใช้สนับสนุนเท่านั้น
เมื่อเทียบกับขั้นบำเพ็ญปราณ ขั้นบำรุงวิญญาณเป็นเพียงการ
ยกระดับจิตใจบางส่วน เพิ่มการรับรู้ของตนเอง และสามารถเปิดตา
หยินหยาง มองเห็นภูตผีได้
“สลาย”
เสี่ยวอี่ตะโกนเสียงเบา ยันต์สลายไปในอากาศ ไหนเลยจะมี
อาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้า
นั่นมันคือหนอนแมลงวันกองโตปะปนอยู่กับเนื้อเน่าเปื่อย แม้แต่
เศษกระดูกและนิ้วที่ขาดก็ยังมองเห็น
ในจานอื่นๆ ยังมีซากปลวก แมลงสาบ กบ คางคกต่างๆ นานา ดู
แล้วน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง
นักพรตนอกรีตหลายคนก็เห็นความเปลี่ยนแปลงทางฝั่งของกู้
เฉิง ใบหน้าพลันตกตะลึง จากนั้นก็เริ่มอาเจียนอย่างหนัก แทบจะ
อาเจียนออกมาเป็นน ้าดี
ทันใดนั้น พ่อบ้านภูตก็ประกาศเสียงดัง “นายหญิงเสด็จ”
เสียงดนตรีประหลาดดังขึ้น เย็นยะเยือกและมืดมน ราวกับเสียง
กระซิบของวิญญาณเร่ร่อน
“กราบจันทราเศร้าใจผมขาว วอนขอสามพันพรรษา
เทพไม่เมตตา พุทธไม่ปรานี ไฉนเลยต้องฝังร่างงาม
โลหิตย้อมผมขาว คงอยู่ใต้จันทรานิรันดร์
เส้นไหมผูกมัดท่าน ข้าขอถาม ท่านยอมไปสู่แม่น ้าลืมเลือนกับ
ข้าหรือไม่”
ร่างหนึ่งในชุดสีแดงค่อยๆ เดินเข้ามาจากด้านนอก ผมยาวสลวย
บดบังใบหน้า แต่ชุดสีแดงที่แนบเนื้อกลับเผยให้เห็นเรือนร่างที่โค้งเว้า
เย้ายวนอย่างยิ่ง
แต่ในตอนนี้ หัวใจของกู้เฉิงกลับดิ่งวูบ
ในพื้นที่หยกดำ ภูตหัวใจหดตัวเป็นก้อนสั่นเทาอย่างหวาดกลัว
ถึงกับเริ่มร้องโหยหวน นั่นคืออาการที่มันหวาดกลัวถึงขีดสุด
ภูตหญิงในชุดแดงตนนี้คงจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะ
จินตนาการได้ นี่คือภูตร้ายหรือภูตอสูรกันแน่
ศีรษะของพ่อบ้านภูตบิดกลับมาเป็นด้านของคนปกติแล้วยิ้ม
กล่าว “ทุกท่านวันนี้โชคดีแล้ว นายหญิงของข้าจะเลือกผู้มีวาสนา
หนึ่งคนมาเป็นคู่ครอง ใครได้รับเลือกก็จะได้เป็นนายท่านของจวนแม่
ทัพแห่งนี้”
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างตกตะลึง ภูตหญิงตนนี้เล่นไม้ไหนกัน ขาด
ผู้ชายรึไง
กู้เฉิงและคนอื่นๆ มีสีหน้าเคร่งขรึม แต่มีบางคนที่มัวเมาใน
กามารมณ์กลับยังคิดว่ารูปร่างของภูตหญิงตนนี้ช่างเย้ายวนยิ่งนัก
ทันใดนั้น ภูตหญิงในชุดแดงก็เงยหน้าขึ้น ผมสองข้างแยกออก
จากกัน เผยให้เห็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา
ไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีปาก ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไปหมด
ภาพนี้ทำเอาคนที่ยังมัวเมาในกามารมณ์เมื่อครู่ถึงกับเข่าอ่อน
ทันที ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ภูตหญิงในชุดแดงโบกมือ นักพรตนอกรีตคนหนึ่งก็ลอยขึ้นมา
ถูกนางดึงมาอยู่ตรงหน้า
“ข้าสวยหรือไม่”
เสียงที่ทุ้มต ่าและไพเราะดังก้องอยู่ในหูของนักพรตผู้นั้น แต่เขา
กลับตัวสั่นเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะตอบ
อย่างไร
อันที่จริง นักพรตส่วนใหญ่ ยกเว้นพวกที่ฝึกวิชานอกรีตอยู่แล้ว
พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกับภูตผี ไม่รู้ว่าจะรับมือกับพวกมัน
อย่างไร
เมื่อเห็นว่านักพรตผู้นั้นไม่ตอบ ผมของภูตหญิงในชุดแดงก็พุ่ง
เข้าพันรอบตัวเขาในทันที ห่อหุ้มศีรษะของเขาไว้ในมวยผมสีดำหนา
ทึบ
ร่างของนักพรตผู้นั้นกระตุกสองสามครั้งแล้วก็แน่นิ่งไป เมื่อผม
ยาวถูกดึงกลับ ร่างไร้ศีรษะก็ล้มลงบนพื้นดังตุ้บ ทำเอาทุกคนที่อยู่ที่
นั่นใจหายวาบ
ภูตหญิงในชุดแดงโบกมืออีกครั้ง นักพรตอีกคนถูกนางดึงมาไว้
ในมือ แล้วถามเสียงเบา “ข้าสวยหรือไม่”
“สวย สวยมาก”
นักพรตผู้นั้นพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง กลัวว่าถ้าตอบช้าไปจะถูก
กลืนหัวเหมือนคนก่อนหน้า
“แล้วเจ้ายอมแต่งงานกับข้าหรือไม่ ชั่วชีวิตนี้ไม่ทอดทิ้ง อยู่เคียง
ข้างกันทั้งเป็นและตาย”
“ยอม ยอม”
ภูตหญิงในชุดแดงถอนหายใจ “ใจเจ้าไม่จริง แต่ในเมื่อเจ้ายอม
อยู่เคียงข้างข้าทั้งเป็นและตาย ข้าเป็นภูตแล้ว เจ้าจะเป็นคนได้
อย่างไร”
สิ้นเสียง ผมสีดำหนาทึบก็ห่อหุ้มศีรษะของนักพรตผู้นั้นอีกครั้ง
ชั่วครู่ต่อมา ร่างไร้ศีรษะอีกร่างก็ล้มลง
ในชั่วพริบตานั้น หัวใจของทุกคนก็ดิ่งวูบ