จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 37 – เปิดโลง
หวังชวนในร่างอสูรคล้ายแมงมุมยักษ์ปีนป่ายขึ้นไปตามโซ่เหล็ก
กู้เฉิงกลับใช้กระบี่ยาวในมือฟันไปยังโซ่เหล็กอย่างสุดกำลัง
โซ่มังกรนั้นไม่รู้ว่าหลอมมาจากวัสดุอะไร แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่
สามารถฟันให้ขาดได้เลย แต่เมื่อถูกกู้เฉิงฟัน มันก็แกว่งไปมา ทำให้
ความเร็วของหวังชวนช้าลง
ใบหน้าอสูรจ้องมองมาที่กู้เฉิงแล้วยิ้มเยาะ “เจ้าคิดว่าแค่นี้จะขวาง
ข้าได้รึ ไอ้หมาของหน่วยพิทักษ์ราตรี ไปตายซะ”
สิ้นเสียงของหวังชวน เขากระโดดสูงขึ้นจากโซ่เหล็ก พุ่งเข้าใส่กู้
เฉิง
และกู้เฉิงก็รอคอยจังหวะนี้อยู่เช่นกัน
อาศัยแรงจากการสั่นของโซ่ เขาก็กระโดดขึ้นไปกลางอากาศ
แขนซากศพดำปรากฏขึ้นบนมือขวา กุมกระบี่ยาว ใช้แขนซากศพ
ดำร่ายกระบี่สุริยันอักขระเดียวออกมา
พลังปราณอันร้อนแรงบนคมกระบี่กลายเป็นเพลิงยมโลกที่เย็น
เยียบ ส่องแสงสว่างวาบๆ พลังนั้นทำให้ใบหน้าอสูรของหวังชวนบิด
เบี้ยวมากขึ้นไปอีก
ภูตผีมีการรับรู้ที่แข็งแกร่ง ในชั่วพริบตาที่กระบี่นั้นปรากฏขึ้น
เขาก็สัมผัสได้ถึงอันตรายแล้ว
แต่ตอนนี้เขาอยู่กลางอากาศ พลังใช้ไปหมดแล้ว จะเปลี่ยน
ทิศทางได้อย่างไร
เขาทำได้เพียงมองดูกระบี่ของกู้เฉิงฟันลงมา พลังมหาศาลพุ่ง
เข้าใส่ กระบี่ที่ลุกโชนด้วยเพลิงยมโลกที่เย็นเยียบราวกับตัดเต้าหู้
ฉีกร่างของเขาออกเป็นสองท่อนในทันที
ในอดีตตอนที่กู้เฉิงยังไม่ถึงระดับแปด เขาเคยใช้กระบี่นี้แทงทะลุ
ภูตอดอยากมาแล้ว
ตอนนี้กู้เฉิงถึงระดับแปดแล้ว สามารถปลดปล่อยพลังปราณออก
นอกร่างกายได้ กระบี่นี้ยิ่งคมกริบขึ้นไปอีก หวังชวนแม้จะมีพลัง
เทียบเท่าระดับเจ็ดก็ยังต้านทานไม่ได้
น่าเสียดายที่กระบวนท่านี้ต้องใช้ร่วมกับแขนซากศพดำ มี
ข้อจำกัดค่อนข้างมาก
ตอนนี้กู้เฉิงใช้แขนซากศพดำได้เพียงไม่กี่วินาที และยังไม่
สามารถใช้ติดต่อกันได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นโอกาสของเขาจึงมีเพียง
ครั้งเดียว
กู้เฉิงมองไปในสนามรบ บนโซ่เก้าเส้น ทุกเส้นมีคนกำลังต่อสู้กัน
อยู่
คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีมีน้อยกว่า จึงไม่ได้เปรียบ
หลิ่วอิ๋งอิ๋งกลับทำให้กู้เฉิงประหลาดใจเล็กน้อย
ซากศพสองตัวของนางซ่อมแซมเสร็จแล้ว ‘ต้าเฮย’ รูปร่างกำยำ
พลังแข็งแกร่ง เทียบได้กับระดับแปดตอนปลาย
‘เสี่ยวไป๋’ คือซากศพที่มีรูปร่างเหมือนคน พลังแม้จะน้อยกว่า แต่
ความเร็วกลับเร็วมาก และในกรงเล็บยังมีพิษซากศพ ทำให้คนไม่
กล้าปะทะตรงๆ
ซากศพสองตัวนี้ร่วมมือกัน ผู้ฝึกตนระดับแปดแทบไม่มีใครเป็น
คู่ต่อสู้ของพวกมันได้
ส่วนหลิ่วอิ๋งอิ๋งเองก็ยืนอยู่ข้างล่างกับเสี่ยวอี่และฟางผิง ควบคุม
ซากศพอย่างสบายๆ
สายวิชาคนคุมศพในบางด้านก็แข็งแกร่งมากจริงๆ เมื่อคืนหาก
ซากศพสองตัวของหลิ่วอิ๋งอิ๋งลงมือพร้อมกัน กู้เฉิงคงจะต้องใช้พลัง
ทั้งหมดถึงจะจัดการได้
ตราบใดที่ไม่ถูกพบตัวจริง พวกเขาก็ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้
ยากที่สุด
แต่ในขณะเดียวกัน การควบคุมซากศพ ทำให้ฝีมือของตัวเอง
กลับไม่โดดเด่นนัก
ตอนนั้นที่กู้เฉิงเจอชายชราที่ควบคุมซากศพพเนจรในศาลเจ้า
พ่อเขาใหญ่ก็น่าจะเป็นคนจากสายวิชาคนคุมศพแห่งเซียงซี พอถูก
พบตัวจริง ก็อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ คาดว่าคนธรรมดาที่แข็งแรง
หน่อยก็สามารถฆ่าเขาได้แล้ว
ทันใดนั้นกู้เฉิงก็มองขึ้นไปข้างบน ตู้หลานเจียงเข้าใกล้โลงศพ
แล้ว
กู้เฉิงระเบิดพลังปราณที่เท้า กระทืบลงบนโซ่อย่างแรง ในชั่ว
พริบตาก็ข้ามไปหลายโซ่ ฟันกระบี่ไปยังตู้หลานเจียง
รู้สึกถึงลมกระโชกแรงมาจากด้านหลัง มือทั้งสองข้างของตู้
หลานเจียงกลายเป็นสีเขียวอ่อน กุมกระบี่ยาวในมือของกู้เฉิงอย่าง
แรง เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมา
พร้อมกันนั้นปราณแท้จริงที่มือซ้ายของเขาก็ปะทุออกมา ตบไป
ยังกู้เฉิงโดยตรง
ดึงกระบี่ถอยกลับ กู้เฉิงใช้ผนึกสุวรรณสะกดมารรับมือ พลัง
ปราณถูกปราณแท้จริงซัดจนสลายไป กู้เฉิงก็ถูกผลักถอยไปหลาย
ก้าว
ในบรรดานักพรตนอกรีตกลุ่มนี้ ฝีมือของตู้หลานเจียงถือว่า
แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ
แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ แต่ในวัยหนุ่มเขาก็รวบรวมเคล็ด
วิชาของนักรบสายตรงมาได้ พลังบำเพ็ญก็ถึงระดับเจ็ดขั้นหลอม
กระดูกแล้ว
ถึงระดับเจ็ดขั้นหลอมกระดูกถึงจะสามารถรวมพลังปราณที่
กระจัดกระจายให้กลายเป็นปราณแท้จริงที่ใกล้เคียงกับของจริงและ
ควบแน่นมากขึ้น คุณภาพของมันกับพลังปราณนั้นแตกต่างกันคน
ละเรื่อง
แม้ว่านักรบอิสระอย่างตู้หลานเจียงอาจจะมีพื้นฐานไม่แน่น
เท่าไหร่ แต่ปราณแท้จริงก็คือปราณแท้จริง หากอาศัยเพียงวิชายุทธ์
ของตัวเอง กู้เฉิงยังคงด้อยกว่าเขาอยู่หนึ่งขั้น
แต่ตู้หลานเจียงก็รู้สึกว่ารับมือได้ยากเช่นกัน
เจ้าคนจากหน่วยพิทักษ์ราตรีผู้นี้มีพื้นฐานวิชายุทธ์ที่แน่นมาก
แถมยังฝึกวิชาลับสายมารอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างเสริมกัน แม้แต่
คุณชายภูตหวังชวนก็ยังตายในมือเขา
หากตนเองต่อสู้กับเขาที่นี่ ไม่ต้องพูดถึงแพ้ชนะ อย่างน้อยสมบัติ
นี้ใครก็อย่าหวังจะได้ไป
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ตู้หลานเจียงก็ตะโกนเสียงดัง “ทุกท่าน
ช่วยกันไปสกัดเจ้ากู้เฉิงนั่นไว้
ข้าตู้หลานเจียงขอสาบาน หากได้เคล็ดวิชามา ทุกคนจะได้ฝึก
ร่วมกัน หากได้สมบัติมา ทุกคนจะได้แบ่งเท่ากัน
หากข้าผิดคำสาบานนี้ ขอให้ข้าลงน ้าไปเป็นอาหารของเจ้าพ่อ
คงคา ขึ้นบกไปเป็นเครื่องเซ่นของเจ้าพ่อเขาใหญ่ ชั่วชีวิตนี้ขอให้
ตายอย่างน่าอนาถ”
หน่วยพิทักษ์ราตรีมีท่าทีต่อภูตผีปีศาจทุกชนิดคือการ
ปราบปรามและทำลายล้าง แต่คนในยุทธภพสายนอกรีตเหล่านี้กลับ
มีหลายคนที่เชื่อเรื่องเหล่านี้
ตู้หลานเจียงเคยเป็นทั้งโจรสลัดและนักขุดสุสาน คำสาบานที่เขา
ให้ไว้สำหรับคนอื่นอาจจะดูแปลกๆ แต่สำหรับสถานะของเขาแล้วถือ
ว่าหนักหนามาก
คนในยุทธภพสายนอกรีตเหล่านั้นได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่
หนึ่ง แล้วก็พุ่งเข้ามาสังหารกู้เฉิงทันที
ตอนนี้มีหน่วยพิทักษ์ราตรีเข้ามาขวาง หากไม่จัดการคนของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีเสียก่อน ใครก็ไม่ได้สมบัติ
นักรบหลายคนที่มีฝีมือเทียบเท่าระดับแปดเข้ามารุมล้อม
ชั่วขณะหนึ่งก็สามารถรั้งกู้เฉิงไว้ได้จริงๆ
แม้ว่าคนเหล่านี้จะสู้ตัวต่อตัวกับเขาไม่ได้ แต่ตอนนี้มีคน
มากมายเข้ามารุมพร้อมกัน กู้เฉิงก็ไม่สามารถสังหารพวกเขา
ทั้งหมดได้ในทันที
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครขวางทางอยู่รอบๆ แล้ว ตู้หลานเจียงก็ระเบิด
ความเร็วทั้งหมดออกมา มาถึงหน้าโลงศพ
แต่พอมาถึงหน้าโลงศพ ตู้หลานเจียงจึงได้พบว่า ใต้โลงศพยังมี
คนห้อยอยู่คนหนึ่ง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ทุกคนอยู่บนโซ่ ฟ้าก็มืด อยู่
ไกลกัน เลยไม่มีใครสังเกตเห็น
นั่นคือหญิงสาวที่หน้าตาสวยงาม มีกลิ่นอายของชนต่างชาติ
เล็กน้อย ตู้หลานเจียงจำได้ทันทีว่านางคือหยางซานเหนียง หนึ่งใน
สามนักขุดสุสาน
ในกลุ่มสามนักขุดสุสาน หยางซานเหนียงเชี่ยวชาญวิชาลับ
ต่างๆ นางเองก็เป็นผู้บำเพ็ญปราณสายตรงที่หาได้ยากคนหนึ่ง ถึง
ขั้นที่เจ็ดขั้นเพ่งจิตแล้ว และยังฝึกวิชาลับต่างๆ อีกมากมาย
ตอนนี้นางถือจานค่ายกลอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าต้องการจะใช้
วิชาลับบางอย่างเพื่อเอาของในโลงศพ แต่กลับล้มเหลว ตายอยู่ที่นี่
เรื่องนี้ทำให้ตู้หลานเจียงรู้สึกกังวล หากตนเองเปิดโลงศพตอนนี้
จะลงเอยเหมือนหยางซานเหนียงหรือไม่
แต่เมื่อเห็นว่ากู้เฉิงที่อยู่ด้านหลังกำลังจะพุ่งเข้ามา ตู้หลานเจียงก็
กัดฟันแน่น ความร ่ารวยต้องเสี่ยง
แขนทั้งสองข้างของเขาเป็นสีหยกเขียว ปราณแท้จริงถูกเขาใช้
จนถึงขีดสุด ผลักโลงศพทองสัมฤทธิ์เปิดออกอย่างแรง
แตกต่างจากที่จินตนาการไว้ว่าจะมีไอเย็นปะทุออกมา ในโลงศพ
ทองสัมฤทธิ์นั้น กลับมีไอหมอกจางๆ ลอยออกมา ราวกับอยู่ในแดน
สวรรค์
ตู้หลานเจียงตะลึงไป เขาเหลือบมองเข้าไปในโลงศพ ในใจก็
พลันสะดุ้งขึ้นมา
ในโลงศพนั้นไม่มีฉากที่น่ากลัวอะไร เพียงแค่มีคนนอนอยู่คน
หนึ่ง คนที่ผิวหนังยังสมบูรณ์ดี แม้แต่ร่องรอยของความตายก็มองไม่
เห็น
แต่นี่แหละคือสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด
ร่างกายของนักรบนั้นแข็งแกร่ง ฝึกฝนถึงระดับหนึ่ง ความแข็ง
ของกระดูกสามารถเทียบได้กับศาสตราวุธทองคำเลยทีเดียว
สามารถคงสภาพไม่เน่าเปื่อยได้เป็นเวลานาน
แต่ปัญหาก็คือ นั่นคือกระดูก ใครเคยได้ยินบ้างว่าผิวหนังและ
ร่างกายสามารถไม่เน่าเปื่อยได้
และคนที่อยู่ในโลงศพแม้จะรูปร่างกำยำ แต่กลับสวมชุดนักพรต
แถมยังสวมมงกุฎนักพรตอีกด้วย การแต่งตัวแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็น
นักพรต
ในมือของนักพรตคนนั้นยังถือม้วนหนังอยู่ม้วนหนึ่ง สองมือ
ประสานกันวางไว้บนหน้าอก ดูเหมือนจะหวงแหนอย่างยิ่ง
ตู้หลานเจียงกำลังจะหยิบม้วนหนังนั้นโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น
นักพรตคนนั้นก็ลืมตาขึ้นมาทันที ในเบ้าตาไม่มีลูกตา มีแต่หมอกสี
ดำจางๆ
พลังที่มองไม่เห็นปกคลุมร่างของตู้หลานเจียง ยกเขาลอยขึ้น
กลางอากาศ
“เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว
ทำไมต้องมารบกวนข้าด้วย”
เสียงที่เกรี้ยวกราดดังก้องไปทั่ววังใต้ดิน สั่นสะเทือนจนคนปวด
หัวไปหมด
ตู้หลานเจียงอยากจะขอความเมตตา แต่เขากลับพูดไม่ออก
แม้แต่คำเดียว
พลังนั้นบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ดังสนั่น ร่างกายของเขาก็ถูก
บีบจนแบนเป็นแผ่นเนื้อ หมอกโลหิตลอยฟุ้งไปในอากาศ
ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก แย่งชิงสมบัติรึ ต่อหน้าพลัง
ระดับนี้ พวกเขาจะเอาอะไรไปแย่งชิง
กู้เฉิงไม่คิดอะไรเลย ในชั่วพริบตาที่ตู้หลานเจียงถูกบีบจนแบน
เป็นแผ่นเนื้อ เขาก็กระโดดลงจากโซ่มังกร ตะโกนเสียงดัง “ถอย”
ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคิดถึงเรื่องความร ่ารวยต้องเสี่ยงอยู่อีก
คงจะโง่เต็มทนแล้ว แน่นอนว่าต้องเอาตัวรอดก่อนเป็นอันดับแรก
สิ่งที่อยู่ในภูเขาแม่ทัพนั้นเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อะไรกลับไปเลย เพียงแค่เอารายละเอียด
สถานการณ์กลับไปบอกหน่วยพิทักษ์ราตรี รางวัลสำหรับข้อมูลก็คง
จะไม่น้อยแน่นอน
แต่ในชั่วพริบตาที่กู้เฉิงกระโดดลงจากโซ่มังกร เขาก็เห็นหยาง
ซานเหนียงที่ห้อยอยู่ใต้โลงศพ จานค่ายกลในมือนางกลับเริ่มดูดซับ
ไอเย็นรอบๆ โดยอัตโนมัติ ในที่สุดก็ระเบิดแสงออกมา พุ่งผ่านโลง
ศพ ปกคลุมม้วนหนังในมือของศพนั้น
ในวินาทีต่อมา แสงของค่ายกลก็หายไป ม้วนหนังนั้นก็หายไป
อย่างน่าประหลาด
กู้เฉิงลงมายืนข้างเสี่ยวอี่ เสี่ยวอี่ประหลาดใจ “คือค่ายกล
เคลื่อนย้ายมิติ”
“อะไรคือค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ”
เสี่ยวอี่กล่าว “ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติคือค่ายกลที่สามารถส่งของ
ข้ามมิติไปยังอีกด้านหนึ่งได้ ฟังดูง่าย แต่จริงๆ แล้วจัดตั้งได้ยากมาก
หน่วยพิทักษ์ราตรีก็มีค่ายกลแบบนี้อยู่ไม่กี่แห่ง ว่ากันว่าเป็นของ
ที่ปรมาจารย์หลัวฝู เย่ฝ่าซ่านทิ้งไว้ เก้าในสิบอยู่ในเมืองหลวง ใช้
สำหรับส่งของที่สำคัญอย่างยิ่ง
แต่ของแบบนี้มีแต่สำนักใหญ่ของลัทธิเต๋าเท่านั้นที่สามารถ
จัดตั้งได้ และล้วนเป็นขนาดใหญ่ นักขุดสุสานไม่กี่คน แม้จะมี
ชื่อเสียงอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้
และค่ายกลเคลื่อนย้ายมิตินี้ก็เล็กขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าจัดตั้งขึ้น
เพื่อส่งของในโลงศพโดยเฉพาะ
แต่ก่อนหน้านี้บนโลงศพน่าจะมีค่ายกลผนึกอยู่ จึงไม่สามารถส่ง
ได้ เมื่อครู่ตู้หลานเจียงเปิดโลงศพ ค่ายกลถึงได้ทำงาน”
เมื่อได้ยินเสี่ยวอี่พูดเช่นนั้น ในใจของกู้เฉิงก็พลันสะดุ้งขึ้นมา
พวกเขาดูเหมือนจะเข้าไปพัวพันกับแผนการของผู้ยิ่งใหญ่คน
อื่นเข้าแล้ว