จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 42 – เพลงกระบี่อัปมงคล
สำหรับนิสัยของผู้บัญชาการปราบปรามแคว้นตงหลินผู้นั้น
ชุยจื่อเจี๋ยย่อมเข้าใจดี
แม้กู้เฉิงจะไม่ได้เขียนการคาดเดาของตนเองลงไป แต่
รายละเอียดบางอย่างในเอกสารก็ทำให้ชุยจื่อเจี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่าง
ไม่ถูกต้องแล้ว
แต่ถึงจะไม่ถูกต้องแล้วจะทำอย่างไรได้
ผู้ใหญ่เบื้องบนนั้นยึดคติว่า มีเรื่องดีกว่าไม่มีเรื่อง ไม่มีเรื่องดีกว่า
ไม่มีอะไรเลย
เรื่องแบบนี้เขาย่อมต้องปิดข่าวไว้อย่างแน่นอน
ดังนั้นชุยจื่อเจี๋ยจึงเรียกกู้เฉิงและคนอื่นๆ มาโดยตรง ถือเอกสาร
แล้วพูดว่า “เรื่องภูเขาแม่ทัพนี้พวกเจ้าทำได้ดีมาก แต่เรื่องก็จบลง
เพียงเท่านี้
ให้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ภูตผีธรรมดาๆ ไป คะแนนผลงานกู้เฉิงได้
200 คะแนน พวกเจ้าที่เหลือได้ 100 คะแนน มีใครคัดค้านหรือไม่”
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ ต่างส่ายหน้า “ไม่มี”
เรื่องในครั้งนี้จริงๆ แล้วพวกเขาออกแรงแค่ตอนที่สู้กับกลุ่ม
นักพรตนอกรีตเท่านั้น สุดท้ายเป็นกู้เฉิงที่ต้องเผชิญกับอันตราย
อย่างยิ่งยวดในการหลบหนีการไล่ล่าของวิญญาณหลี่หรูกง เขาได้
คะแนนมากกว่าคนอื่นหนึ่งเท่า ก็ไม่มีใครคัดค้าน
หลังจากแยกย้ายกันไป เมิ่งหานถังก็นำกู้เฉิงและคนอื่นๆ ไปยัง
ห้องเงียบสงบห้องหนึ่ง พูดเสียงหนัก “เมื่อครู่ท่านผู้บัญชาการใหญ่
พูดไปแล้วว่าเรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้
ตอนนี้ข้าจะพูดอีกครั้ง จำไว้ให้ดี อย่าไปสนใจสืบสวนเรื่องนี้อีก
ต่อไป
รวมถึงหลังจากกลับไปอำเภอตงหลินแล้ว ก็อย่าได้นำเรื่องนี้ไป
ป่าวประกาศ ให้พูดว่าเป็นเหตุการณ์ภูตผีอาละวาดบนภูเขาแม่ทัพ
และได้จัดการกลุ่มนักพรตนอกรีตที่คิดไม่ดีไปพร้อมกัน”
เมื่อครู่ตอนที่ชุยจื่อเจี๋ยพูด มีเพียงกู้เฉิงที่พอจะเข้าใจความหมาย
คนอื่นๆ ยังไม่ทันได้สังเกตถึงความร้ายแรงของปัญหา
ตอนนี้เมื่อเมิ่งหานถังพูดเช่นนี้ พวกเขาก็เข้าใจกันหมดแล้ว ต่าง
พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
ทันใดนั้นเสี่ยวอี่ก็ถามขึ้น “ท่านขอรับ อาการบาดเจ็บของท่าน
เป็นอย่างไรบ้าง”
เมิ่งหานถังตอบ “มีแพทย์ของเมืองเหอหยางรักษาให้ ดีขึ้นมาก
แล้ว อีกประมาณครึ่งเดือนก็จะหายดี
พวกเจ้าได้คะแนนผลงานมาจำนวนหนึ่ง หากต้องการจะแลก
ของสำหรับฝึกฝน ก็สามารถแลกได้ที่นี่โดยตรง แล้วก็ฝึกฝนอยู่ที่
เมืองหลวง รอให้ข้าหายดีแล้วค่อยกลับอำเภอหลัวพร้อมกัน”
หลายคนปรึกษากัน สุดท้ายกู้เฉิงกับเสี่ยวอี่ และจ้าวซิงหมิงกับ
หวังฉีสี่คนตัดสินใจอยู่ต่อ เตรียมแลกยาเม็ดบางอย่างแล้วฝึกฝนอยู่ที่
เมืองเหอหยางโดยตรง
รางวัลจากครั้งที่แล้วพวกเขายังไม่ได้ใช้ เก็บสะสมไว้ บวกกับ
คะแนนผลงานครั้งนี้ และของที่พวกเขาได้มาจากสุสานแม่ทัพ ก็เพียง
พอที่จะแลกของสำหรับฝึกฝนได้มากมาย
กู้เฉิงนำกระบี่ห้วงโลหิตเล่มนั้นออกมา ถามว่า “ท่านขอรับ กระบี่
เล่มนี้ข้าได้มาจากในสุสานแม่ทัพ น่าจะเป็นกระบี่คู่กายของแม่ทัพ
ใหญ่หลี่หรูกงสมัยราชวงศ์ก่อนเมื่อห้าร้อยปีก่อน แต่ได้รับความ
เสียหายในการต่อสู้อย่างดุเดือด เกิดรอยร้าวขึ้นมา ในเมืองหลวง
พอจะซ่อมแซมได้หรือไม่”
เมิ่งหานถังในฐานะผู้ฝึกกระบี่สายตรง เขาย่อมมีความรู้เรื่อง
กระบี่เป็นอย่างดี
หลังจากตรวจสอบกระบี่ห้วงโลหิตเล่มนั้นแล้ว เมิ่งหานถังก็ค่อยๆ
ส่ายหน้า “น่าเสียดาย กระบี่เล่มนี้เมื่อห้าร้อยปีก่อนน่าจะจัดเป็น
ศาสตราวุธเทวะได้ แต่เวลาผ่านไปห้าร้อยปี พลังวิญญาณก็สลายไป
หมดแล้ว
และวัสดุที่ใช้ทำตอนนี้น่าจะหาไม่ได้แล้ว การจะซ่อมแซมจึงยาก
มาก
แต่ถึงแม้จะมีความเสียหาย ด้วยคุณสมบัติของกระบี่เล่มนี้ก็ยัง
เทียบได้กับศาสตราวุธชั้นเลิศ เหนือกว่าอาวุธธรรมดาทั่วไปมาก”
อาวุธในยุทธภพมีหลากหลายชนิด ระดับแบ่งออกเป็นสาม
ประเภทใหญ่ๆ
หนึ่งคืออาวุธธรรมดา อีกหนึ่งคืออาวุธที่สร้างขึ้นจากวัสดุพิเศษ
แต่ละเล่มจะมีชื่อเป็นของตัวเอง อาวุธเช่นนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นศาสตรา
วุธชั้นเลิศได้
ยังมีอีกประเภทหนึ่งที่ล ้าค่ายิ่งกว่า อาวุธมีจิตวิญญาณ จึง
สามารถสื่อถึงเทพได้ อาวุธเช่นนี้เรียกว่าศาสตราวุธเทวะ เป็นของที่
หาได้ยากยิ่ง
กระบี่ยาวในมือกู้เฉิงก่อนหน้านี้ได้มาจากมือสังหารหานถิง แม้
จะสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดี แต่ก็ไม่มีชื่อ จัดเป็นอาวุธธรรมดา
กระบี่ห้วงโลหิตเล่มนี้แม้จะซ่อมแซมไม่ได้ แต่เทียบได้กับ
ศาสตราวุธชั้นเลิศ กู้เฉิงก็พอใจมากแล้ว
หลังจากออกจากที่ของเมิ่งหานถัง กู้เฉิงก็ตรงไปยังหอสมบัติ นำ
คะแนนผลงานในมือไปแลกของ
ตอนนี้กู้เฉิงมีคะแนนผลงานอยู่ 340 คะแนน กู้เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วก็เลือกกระบี่สุริยันยมโลกและยาเม็ดบำรุงวิญญาณสองขวด
กระบี่สุริยันยมโลกกับกระบี่สุริยันอักขระเดียวล้วนเป็นส่วนหนึ่ง
ของเพลงกระบี่ที่ชื่อว่ากระบี่เทียนยมโลก ต้องหลอมรวมไอเย็นจาก
ชีพจรอินและภูตผี รวมเพลิงหยินและเพลิงหยางเข้าด้วยกัน
กลายเป็นเพลิงยมโลก พลังอำนาจชั่วร้าย แต่ฝึกแล้วจะดึงดูดภูตผีได้
ง่าย ผู้ที่ฝึกฝนจะพบกับความอัปมงคล
ในหน่วยพิทักษ์ราตรียังมีบันทึกเกี่ยวกับความเป็นมาของกระบี่
เทียนยมโลกเล่มนี้ด้วย ผู้ครอบครองคืออสูรร้ายสายมารตนหนึ่งใน
ยุทธภพในอดีต เดิมทีเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ฝ่ายธรรมะ แต่เพราะ
เหตุผลบางอย่างจึงได้ทรยศออกจากสำนัก ไปฝึกวิชามารสายภูตผี
สร้างกระบี่เทียนยมโลกนี้ขึ้นมา
ดังนั้นเพลงกระบี่นี้จริงๆ แล้วคือเพลงกระบี่ที่รวมวิชายุทธ์กับวิชา
มารเข้าด้วยกัน จึงมีผลข้างเคียงคือดึงดูดภูตผีได้ง่าย แต่กู้เฉิงกลับ
ไม่สนใจเลย
อะไรคือผู้ที่ฝึกฝนจะพบกับความอัปมงคล กู้เฉิงรู้สึกว่าตัวเองก็
อัปมงคลอยู่แล้ว
ตั้งแต่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ เขาไม่เจอผีก็กำลังจะไปเจอผี
แม้แต่ในร่างกายของเขาก็ยังมีภูตหัวใจและแขนซากศพอยู่ข้างหนึ่ง
เขาจะไปกลัวความอัปมงคลอะไร
กระบี่สุริยันยมโลก 200 คะแนนผลงาน ยาเม็ดบำรุงวิญญาณ
สองขวด 100 คะแนน ทำให้กู้เฉิงที่เป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบ
รู้สึกสับสน ทำไมถึงไม่ปัดเป็นเลขกลมๆ ใช้คะแนนผลงานให้หมดไป
เลยนะ
หลังจากบ่นไปพักหนึ่ง กู้เฉิงก็หาห้องปิดด่านห้องหนึ่ง แล้วเริ่ม
เตรียมตัวฝึกฝน
ยาเม็ดบำรุงวิญญาณสองขวดก่อนหน้านี้ทำให้กู้เฉิงเกือบจะ
ทะลวงเข้าสู่ระดับแปดขั้นกลางได้ ครั้งนี้เมื่อยาเม็ดบำรุงวิญญาณ
สองขวดลงท้อง กู้เฉิงก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับแปดขั้นกลางได้
อย่างราบรื่น พลังพื้นฐานก็ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ค่อยๆ ส่ายหน้า ตอนนี้กู้เฉิงเข้าใจแล้วว่าทำไมคนทรยศของ
ลัทธิหลัวคนนั้นถึงได้อายุน้อยขนาดนั้น แต่กลับมีพลังบำเพ็ญถึง
ระดับหกทั้งวิชายุทธ์และการบำเพ็ญปราณ
การฝึกตนพรสวรรค์ก็สำคัญ ความเข้าใจก็สำคัญ ความอดทน
ก็สำคัญ แต่ปัจจัยภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน
เจ้าคนนั้นถูกลัทธิหลัวทั้งลัทธิเลี้ยงดูมาในฐานะนายน้อย ไม่ต้อง
กังวลเรื่องยาเม็ดไม่เพียงพอ ยังมีผู้เชี่ยวชาญมากมายคอยชี้แนะ การ
จะบรรลุถึงระดับนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ
หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับแปดขั้นกลางแล้ว กู้เฉิงก็ไม่ได้ฝึกฝน
ต่อ แต่ใช้เวลาสองสามวันในการฝึกฝนกระบี่เทียนยมโลกเบื้องต้น
และเขายังอยากจะลองพลังของสัตย์เลือดดูด้วย
คำอธิบายของธนูปีศาจเย่หลัวนั้นดูชั่วร้ายไปหน่อย เมื่อใช้ไป
แล้วก็ไม่มีทางหวนกลับ
ดังนั้นแม้กู้เฉิงจะท่องจำวิธีการใช้ได้ขึ้นใจ แต่ถ้าไม่ถึงช่วงเวลา
สำคัญ เขาก็ไม่อยากจะใช้มัน
ส่วนสัตย์เลือดแม้จะดูชั่วร้ายอยู่บ้าง แต่การใช้งานปกติก็ยังไม่มี
ปัญหา
สัตย์เลือดเป็นพันธะ สัญญาแห่งชีวิตและความตาย
กู้เฉิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ในใจนึกถึงอักขระและผนึกที่วาดอยู่
บนม้วนหนังสัตย์เลือด ดึงพลังโลหิตในร่างกายของตัวเองออกมา
อักขระและผนึกเหล่านั้นราวกับแฝงไว้ด้วยพลังแห่งฟ้าดิน
บางอย่าง เหมือนกับสัญญา เชื่อมต่อกับพลังโลหิตในร่างกาย ใน
ที่สุดก็เริ่มเดือดพล่านปะทุออกมา
กู้เฉิงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแทนกระบี่ แสงโลหิตอันร้อนแรงปรากฏ
ขึ้นที่ปลายนิ้วของเขายาวสามนิ้ว ฟาดลงบนพื้นอย่างแรง
พื้นที่ปูด้วยหินแกรนิตชั้นดีกลับถูกแสงโลหิตนี้กรีดเป็นรอยลึก
สามนิ้ว รอยนั้นรอบๆ เรียบเนียนอย่างยิ่ง ราวกับถูกหลอมละลาย
สีหน้าของกู้เฉิงกลับซีดขาวลงทันที
เมื่อครู่เมื่อสัญญาสัตย์เลือดก่อตัวขึ้น พลังโลหิตในร่างกายของ
เขาก็เริ่มเดือดพล่าน ในชั่วพริบตานั้นก็เผาผลาญพลังโลหิตของเขา
ไปไม่น้อย
แน่นอนว่าพลังอำนาจของมันก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง หากพลังนี้พุ่งเข้า
ไปในร่างกายคน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น
อิทธิฤทธิ์สัตย์เลือดนี้สมควรที่จะใช้ในการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
กับคนอื่น การใช้พลังโลหิตของผู้อื่นมาร่ายสัตย์เลือดถึงจะเป็น
วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง
มิฉะนั้นหากใช้เพียงพลังโลหิตของตัวเองมาร่าย ก็เท่ากับว่า
สังหารศัตรูหนึ่งพัน ทำร้ายตัวเองแปดร้อย
ในขณะที่กู้เฉิงยังอยากจะปิดด่านอีกสองสามวัน เพื่อทำให้พลัง
บำเพ็ญมั่นคงขึ้น เสี่ยวอี่กลับมาเคาะประตูหาเขา บอกว่าเมิ่งหานถัง
เรียกเขาไปปรึกษาเรื่องงาน
เมื่อกู้เฉิงไปถึงจึงได้พบว่า ในห้องประชุมไม่ได้มีเพียงเมิ่งหานถัง
ชุยจื่อเจี๋ย และผู้ตรวจการณ์ราตรีอีกสองคนก็อยู่ด้วย
อีกสองคนนั้นกู้เฉิงเคยเห็นแล้วในช่วงสองสามวันที่ฝึกฝนอยู่ที่
เมืองหลวง
คนหนึ่งอายุสามสิบกว่าปี หน้าตาไร้อารมณ์ ท่าทางเย็นชา
โหดเหี้ยม เขาคือ ‘หน้ากากอสูร’ ซ่งเฉิงสวิน ผู้ตรวจการณ์ราตรีที่
ประจำอยู่ที่เมืองเหอหยาง ว่ากันว่าพลังต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งที่สุดใน
บรรดาผู้ตรวจการณ์ราตรีทั้งหมดของเมืองเหอหยาง
อีกคนหนึ่งเป็นชายร่างใหญ่สูงสองเมตรกว่า หน้าตาไม่เหมือน
คนจงหยวน ดูดุร้ายอยู่บ้าง
เขาคือผู้ตรวจการณ์ราตรีอีกคนที่ประจำอยู่ที่เมืองเหอหยาง อา
ถูลู่ ไม่ใช่คนจงหยวนจริงๆ แต่มาจากเผ่าอนารยชนทางตอนเหนือ
อาถูลู่ในวัยหนุ่มเคยเป็นสมาชิกของเผ่าอนารยชนที่ยอม
สวามิภักดิ์ต่อต้าเฉียน เข้าร่วมกองทัพต้าเฉียนรบทางตอนเหนือ
ต่อมาเพราะความภักดีและไว้ใจได้ และยังพอจะรู้วิชาหมอผีซาแมน
อยู่บ้าง จึงถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี
คนที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรี มีเพียงกู้เฉิงคนเดียว
ที่เป็นทหารเกราะนิล ดังนั้นเมื่อเห็นเขาเข้ามา ซ่งเฉิงสวินและอาถูลู่
ต่างก็มองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
กู้เฉิงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้เมิ่งหาน
ถังเรียกเขามาทำไม ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่ยืนอยู่ด้านหลังเมิ่งหานถัง
อย่างเงียบๆ
ชุยจื่อเจี๋ยกระแอมหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า “เมื่อครู่มีข่าวเข้ามาว่า
หัวหน้าสมาคมฉางเล่อ จี้ไห่หยาเสียชีวิตแล้ว
หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางของเรากับสมาคมฉางเล่อมี
การค้าขายยาเม็ดวิญญาณกันอยู่ ด้วยมารยาท เราต้องส่งคนไปร่วม
ไว้อาลัย
ก่อนหน้านี้ตอนที่จี้ไห่หยายังอยู่ เรากับสมาคมฉางเล่อมี
ข้อตกลงเรื่องส่วนแบ่งการจัดหายาเม็ดวิญญาณกันอยู่ ตอนนี้จี้ไห่ห
ยาตายแล้ว ผู้สืบทอดของสมาคมฉางเล่อยังไม่รู้ว่าเป็นใคร เกรงว่า
ข้อตกลงเรื่องส่วนแบ่งนั้น คงจะต้องมีการเจรจากันใหม่
และสำนักผู้ฝึกตนรอบๆ สมาคมฉางเล่อก็มีข้อตกลงเรื่องส่วน
แบ่งยาเม็ดวิญญาณกับสมาคมฉางเล่ออยู่เช่นกัน พวกเขาน่าจะ
อยากฉวยโอกาสนี้เพื่อเอาส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการเดินทางไปสมาคมฉางเล่อครั้งนี้ จะต้องระวังเรื่องนี้
ด้วย”
ชุยจื่อเจี๋ยเหลือบมองไปรอบๆ ไม่ได้ลังเลอะไรมาก สุดท้ายก็มอง
ไปที่เมิ่งหานถังแล้วพูดว่า “อย่างไรเสียช่วงนี้อำเภอหลัวของเจ้าก็ไม่มี
อะไรทำ ครั้งนี้ก็ให้เจ้าไปสักครั้งเถอะ”
ทันใดนั้นเมิ่งหานถังกลับส่ายหน้า “ข้าบาดเจ็บยังไม่หาย ให้กู้
เฉิงไปแทนข้าเถอะ”