จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 75 – ปีศาจซากศพ
ชิวอี้ซินอยากจะไขว่คว้าชีวิตอมตะมาให้ได้ น่าเสียดายที่เขา
ล้มเหลว แต่กลับทิ้งปัญหาใหญ่ไว้ให้ทุกคนที่นี่
ในขณะนั้น หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็พูดขึ้นมาว่า “นี่ดูเหมือนจะเป็นปีศาจ
ซากศพนะคะ”
ชุยจื่อเจี๋ยหันไปมองหลิ่วอิ๋งอิ๋งทันที “เจ้ารู้ที่มาของมันรึ บอก
จุดอ่อนของมันมา
ข้าจำเจ้าได้ เจ้าคือเด็กสาวสายคุมศพที่กู้เฉิงแนะนำมาใช่ไหม
หากศึกครั้งนี้จัดการเจ้านี่ได้ จะนับเป็นความชอบของเจ้าหนึ่งครั้ง
ต่อให้เจ้ามีประวัติอาชญากรรม ข้าก็จะให้เจ้าเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์
ราตรีได้”
“ข้าไม่มีประวัติอาชญากรรมนะ”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งแก้ตัวแล้วรีบพูดอย่างรวดเร็ว “ข้าก็ไม่เคยเห็นปีศาจ
ซากศพเหมือนกันค่ะ เพียงแต่เคยเห็นคำบรรยายในตำราของตระกูล
ซึ่งคล้ายกับเจ้าตัวนี้มาก
คนตายแล้วไอเย็นเข้าร่าง กายไม่เน่าเปื่อยกลายเป็นซากศพ
แข็ง
แต่ปีศาจซากศพกลับตรงกันข้าม แม้ร่างกายจะเสียหายหนัก
เพียงใด ขอเพียงยังมีร่องรอยชีวิตเหลืออยู่และวิญญาณยังไม่สลาย
ไป เมื่อนำไปฝังก็อาจจะกลายเป็นซากศพมีชีวิต วิญญาณจะถูก
กักขังอยู่ในร่างตลอดไป ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
ตอนนี้คนของอารามฉางชุนใช้เลือดของคนที่มีดวงชะตาแปด
อักษรเป็นธาตุอินมาเลี้ยงซากศพมีชีวิต ทำให้ปีศาจซากศพก่อตัว
ขึ้นมาโดยสมบูรณ์แล้ว
และเจ้าสิ่งนี้ยังสามารถรวบรวมไอเย็นได้อีกด้วย หากมันไปถึง
สถานที่อย่างสุสานฝังศพ ศพที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้ ตราบใดที่ยังไม่เน่า
เปื่อยโดยสมบูรณ์ ก็จะกลายเป็นซากศพพเนจรและซากศพเดินได้”
เมื่อเห็นว่าปีศาจซากศพกำลังนำซากศพเดินได้หลายร้อยตัวที่
อยู่เบื้องหลังบุกเข้ามา ชุยจื่อเจี๋ยก็ร้องถามอย่างร้อนรน “จุดอ่อน ข้า
ให้เจ้าบอกจุดอ่อน”
“ไฟ เจ้านี่มันกลัวไฟ”
เมื่อหลิ่วอิ๋งอิ๋งตะโกนออกมา ร่างที่ดูอ้วนท้วนของชุยจื่อเจี๋ยกลับ
พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว จนเห็นเพียงภาพติดตา
ปราณกล้าอันร้อนระอุรวมตัวกันที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง ชุยจื่อเจี๋ยใช้
ท่าไม้ตายประจำตัวฝ่ามือสุริยันสีม่วงใหญ่ออกมา จู่โจมใส่ปีศาจ
ซากศพอย่างต่อเนื่อง ปราณกล้าสีม่วงแดงส่องประกายราวกับดาว
ตกในท้องฟ้ายามค ่าคืน ท่ามกลางแสงไฟที่ระเบิดออก ร่างของชุยจื่
อเจี๋ยกลับถูกซัดกระเด็นออกไป
ปีศาจซากศพตนนั้นไม่เพียงแต่มีพละกำลังมหาศาล ไอเย็น
รอบๆตัวมันยังวนเวียนอยู่รอบกาย ปราณสุริยันสีม่วงของเขายังไม่
ทันเข้าใกล้ ก็ถูกไอเย็นของอีกฝ่ายสลายไปเกือบหมดแล้ว
“ไม่ใช่ว่าเจ้านี่มันกลัวไฟหรอกรึ”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งหดคอแล้วกล่าว “ก็กลัวไฟนั่นแหละค่ะถูกต้องแล้ว
เพลิงแท้จริงสามรสของลัทธิเต๋า เพลิงกรรมจุติของศาสนาพุทธก็ได้
ทั้งนั้น ไฟของท่านอ่อนเกินไปจะมาโทษข้าไม่ได้นะ”
ชุยจื่อเจี๋ยขี้เกียจจะไปต่อล้อต่อเถียงกับหลิ่วอิ๋งอิ๋ง เมื่อได้ยิน
ดังนั้นเขาก็ตะโกนเสียงต ่าทันที “ผู้ตรวจการณ์ราตรีทุกคนถอยไปที่
กลางเขา สกัดกั้นซากศพเดินได้ที่แข็งแกร่ง ส่วนที่เหลือทั้งหมดถอย
ลงไปที่ตีนเขา สกัดกั้นซากศพพเนจรตนอื่นๆ อย่าให้ซากศพพเนจร
เหล่านี้เหยียบย่างเข้าไปในเขตเมืองเหอหยางเด็ดขาด”
พูดจบ ชุยจื่อเจี๋ยก็โยนป้ายคำสั่งให้กู้เฉิงทันที “กู้เฉิง ถือป้ายนี้
ไปที่ค่ายทหารของเมืองเหอหยาง สั่งให้กองกำลังประจำการในท้องที่
ช่วยสกัดกั้นซากศพพเนจรเหล่านี้”
สถานการณ์ที่อารามฉางชุนแม้จะใหญ่โตและยุ่งยาก แต่ก็ยังไม่
ถึงกับทำให้ชุยจื่อเจี๋ยสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
ชายอ้วนคนนี้ตั้งแต่เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีก็คลุกคลีอยู่กับ
ระดับล่างสุดมาตลอด ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงระดับผู้บัญชาการใหญ่
ผ่านเรื่องใหญ่และมีประสบการณ์กับเรื่องใหญ่มาไม่น้อย ดังนั้น
ในตอนนี้การจัดวางกำลังจึงเป็นไปอย่างมีระเบียบ
หลังจากที่กู้เฉิงได้รับป้ายคำสั่ง เขาก็รีบวิ่งลงเขาไปด้วยความเร็ว
สูงสุดทันที
เมืองเหอหยางก็มีกองกำลังประจำการอยู่ แต่มีจำนวนน้อยมาก
เพียงพันกว่าคน ตำแหน่งสูงสุดก็เป็นเพียงผู้บัญชาการทหาร
ในตอนนี้แผ่นดินของราชวงศ์ต้าเฉียนแม้จะดูสงบสุข แต่ใน
ความเป็นจริงแล้วชายแดนทั้งสี่ทิศกลับมีช่องโหว่มากมาย ราชสำนัก
ไม่มีกำลังพอที่จะส่งกองทัพไปประจำการตามที่ต่างๆเป็นจำนวนมาก
ได้แล้ว กองกำลังชั้นยอดทั้งหมดอยู่ที่ชายแดน
กองกำลังประจำการราวพันคนของเมืองเหอหยางนี้จะเรียกว่า
กองกำลังประจำการ จริงๆแล้วก็เป็นเพียงทหารกองหนุนชาวบ้าน
เท่านั้น
แต่ถึงจะเป็นทหารกองหนุนชาวบ้าน ปกติก็มีการฝึกฝนอยู่ ช่วย
พวกเขาต้านทานซากศพพเนจรระดับต ่าเหล่านั้นก็น่าจะพอได้
ที่ตั้งของกองกำลังประจำการเมืองเหอหยางอยู่ไม่ไกลจากเมือง
เหอหยางนัก กู้เฉิงใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อก็มาถึง
เมื่อเข้าไปในประตู ไม่รอยามเฝ้าประตูพูดอะไร กู้เฉิงก็โยนป้าย
ออกไปแล้วพูดเสียงดัง “ข้าต้องการพบผู้บัญชาการทหารของพวก
เจ้า”
ยามเฝ้าประตูแม้จะไม่รู้จักป้าย แต่เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่ธรรมดาของ
กู้เฉิง เขาก็รีบถือป้ายไปรายงานทันที
ไม่นานชายวัยกลางคนสวมเกราะเบาสีแดงอ่อนก็เดินออกมา
ประสานมือคารวะ “ข้าน้อยซ่งปิ่งจง ผู้บัญชาการทหารเมืองเหอหยาง
ไม่ทราบว่าท่านผู้ใหญ่จากหน่วยพิทักษ์ราตรีมาเยือน มีธุระอันใด
หรือ”
ซ่งปิ่งจงผู้นี้ดูจากท่าทางแล้ว ก็มีพลังฝีมือเพียงระดับเจ็ดเท่านั้น
เทียบเท่ากับผู้ตรวจการณ์ราตรีของหน่วยพิทักษ์ราตรี
ผู้บัญชาการทหารประจำการของเมืองเล็กๆอย่างเมืองเหอหยาง
ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่ไม่ได้อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ พรสวรรค์ก็ธรรมดา
สามัญ อยู่ในสภาพกึ่งเกษียณแล้ว
“ในอารามฉางชุนเกิดเรื่องประหลาดขึ้น ท่านผู้บัญชาการใหญ่
สั่งให้ข้ามาหาท่านผู้บัญชาการทหารซ่งเพื่อระดมกองกำลัง
ประจำการ ต้านทานซากศพพเนจร”
กู้เฉิงเล่าเรื่องราวโดยย่อให้ซ่งปิ่งจงฟังด้วยความเร็วสูงสุด อีก
ฝ่ายไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่กลับกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว ท่านกู้โปรด
รอสักครู่ ข้าขออนุญาตผู้ตรวจการทหารก่อนแล้วจะรีบออกเดินทาง
ทันที”
กู้เฉิงขมวดคิ้ว “กองกำลังประจำการของเมืองเหอหยางยังมี
ผู้ตรวจการทหารด้วยรึ”
จวนจงหย่งโหวแม้จะตกต ่าลง แต่ก็ยังนับว่าเป็นตระกูลขุนนาง
นักรบ ดังนั้นในบ้านจึงมีตำราเกี่ยวกับระบบการทหารของราชวงศ์
ต้าเฉียนอยู่บ้าง กู้เฉิงรู้ว่าผู้ตรวจการทหารหมายถึงอะไร ก็คือคนที่
เบื้องบนส่งมาเพื่อกำกับดูแลแม่ทัพใหญ่นั่นเอง
ตอนที่ราชวงศ์ต้าเฉียนเพิ่งก่อตั้งนั้นจริงๆแล้วไม่มีตำแหน่ง
ผู้ตรวจการทหาร
แต่ต่อมาราชวงศ์ต้าเฉียนอ่อนแอลง ก็ทำให้แม่ทัพใหญ่บางคนที่
คุมกำลังอยู่ภายนอกและมีอำนาจสูงส่งเกิดความทะเยอทะยานขึ้นมา
เคยมีการบันทึกไว้ว่า มีช่วงหนึ่งที่อัตราการก่อกบฏของแม่ทัพ
ใหญ่ที่คุมกำลังชายแดนของราชวงศ์ต้าเฉียนสูงถึงสามส่วน ซึ่งเป็น
ตัวเลขที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
ดังนั้นต่อมาราชสำนักจึงได้ส่งผู้ตรวจการทหารไปประจำอยู่ข้าง
กายแม่ทัพใหญ่ทุกคน
ผู้ตรวจการทหารไม่มียศ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นคนที่ราชสำนัก
ไว้วางใจอย่างยิ่ง มีทั้งขันที ญาติฝ่ายนอก หรือแม้กระทั่งนักพรตและ
พระของศาสนาประจำชาติ เป็นต้น
แต่เมืองเหอหยางที่เป็นเมืองศูนย์กลางขนาดนี้ กองกำลัง
ประจำการมีเพียงพันคน จะต้องการผู้ตรวจการทหารบ้าบออะไร
ถ้าซ่งปิ่งจงกล้าก่อกบฏ เขาออกจากเมืองเหอหยางยังไม่ได้เลย
ก็จะถูกหน่วยพิทักษ์ราตรีปราบปรามได้โดยตรงแล้ว
ซ่งปิ่งจงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “เบื้องบนส่งมา ท่านกู้โปรด
เข้าใจด้วย”
เมื่อเห็นท่าทีที่ทั้งกระอักกระอ่วนและอึดอัดของซ่งปิ่งจง กู้เฉิงก็รู้
ได้ทันทีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
ตำแหน่งผู้ตรวจการทหารนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี
แล้ว ตอนนี้มันเริ่มจะเพี้ยนไปแล้ว
เพราะไม่มีข้อกำหนดเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์หรือคุณวุฒิ ดังนั้น
ในราชสำนักจึงมีคนใช้เส้นสายส่งคนสนิทของตนเองเข้ามาเป็น
ผู้ตรวจการทหารอยู่บ่อยครั้ง เพียงเพื่อมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์
เท่านั้น
ผ่านไปนานพอสมควร ซ่งปิ่งจงจึงได้ลากชายอายุสามสิบต้นๆที่
เมาแอ๋ รูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งเดินออกมา
คนผู้นั้นเดินโซซัดโซเซไปพลาง บ่นพึมพำไปพลาง “กลางค ่า
กลางคืนจะไปฆ่าซากศพเดินได้อะไรกัน สมองมีปัญหาหรือไง”
กู้เฉิงมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “ท่านผู้ตรวจการทหารท่านนี้ สุรา
ยังไม่สร่างก็ไปสร่างเสียก่อน คำว่าภัยออกจากปากเคยได้ยินหรือไม่”
ผู้ตรวจการทหารคนนั้นกำลังจะอ้าปากด่า แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา
ก็สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของกู้เฉิง ก็สะดุ้งสุดตัว สุรา
ก็สร่างไปกว่าครึ่ง
ซ่งปิ่งจงรีบกล่าว “ท่านกู้โปรดอย่าถือสา นี่คือท่านผู้ตรวจการ
ทหารหงเฉิงเย่”
กู้เฉิงโบกมือ “ข้าไม่สนว่าจะเป็นผู้ตรวจการทหารหรือไม่ ข้านำ
คำสั่งของท่านผู้บัญชาการใหญ่มาส่งแล้ว พวกเจ้าจะส่งกำลังพล
หรือไม่ส่ง”
ผู้ตรวจการทหารหงคนนั้นยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ซ่งปิ่งจง
กระซิบข้างหูสองสามคำ อีกฝ่ายก็ฮึ่มเสียงเบา “ส่ง ก็ส่งเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบตกลง กู้เฉิงก็หันหลังเดินจากไปทันที
กองกำลังประจำการในเขตศูนย์กลางของราชวงศ์ต้าเฉียนกลับ
เน่าเฟะถึงขนาดนี้ นี่เป็นสิ่งที่กู้เฉิงไม่คาดคิด
แต่กองทัพที่ชายแดนเหล่านั้นไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ มิฉะนั้นราชวงศ์
ต้าเฉียนคงจะสิ้นไปนานแล้ว
เมื่อกู้เฉิงจากไป ผู้ตรวจการทหารหงคนนั้นก็สบถด่าทันที “ก็แค่
หมาดำตัวหนึ่งของหน่วยพิทักษ์ราตรี ทำเป็นอวดดีอะไร
ถ้าเก่งจริงก็ไปสกัดกั้นซากศพเดินได้อะไรนั่นเองสิ มาขอร้อง
พวกเราทำไม”
ซ่งปิ่งจงยิ้มขมขื่น “เมื่อเจอเรื่องประหลาดเช่นนี้ ทางการและกอง
กำลังประจำการในแต่ละพื้นที่ต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยพิทักษ์
ราตรีโดยไม่มีเงื่อนไข
ตอนนี้คำสั่งของท่านผู้บัญชาการใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีก็ลง
มาแล้ว หากพวกเราไม่ลงมือ ในอนาคตเบื้องบนตรวจสอบลงมาพวก
เราก็จะถูกลงโทษด้วย”
แน่นอนว่ามีประโยคหนึ่งที่ซ่งปิ่งจงไม่ได้พูดออกมา
เจ้าผู้ตรวจการทหารหงมีเส้นสายอยู่เบื้องหลังอาจจะไม่ถูก
ลงโทษ แต่ตัวเขาเองต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นผู้ตรวจการทหารหงบ่นไปสองสามคำ ซ่งปิ่งจงก็รีบระดม
กองกำลังประจำการ มุ่งหน้าไปยังอารามฉางชุนทันที
ในขณะนี้ ที่ตีนเขาอารามฉางชุน ทหารเกราะนิลไม่ถึงร้อยนาย
ของหน่วยพิทักษ์ราตรีกำลังต้านทานซากศพเดินได้ที่ลงมาจากเขา
ซากศพเดินได้เหล่านี้บางตัวก็อ่อนแอมาก เป็นเพียงชาวบ้าน
ธรรมดาที่หายตัวไป แต่บางตัวดูเหมือนว่าตอนมีชีวิตจะเป็นผู้ฝึกตน
ไม่รู้ว่าอารามฉางชุนไปขุดมาจากไหน แล้วยังถูกป้อนยาเม็ดเข้าไป
อีก ร่างกายแข็งแกร่ง พละกำลังมหาศาล รับมือได้ยากมาก
เสี่ยวอี่และคนอื่นๆก็กำลังสกัดกั้นอยู่ที่ตีนเขา เมื่อเห็นฝูงซากศพ
เดินได้จำนวนมากบุกเข้ามา หวังฉีที่อยู่แนวหน้าสุดถึงกับจะต้านไม่
ไหวแล้ว ในขณะนั้นเองปราณกระบี่เพลิงยมโลกอันลึกล ้าก็กวาดเข้า
มา ตัดซากศพเดินได้หลายตัวขาดครึ่งทันที
“ยังต้านไหวอยู่ไหม”
กู้เฉิงเดินเข้ามาถาม
เสี่ยวอี่ยิ้มขมขื่น “ตอนนี้ทุกคนออกแรงเต็มที่ก็ยังพอต้านไหวอยู่
แต่ใครจะไปรู้ว่าอารามฉางชุนฝังศพไว้บนเขากี่ศพกันแน่ บางศพ
เป็นศพเมื่อหลายร้อยปีก่อน ประตูเขาของอารามฉางชุนนี้ก็
เหมือนกับสุสานใหญ่แห่งหนึ่ง ซากศพเดินได้หลั่งไหลลงมาไม่หยุด
ยิ่งฆ่ายิ่งเยอะ”
กู้เฉิงชี้ไปด้านหลัง “กองกำลังประจำการของเมืองเหอหยางใกล้
จะมาถึงแล้ว พวกเขามีประมาณพันกว่าคน เพียงพอที่จะสกัดกั้น
ซากศพเดินได้ธรรมดาส่วนใหญ่ได้ พวกเจ้าร่วมมือกันก็น่าจะไม่มี
ปัญหาอะไร ทุกคนระวังตัวด้วย”
พูดจบ กู้เฉิงก็รีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที