ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 287 นับนิ้วคำนวณ คุณป้าอย่านอนดึกเลย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 287 นับนิ้วคำนวณ คุณป้าอย่านอนดึกเลย
คุณหวังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอรู้ซึ้งดีว่าพ่อของตนเป็นคนรักเกียรติและหน้าตาเพียงใด ทว่าราคาที่ได้รับแจ้งมานั้นกลับสูงเกินกว่ากำลังของเธอจะแบกรับไหว
“ลดลงอีกนิดได้ไหมคะ? สักสี่แสนเก้าหมื่น… พอจะเป็นไปได้ไหม?” เธอพยายามต่อรองด้วยน้ำเสียงวิงวอน
ผู้จัดการฝ่ายขายส่ายหน้าปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “วันนี้ลดให้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ นับว่าเป็นโปรโมชั่นที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เคยมีมา ลดมากกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ”
คุณหวังลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางอ่อนล้าพลางถอนหายใจยาว “งั้นขอกลับไปคิดดูก่อนนะคะ”
ท่าทีของผู้จัดการฝ่ายขายพลันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาพยักหน้าตอบรับอย่างแกน ๆ “ได้ครับ ตัดสินใจได้เมื่อไหร่ค่อยกลับมาแล้วกัน!”
เมื่อทั้งสองเดินพ้นไป แววตาดูแคลนก็ฉายชัดขึ้นมาในดวงตาของผู้จัดการ “ฮึ… นึกว่าเป็นเศรษฐีที่ไหนได้ กลับเป็นพวกคนจนปัญญา!”
เขานึกปรามาสในใจ สุสานชิงซานแห่งนี้ใช่ว่าใครก็นึกอยากจะซื้อก็ซื้อได้เสียเมื่อไหร่ ขนาดตระกูลมหาเศรษฐีเช่นตระกูลซูยังเลือกตั้งสุสานที่นี่ แล้วคนทั่วไปจะมาหวังราคาถูกได้อย่างไร หากวันนี้ไม่เปิดโซนใหม่และทำโปรโมชั่น คนพวกนี้อย่าหวังแม้แต่จะเฉียดกรายเข้ามาเลย
ในขณะนั้น ชายในชุดสูทภูมิฐานคนหนึ่งเดินเข้ามา ผู้จัดการรีบปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นผิดกับเมื่อครู่ “คุณซุนมาพอดีเลยครับ!”
“วันนี้ตัดสินใจรับเลยใช่ไหมครับ? ที่ดินของเราฮวงจุ้ยเป็นเลิศแน่นอน คุณดูนี่สิครับ นี่คือภาพสุสานครอบครัวของมหาเศรษฐีตระกูลซู…”
เขารีบงัดเอารูปถ่ายสุสานตระกูลซูออกมาเป็นไม้ตายอีกครั้ง เพราะอย่างไรเสียชื่อเสียงของตระกูลซูก็เปรียบเสมือนป้ายโฆษณาชั้นดี ช่วยการันตีความหรูหราของสุสานแห่งนี้
ทว่าอีกด้านหนึ่ง น้องชายของคุณหวัง กลับรู้สึกอับอายจนอยากหาที่แทรกแผ่นดินหนี เมื่อเห็นคนอื่นตกลงซื้อขายกันง่ายดาย แต่พี่สาวของตนกลับต้องมานั่งต่อรองราคาอย่างน่าขัดเขิน พอเดินพ้นประตูออกมาเขาก็ระเบิดอารมณ์ใส่ทันที
“พี่ตกลงไปเลยไม่ได้เหรอ? พี่ก็มีเงินเก็บตั้งห้าแสนอยู่แล้ว มาเสียดายอะไรกับอีแค่หกหมื่น? ถ้าเงินไม่พอก็ไปขอยืมคนอื่นมาสิ!”
คุณหวังเหยียดยิ้มเยาะ “ยืมเหรอ? หมายความว่าให้ฉันเป็นคนแบกรับภาระคนเดียวงั้นสิ? ถ้านายอยากได้นัก ทำไมไม่ไปขอยืมมาเองล่ะ!”
“ผมเงินเดือนแค่สี่พันเองนะ จะไปช่วยอะไรได้ล่ะ…” น้องชายทำหน้าบูดบึ้งพลางบ่นอุบอิบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ซื้อขนาดศูนย์จุดสี่ตารางเมตรพอ” พี่สาวสรุปเสียงแข็ง
น้องชายชำเลืองมองกลับไปด้านหลัง ทั้งยังรู้สึกว่าถูกสายตาของผู้คนรุมเหยียดหยาม จึงนิ่งเงียบงันไปด้วยความขุ่นเคือง แต่เดินไปได้เพียงไม่นานเขาก็โพล่งขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ครับ ถ้าตกลงซื้อขนาดเล็กแค่สองแสนห้าหมื่น พี่ก็จะเหลือเงินติดกระเป๋าอีกตั้งสองแสนห้าหมื่นเลยไม่ใช่เหรอ…”
“แบ่งให้ผมยืมไปดาวน์รถหน่อยได้ไหม? ผมใกล้จะแต่งงานแล้วนะ ถ้าไม่มีรถขับไปรับเจ้าสาวมันจะดูลำบากเอาได้”
“นายก็ไปกู้ธนาคารเองสิ” คุณหวังขมวดคิ้วมุ่น
“กู้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยสิพี่! เหมือนเอาเงินไปให้ธนาคารฟรี ๆ เลยนะ” เขาเถียงคอเป็นเอ็น
คุณหวังยกมือนวดขมับอย่างระเหี่ยใจ “ไว้ค่อยว่ากันเถอะ ตอนนี้อาการพ่อยังไม่นิ่ง ไม่รู้ว่าต้องทำเคมีบำบัดอีกกี่รอบ เงินส่วนนี้ต้องสำรองไว้ก่อน”
พูดจบเธอก็เร่งฝีเท้าเดินหนีไปทันที ทิ้งให้น้องชายเดินตามหลังมาด้วยความไม่พอใจ
คุณหวังเดินลัดเลาะไปตามทางเดินในสุสานชิงซานอันโอ่อ่า เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่แต่แรก จนกระทั่งวันที่พ่อของเธอนำแผ่นพับกลับมาและเอ่ยเปรย ๆ
ว่าไม่ได้อยากซื้อ… แต่เธอก็รู้ดีว่านั่นคือความปรารถนาสุดท้ายของท่าน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งค่ารักษาพยาบาลและเงินดาวน์บ้านให้น้องชาย ล้วนเป็นเงินที่เธอกลั่นมาจากหยาดเหงื่อแรงงาน จนเกือบจะทำให้ชีวิตคู่ของเธอพังทลาย เธอเหนื่อยล้าจนอยากทรุดตัวลงร้องไห้เสียตรงนั้น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีดำน่ารักก็วิ่งมาชนเธอเข้าโดยบังเอิญ
คุณหวังรีบประคองเด็กคนนั้นไว้ “เจ็บไหมลูก?”
ซู่เป่าเอียงคอจ้องมองคุณป้าตรงหน้า ใต้ดวงตาของป้าคนนี้หมองคล้ำหนัก รอบกายมีไอมรณะวนเวียน แม้ไม่มีผีสิงร่าง แต่กลับมีกลิ่นอายของปิศาจร้ายติดตามตัวมา ซึ่งแสดงว่าคนใกล้ชิดของป้าต้องมีสิ่งที่มองไม่เห็นเกาะติดอยู่อย่างแน่นอน!
เด็กน้อยขยับนิ้วทำท่าคำนวณประหนึ่งซินแสมืออาชีพ “ป้าคะ ปกติป้าทำงานหนักมากเลยใช่ไหม? อดนอนบ่อย ๆ ด้วยหรือเปล่าคะ?”
คุณหวังชะงักไปเล็กน้อย มองใบหน้ากลมป้อมอันแสนจริงจังขัดกับวัยจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เอ๊ะ? หนูทายถูกเป๊ะเลยนะเนี่ย!”
ความจริงเธอไม่ได้ประหลาดใจนัก เพราะรอยคล้ำใต้ตาเธอนั้นชัดเจนจนใครเห็นก็ต้องทัก
ซู่เป่านับนิ้วต่อพลางเตือนด้วยน้ำเสียงขรึม ๆ “ป้าคะ อย่านอนดึกนักเลยนะคะ มันทำให้หยินหยางผิดสมดุล โชคร้ายจะถามหาเอาได้ง่าย ๆ แถมยังเสี่ยงต่อการถูกผีจ้องเล่นงานด้วยนะ!”
“จ้ะ ๆ ขอบใจมากนะจ๊ะหนูน้อย!” ความหม่นหมองในใจของคุณหวังมลายหายไปในพริบตาเพราะความเอ็นดู
ซู่เป่าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสัตว์เลี้ยง หยิบสมุดเล่มเล็กกับปากกาเน้นข้อความสีเหลืองสดออกมา “ป้าคะ ขอเบอร์ติดต่อไว้หน่อยได้ไหมคะ?”
หญิงสาวไม่เคยถูกเด็กตัวแค่นี้ขอเบอร์มาก่อน จึงยอมรับสมุดมาเขียนชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ด้วยความนึกสนุก ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ แก้มใสเริ่มแดงระเรื่อ
“เพราะว่า… เพราะซู่เป่าชอบคุณป้าค่ะ” เเธอหลบตาเพราะโกหกเลยรู้สึกเขิน
“ขอบคุณนะ ป้าก็ชอบหนูเหมือนกันจ้ะ” คุณหวังนึกว่าเด็กน้อยเขินอายจึงลูบจุกผมของเธอเบา ๆ
หญิงสาวยื่นสมุดคืนให้ซู่เป่าซึ่งจำชื่อได้เพียงคำว่า ‘หวัง’ เท่านั้น
เด็กน้อยวาดเขียนอะไรยึกยือลงในสมุดครู่หนึ่งก่อนฉีกกระดาษส่งให้ “ป้าคะ หนูชื่อซู่เป่าค่ะ นี่เบอร์โทรศัพท์ของหนูนะ!”
บนกระดาษใบนั้นมีรูปนกกับเต่าวาดไว้อย่างทุลักทุเล พร้อมตัวเลข 1 และ 0 เรียงกันเป็นพรืดดูสับสน
“ขอบคุณมากจ้ะ ป้าจะเก็บไว้อย่างดีเลย” คุณหวังพับกระดาษใส่กระเป๋า
ก่อนจากกัน ซู่เป่า พลันเอ่ยประโยคที่ทำให้คุณหวังต้องชะงัก “คุณป้าคะ… คนเราควรมองข้ามในสิ่งที่ควรปล่อยผ่าน แต่ในสิ่งที่ ‘ไม่ควรมองข้าม’ ป้าต้องคิดให้ชัดเจนนะคะ!”
สิ้นเสียงเจื้อยแจ้ว เด็กน้อยก็โบกมือแล้วกระโดดโลดเต้นจากไปด้วยความร่าเริง
ในจังหวะนั้นเอง มีชายสองคนเดินตามมาจากระยะไกลพลางตะโกนเรียกเสียงดัง
“ซู่เป่า! วิ่งไปไหนมาลูก?”
“อยู่นี่ค่ะ! หนูอยู่ตรงนี้เอง!” เด็กน้อยรีบตะโกนขานรับในทันที
คุณหวังมองตามแผ่นหลังของเด็กหญิงตัวน้อยไปด้วยความงุนงงครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าก้าวเดินต่อไป แต่น้องชายของเธอกลับยังคงยืนนิ่งค้างอยู่จุดเดิม แววตาพลันส่องประกายวาววับราวับกำลังตื่นเต้น
สุสานประจำตระกูลตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ แห่งนั้น ช่างดูหรูหราและสง่างามยิ่งนัก…
แถมยังดูคุ้นตาอย่างประหลาด
นี่มัน… ไม่ใช่สุสานตระกูลซูที่พนักงานขายเพิ่งเอาภาพถ่ายให้ดูเมื่อครู่หรอกหรือ?!
เมื่อคิดได้ดังนั้น น้องชายของคุณหวังก็รีบวิ่งหน้าตั้งตามไปหาพี่สาว แล้วคว้ากระดาษใบเล็กในมือเธอไปทันที…