ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 369 ตรรกะประหลาด
บทที่ 369 ตรรกะประหลาด
พวกผีเจ้าชู้และวิญญาณตนอื่นเพิ่งตามมาสมทบ ทันทีที่มาถึง ทุกคนต่างอ้าปากค้างเมื่อเห็นยายแก่ลงไปนอนดิ้นพล่านร้องไห้โฮอยู่บนพื้น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ร้องไห้ฟูมฟายเสียใจปานจะขาดใจขนาดนี้ หากคนนอกไม่รู้เรื่องคงนึกว่าซู่เป่าลงมือสังหารล้างครอบครัวเธอไปแล้ว
ซู่เป่ายืนนิ่งอยู่หน้าเตียงเด็กชายคนนั้น น้องชายคนนี้อายุน้อยกว่าเธอเสียอีก ใบหน้าเล็กขมวดคิ้วมุ่น แม้ยามหลับก็ยังไม่อาจต้านทานความเจ็บปวดที่รุมเร้าได้ไหว
‘ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน… น่าสงสารจนแทบไม่อยากมอง’
‘แต่แม้น้องชายคนนี้จะน่าสงสาร แต่พี่จื่อซีของเธอก็น่าสงสารไม่แพ้กัน’
หากเธอเพิกเฉยต่อพี่ชายตนเอง แล้วยอมเสียสละยืมอายุขัยของพี่จื่อซีไปให้เด็กคนนี้ จนสุดท้ายพี่ชายเธอต้องนอนเป็นผักติดเตียงไปตลอดชีวิต…
ถ้าเป็นความเสียสละเช่นนั้น เธอไม่ต้องการเด็ดขาด
ไม่ว่าคนอื่นจะตราหน้าอย่างไร หากเธอไม่ต้องการก็คือไม่ต้องการ ต่อให้ต้องถูกรุมประณามเธอก็ยอม…
ซูเหอเวิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจ “ฟังให้ดีนะ คุณเป็นฝ่ายเริ่มทำร้ายคนอื่นก่อนแท้ ๆ แต่กลับมาโทษพวกเรางั้นเหรอ? การบีบคั้นทางศีลธรรมนี่มีอยู่ทุกที่จริง ๆ…”
ดวงตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร้องไห้จนตาแดงก่ำ เส้นผมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงดูน่าเวทนา
“ฉันไม่ได้บีบคั้นทางศีลธรรม! ฉันแค่จะบอกว่าพวกคุณมีชีวิตดีออกขนาดนั้น แบ่งปันให้หลานฉันหน่อยไม่ได้หรือไง? เขาเพิ่งจะสามขวบ แต่ต้องนอนป่วยมาสองปีแล้ว เขาน่าสงสารจริง ๆ นะ…”
“ขอร้องพวกคุณละ… ได้โปรดเถอะ!”
หญิงชราทรุดเข่าลงกับพื้น วิงวอนอย่างน่าสงสาร
‘หลานของเธอน่าสงสารปานนี้ ใครเห็นย่อมต้องใจอ่อนสงสารทั้งสิ้น!’
ในความคิดของหญิงชรา หากซู่เป่าและพวกไม่ยอมยื่นมือช่วย นั่นย่อมแสดงว่าคนกลุ่มนี้ช่างเห็นแก่ตัวและเย็นชา เป็นตราบาปติดตัว ไม่มีวันล้างออกไปชั่วชีวิต
“อีกอย่าง พวกคุณวาสนาดีกันทั้งบ้าน แบ่งให้หลานฉันคนละนิดคนละหน่อย… เด็กคนอื่นก็ไม่ต้องถูกยืมแล้ว”
“พวกคุณชีวิตดี ยืมไปนิดเดียวไม่เป็นไรหรอก แต่เด็กคนอื่นถ้าถูกยืมไป พวกเขาจะเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์ทรมานแสนสาหัส…”
“สรุปคือถ้าพวกคุณยอมให้ยืม ไม่เพียงช่วยหลานฉัน แต่ยังถือว่าช่วยเด็กคนอื่น ๆ ด้วย… ได้บุญกุศลมหาศาลเชียวนะ!”
“แต่ถ้าพวกคุณใจดำไม่ให้ยืม นั่นเท่ากับว่าพวกคุณไม่ได้ทำร้ายแค่หลานฉัน แต่ยังทำร้ายเด็กคนอื่นด้วย! ส่วนเธอคือตัวการทำร้าย!” หญิงชราชี้หน้าด่าซู่เป่า
ซู่เป่าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ส่วนซูเหอเวิ่นเองก็ใบ้กินโดยสิ้นเชิง
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบเห็นตรรกะอันวิปริตเช่นนี้ แถมอีกฝ่ายยังกล้าพูดจาฉะฉานราวกับตนเองเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ช่างประหลาดล้ำจนเกินบรรยาย
ไม่รอให้ซู่เป่าต้องออกโรงตอบโต้ ซูเหอเวิ่นรีบก้าวออกมาขวางเพื่อปกป้องน้องสาวไว้ด้านหลังขณะตอกกลับด้วยความโมโห “พูดออกมาได้! ทำอย่างกับว่าไอ้เรื่องลักขโมยชีวิตลูกหลานคนอื่นนั่นเป็นฝีมือของพวกเราอย่างนั้นแหละ?”
“หยุดพล่ามไร้สาระเสียที ถ้าคุณมีจิตใจสูงส่งนักก็น่าจะสละอายุขัยตัวเองให้หลานไปเลยสิ อย่ามาเที่ยวระรานสร้างความเดือดร้อนให้ลูกชาวบ้านเขาแบบนี้!”
“ลูกคนอื่นเขาอยู่ดีมีสุข คุณกลับไปลักขโมยชีวิตเขามาทำให้เขาป่วยหนัก! แล้วยังมีหน้ามาโทษพวกเราอีกเหรอ?”
“คุณนี่มันเก่งจริง ๆ เลยนะ คมชัดระดับ 1080P เลยเชียว!”
หญิงชราไม่ได้ฟังเลยสักนิด เธอยังคงร้องไห้คร่ำครวญและกล่าวโทษไม่หยุดพร้อมกับตะเกียกตะกายคืบคลานเข้ามาหาเรื่อย ๆ
“น้องสาว เราไปกันเถอะ อย่าไปเสียเวลาสนใจคนพรรค์นี้เลย” ซูเหอเวิ่นขี้เกียจพูดกับหญิงชราต่อจึงจูงมือซู่เป่าเตรียมเดินหนี
“รอก่อนค่ะ” ซู่เป่ารั้งไว้
‘จะจากไปเฉย ๆ แบบนี้ได้เหรอ?’
‘หากยายคนนี้ไปเที่ยวทำร้ายคนอื่นอีกจะทำอย่างไร?’
“คุณยายคะหนูให้ยันต์อันหนึ่ง” ซู่เป่านั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าหญิงชรา ก่อนแปะยันต์แผ่นหนึ่งลงบนหน้าผาก
หญิงชราซึ่งกำลังฟูมฟายถึงกับชะงักกึก เธองงงวยไปชั่วครู่ก่อนถามอย่างมีความหวัง “ยันต์อะไร?”
‘หรือว่าเด็กสาวคนนี้จะรู้สึกผิดจนยอมสละชะตาชีวิตให้แล้ว?’
หญิงชราแอบดีใจอยู่ในที พอได้ยินซู่เป่าเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ยันต์นี้เรียกว่า ยันต์ทำร้ายคนแล้วขาดมือขาดเท้าค่ะ”
“……”
ซู่เป่ากำชับด้วยความเป็นห่วง “เข้าใจความหมายใช่ไหมคะ? คือถ้าคุณยายคิดทำร้ายใครอีก หรือคิดจะไปยืมชะตาคนอื่นอีก มือกับเท้าของคุณจะขาดทันที”
หญิงชราทั้งโกรธทั้งไม่อยากเชื่อ
‘ในโลกนี้จะมีวิชาลึกลับแสนพิสดารขนาดนั้นได้เหรอ’
วิชาลี้ลับโบราณสูญหายไปเนิ่นนานแล้ว คนมีตบะแก่กล้าเช่นเธอนั้นหาได้ยากยิ่ง ยันต์ที่ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายอาจพอมีอยู่บ้าง แต่ยันต์ประเภทที่สามารถคาดการณ์พฤติกรรมล่วงหน้า และส่งผลย้อนกลับได้เช่นนี้ย่อมไม่มีแน่นอน
การคาดการณ์อนาคตและกำหนดเงื่อนไขผลลัพธ์ สิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มีเพียงในหน้าตำนานหรือนิยายเท่านั้นแหละ!
ทว่าหญิงชรายังคงเดือดดาลไม่หาย ใครจะชอบถูกสาปแช่ง…
“เธอใจร้ายขนาดจะยืนดูเด็กตายต่อหน้าหรือ?” เธอจึงแสร้งบีบน้ำตาคร่ำครวญอีกระลอก
ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “คุณยายพูดถูกค่ะ”
หญิงชราใจชื้นด้วยความหวัง เมื่อฟังคำตอบ
แต่ซู่เป่ากลับแปะยันต์อีกใบลงบนหน้าผากนางแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเห็นแก่ชีวิตคนอื่น คุณก็ควรคืนสิ่งที่เคย ‘ยืม’ เขามาทั้งหมดให้เจ้าของเดิมด้วยสิคะ”
“……”
เด็กน้อยรัวนิ้ววาดยันต์อีกแผ่นอย่างรวดเร็ว “เพิ่มให้อีกใบนะคะ อันนี้เรียกว่า ‘ยันต์สอนคนให้ร้ายแล้วหัวขาด’ หากคุณยายยุยงให้คนอื่นทำชั่ว หรือใช้ให้ใครไปลักขโมยชีวิตคนอื่นมาให้คุณ หัวของคุณจะหลุดกระเด็นออกจากบ่าทันที!”
หน้าตาน่ารักประกอบกับน้ำเสียงไร้เดียงสาของเด็กน้อย ช่างขัดกับถ้อยคำอาถรรพ์ที่หลุดออกมาจากปากเธอโดยสิ้นเชิง
ซูเหอเวิ่นยืนงงไปชั่วขณะ กว่าจะตีความหมายจากคำพูดกึ่งงมงายของน้องสาวออก
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ซู่เป่าก็เดินเคียงข้างไปกับซูเหอเวิ่น ระหว่างทางเด็กน้อยยังแอบงอนิ้วนับเลขในใจ “พี่ชายคะ ปกติหนูขายยันต์ได้แผ่นละสิบล้าน สามแผ่นนี่ก็ตั้งสามสิบล้านแล้วนะ…”
ซู่เป่าตัวน้อยเริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมานิด ๆ
“โธ่… คิดเสียแบบนี้สิ คิดแบบนี้สิ กระดาษเหลืองต้นทุนห้าสิบ ชาดเขียนยันต์สามสิบ ต้นทุนแผ่นละแปดสิบ สามแผ่นก็แค่สองบาทสี่สิบ เดี๋ยวพี่ให้สองร้อยสี่สิบหยวนเลยดีไหม?” ซูเหอเวิ่นรีบเอ่ยปลอบ
ซู่เป่าคิดตามแล้วก็เห็นจริงด้วย! เธอพยักหน้าหงึกหงักด้วยความร่าเริง “อืม ๆ ตกลงค่ะ!”
จี้ฉางเห็นดังนั้นถึงกับมุมปากกระตุกก่อนสะบัดหน้ากลับไปมองหญิงชราผู้นั้น
ยายแก่คนนี้ลักขโมยช่วงชิงวาสนาผู้คนมามากมาย สร้างเวรกรรมไว้นับไม่ถ้วน… เมื่อถึงคราวต้องคืนลมหายใจที่ยืมมาทั้งหมด ย่อมต้องรับกรรมสาสม
เธอเคยสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นเพียงใด ผลลัพธ์ย่อมคืนสนองเข้าตัวเพียงนั้น ตอนนี้สิ่งเดียวที่นางทำได้คือภาวนาว่าวิชาชั่วของตัวเอง จะไม่เคยพรากชีวิตใครไปจริง ๆ
“เหตุใดถึงมองไม่ออกเสียที ว่ายายแก่คนนี้ใช้เพียงยาสลบธรรมดาเข้าช่วยนี่เอง” จี้ฉางส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำ “หากเธอใช้อาคมชั้นสูง อาจารย์คงสังเกตเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ตอนเจอซูจื่อซีเมื่อเช้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาจารย์ พลังหนูเองก็มองไม่เห็นเหมือนกัน” ซู่เป่าส่ายหน้าปลอบ
จี้ฉางรู้สึกอบอุ่นในใจเพราะศิษย์ตัวน้อยยังอุตส่าห์เป็นห่วงความรู้สึกเขา
ทว่ายังไม่ทันได้ซาบซึ้งใจ เด็กน้อยก็เอ่ยต่อ “ยอมรับว่าตัวเองอ่อนหัดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ!”
“เพราะหนูก็ยังอ่อนหัดเหมือนกัน”
“หนูเป็นมือใหม่ตัวน้อย ส่วนอาจารย์ก็เป็นมือใหม่ตัวใหญ่ไงคะ”
“…”
*
ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ซูจื่อซีติดอยู่ในโลกอันไร้สรรพเสียง รอบกายเงียบสงัด ใต้ฝ่าเท้าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเหนียวหนะและเปียกชื้น…
เด็กชายเกิดความหวาดกลัวสุดขีด เขาออกวิ่งไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าวิ่งมานานเพียงใด กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
มีใครคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หน้าประตูนั้น รูปลักษณ์พร่าเลือนจนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี ซูจื่อซีสะท้านด้วยความกลัว แต่ต้องรวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป “สวัสดีครับ… ขอโทษนะครับ…”
คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นทันที เผยให้เห็นรอยยิ้มลึกลับยากจะคาดเดาความหมาย
“มานี่สิ… เขียนชื่อของเจ้าลงตรงนี้” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแฝงไปด้วยแรงดึงดูดและคำล่อลวงอันทรงพลัง
“เพียงแค่เจ้าลงนามชื่อของตนเองลงไป… เจ้าจะได้ออกไปจากที่นี่ทันที”
ซูจื่อซีคล้ายตกอยู่ในภวังค์ ร่างกายขยับไปข้างหน้าราวกับไร้แรงต้าน มือของเขาเริ่มขยับไปตามจิตสำนึกที่ถูกครอบงำ ค่อย ๆ บรรจงเขียนชื่อตนเองทีละขีด… ซู… จื่อ…