ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 417 ไปตามหานาง
เซียวเยี่ยน “เชื่อว่าแคว้นต้าเซี่ยที่อยู่ในมือฝ่าบาทจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก กระหม่อมขอลาออกจากราชสำนัก นับแต่นี้ไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักอีก กระหม่อมหวังเพียงจะได้รับอิสรเสรี เป็นนกกระเรียนป่าที่ท่องเที่ยวอยู่กลางหมู่เมฆ”
เซียวจิ่นตกตะลึง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที “เหตุใดเสด็จอาจึงกล่าวเช่นนี้?”
เซียวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเซียวจิ่นแล้วพูดเรียบๆ ว่า “กระหม่อมจะออกจากวังและไปจากเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด ด้วยเหตุนี้จึงมาเพื่อขอให้ฝ่าบาทประทานอนุญาตด้วย”
รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเซียวจิ่นค่อยๆ เลือนหายไป เขาพูดว่า “อยู่ดีๆ เหตุใดจึงคิดไปจากเมืองหลวงกะทันหันเช่นนี้?”
เมืองซั่งจิงคือสถานที่ที่อยู่ใต้หูตาของเซียวจิ่น หากเซียวเยี่ยนไปจากเมืองหลวงจริงๆ ข้างนอกฟ้าสูงแผ่นดินใหญ่ ย่อมเท่ากับเป็นการเพิ่มปีกคู่หนึ่งให้เขา ลำพังแค่คิดเช่นนี้ เซียวจิ่นก็พลันรู้สึกยากที่จะสงบใจลงได้ กำจัดเซี่ยนอ๋องไปได้คนหนึ่งอย่างมิง่ายดาย เขาเพิ่งจะมีชีวิตที่สุขกายสบายใจได้เพียงไม่กี่วัน เขาไม่ปรารถนาทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนั้น
การวางหลุมพรางในเมืองหลวงแห่งนี้ ทำให้จิตใจผู้คนเหนื่อยล้าจริงๆ
ต่อให้เซียวเยี่ยนไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานราชการแผ่นดินในราชสำนักตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เช่นนั้นหากเขารั้งอยู่ในเมืองหลวงในฐานะท่านอ๋องแต่ในนามก็เป็นการดีอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาจะมีการเคลื่อนไหวอันใด เซียวจิ่นย่อมรู้ได้ทันที ทว่าหลังจากเซียวเยี่ยนไปจากเมืองหลวงแล้ว หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นในภายหลังย่อมยากที่จะคาดเดาได้
ดวงตาเรียวรูปหงส์ของเซียวเยี่ยนมองเซียวจิ่นอย่างสงบนิ่ง ทว่าภายใต้ความสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความนิ่งลึกราวกับบ่อที่มองไม่เห็นก้น ราวกับมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ดวงตาคู่นั้นไหววูบได้ เขาพูดว่า “ข้าจะไปตามหานาง”
หัวใจเซียวจิ่นพลันหนักอึ้ง “หาผู้ใด? หาชิงเวยหรือ?”
“ใช่”
เซียวจิ่นเสียกิริยา “นางมิใช่ตายไปแล้วหรอกหรือ บัดนี้หลุมศพของนางอยู่ในสุสานสกุลหลิน เสด็จอายังคิดจะไปตามหานางที่ใดกัน?”
เซียวเยี่ยน “ใต้หล้ากว้างใหญ่เช่นนี้ ต่อให้ต้องเดินทางไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะต้องตามหานางให้พบ” เขาประสานมือพูดกับเซียวจิ่น “กระหม่อมทูลลา”
หลังจากปล่อยมือทั้งสองข้างลงแนบกาย เซียวเยี่ยนหมุนกายอย่างรวดเร็ว เงาร่างองอาจด้านหลังที่ตกอยู่ภายใต้แสงตะวันนั้นราวกับเขาเป็นผู้ไม่เชื่อในโชคชะตามาแต่กำเนิด แสงระยิบระยับราวกับแสงทองแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา
เซียวจิ่นพูดกับแผ่นหลังของเซียวเยี่ยน “สุดท้าย…พวกท่านทุกคนล้วนไปจากเจิ้น หรือเจิ้นต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวจริงๆ ใช่หรือไม่?”
“เส้นทางนี้เดิมนี้ต้องเดินเพียงลำพังอย่างยากลำบากอยู่แล้ว ฝ่าบาททรงถนอมพระวรกายด้วย”
เซียวจิ่นพลันรู้สึกไม่ยินยอมที่เซียวเยี่ยนจะจากไปเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เพราะทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ยิ่งไปกว่านั้นเพราะเขาได้รับอิสระเช่นเดียวกับหลินชิงเวย เขาคิดจะไปที่ใดก็ไปได้อย่างมิต้องกังวล เขาสามารถตระเวนไปทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อตามหาหลินชิงเวย! และอาจถึงขั้น…รอเมื่อเขาหาหลินชิงเวยพบ ไม่แน่ว่าหลินชิงเวยอาจจะเปลี่ยนใจ พวกเขายังคงกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง…
และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เซียวจิ่นไม่เคยครอบครองมาก่อน
เขาเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดิน หากเป็นสิ่งของที่กระทั่งตัวเขาก็ยังไม่อาจครอบครอง แล้วผู้อื่นอาศัยสิ่งใดไปครอบครองได้ ดังนั้นในใจเขาจึงไม่ยินยอม หากเขาสูญเสีย เซียวเยี่ยนย่อมสูญเสียเช่นกันตั้งแต่เริ่มต้น ทุกคนที่ใส่ใจต่อนางล้วนสูญเสียนางไป เช่นนั้นย่อมทำให้ในใจรู้สึกถึงความเท่าเทียมกันอยู่บ้าง…
สีหน้าอบอุ่นอ่อนโยนเป็นนิจของเซียวจิ่นค่อยๆ เลือนหายไป ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ ดวงตาทั้งคู่นั้นแดงก่ำ “เจิ้นบอกว่านางตายไปแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่เชื่อ?”
เซียวเยี่ยนชะงักย่างก้าว “เพราะฝ่าบาทเองไม่ทรงเชื่อเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงไม่เชื่อ” เมื่อแรกนั้นเขาสูญเสียสติสัมปชัญญะจึงถูกความคลุ้มคลั่งบดบังทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ คิดว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงหานางไม่พบอีกแล้ว เมื่อเรื่องราวผ่านพ้นไปและเขาได้สงบสติอารมณ์ลง ไตร่ตรองดูจึงพบเห็นพิรุธที่แฝงอยู่ในนั้น
คาดว่านางคงไม่เหลือเยื่อใยต่อเขาแม้เพียงครึ่งส่วน ดังนั้นแม้กระทั่งประโยคกล่าวลาเพียงประโยคหนึ่งจึงกลายเป็นการจากลาตลอดกาล เขาตกอยู่ในสภาวะขาดสติอย่างสิ้นเชิงจึงไม่พบว่าเซียวจิ่นมีท่าทีสงบนิ่งและไม่เจ็บปวดอันใด
เขารู้ว่าเซียวจิ่นใส่ใจหลินชิงเวย เซียวจิ่นไม่มีทางใจเย็นเช่นนี้ นอกจากหลินชิงเวยยังไม่ตาย ขอเพียงมีความตั้งใจ เขาย่อมหาเบาะแสการมีชีวิตอยู่ของหลินชิงเวยในวังหลวงพบแน่นอน
ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่ง เซียวจิ่นมักจะยุ่งและไม่อยู่ในวัง เพราะเหตุใดเล่า?
เซียวเยี่ยนคิดไม่ถึงว่าตัวเขาจะมีวันหนึ่งที่ยึดติดต่อคนผู้หนึ่งเช่นนี้
ในเมื่อเซียวจิ่นไม่มีทางเชื่อใจเขาอีกแล้ว ขอเพียงเขาไม่เป็นเซ่อเจิ้งอ๋องย่อมทำให้เซียวจิ่นละวางความระแวงแคลงใจต่อตัวเขาได้ ลูกแมวน่ารักที่เคยเชื่องเชื่อตัวหนึ่งบัดนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นพยัคฆ์ตัวหนึ่งเสียแล้ว เช่นนั้นเวลาที่เหลือของเขาก็ให้เขาไปตามหาความเสียดายในชีวิตเถิด ไม่ว่าเซียวจิ่นจะยินยอมหรือไม่ ถอดใจหรือไม่ เขาล้วนตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำเช่นนี้
ในมือเซียวจิ่นกำตราประทับเอาไว้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงพลุ่งพล่าน “ต่อให้เสด็จอารู้ว่านางยังไม่ตายแล้วอย่างไรเล่า ท่านรู้หรือว่านางไปที่ใด? ต่อให้ท่านตามหานางพบแล้วอย่างไรเล่า ทุกๆ การกระทำของท่านที่มีต่อนางในอดีต นางจะอภัยท่านให้ท่านได้หรือไม่? นิสัยของนาง ท่านและข้าล้วนกระจ่างแจ้งยิ่งนัก หากเป็นคนที่นางเลือกแล้วนางจะไม่เปลี่ยนใจ แต่ทันทีที่นางถอดใจแล้วย่อมไม่มีทางคืนดีเด็ดขาด!”
เซียวเยี่ยนยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง เขายืนต้อนรับแสงตะวันที่กำลังเคลื่อนตัวสูงขึ้น แสงแดดสีทองสาดส่องตำหนักซวี่หยางจนสว่างไสวไปทั้งตำหนัก แสงแดดนั้นส่องสว่างตำหนักบรรทมของเซียวจิ่น
สุดท้ายเซียวเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เขายกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูแล้วก้าวยาวๆ จากไป
นางถอดใจแล้วอย่างไรเล่า นางไม่อภัยให้เขาแล้วอย่างไรเล่า สิ่งเหล่านั้นล้วนขัดขวางเขาที่จะไปตามหานางไม่ได้
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าเมื่อนางไปจากตนแล้ว ขอเพียงนางมีชีวิตที่ดีก็พอ เพียงแต่ต่อมาเขาพบว่านั่นมิใช่มีชีวิตที่ดี รสชาติของการถูกลืมและถูกทอดทิ้ง บัดนี้เขาเองได้ลิ้มรสแล้ว
หลังจากออกจากวัง เสี่ยวฉีติดตามข้างกายเซียวเยี่ยน “ท่านอ๋อง ออกจากเมืองหลวงมีเส้นทางมากมาย พวกเราควรเริ่มตามหาจากทิศทางใดขอรับ?”
เซียวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองนกตัวเล็กที่กางปีกบินฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้าอย่างอิสระ หลินชิงเวยเป็นเช่นพวกมันหรือไม่ บินออกไปไกลจนยากที่จะตามหาพบ?
ไม่
ฝูงนกนั้นบินผ่านไป นาทีนั้นทำให้เซียวเยี่ยนนึกถึงพิราบสื่อสารฝูงหนึ่งที่พวกเขาฝึกเอาไว้ในสวนไป่โซ่ว และบัดนี้พิราบเหล่านี้ล้วนถูกย้ายไปไว้ในจวนอ๋อง เขายังจดจำได้ว่าเขาและหลินชิงเวยมีนกพิราบคู่หนึ่งชื่อหยางชุนและไป๋เสวี่ย ทั้งสองเลี้ยงคนละตัว พิราบสองตัวนี้จะตามหาร่องรอยของกันและกันพบ
ความคิดเช่นนี้พุ่งเข้าใส่สมองของเซียวเยี่ยน ทำให้เขามองเห็นหนทางชัดเจนขึ้น หัวใจที่ชืดชานั้นพลันเต้นขึ้นอย่างทรงพลัง หากหลินชิงเวยไม่ได้ตัดความเชื่อมโยงระหว่างพิราบสองตัวนี้ เช่นนั้นเขาย่อมหานางพบ
ได้แต่หวังว่า…นางจะเป็นเช่นตนที่ลืมนกพิราบคู่นั้นไปชั่วขณะ หรือนางออกเดินทางไปอย่างเร่งรีบ จึงไม่ทันได้คิดถึงหยางชุนและไป๋เสวี่ย
เมื่อคิดได้เช่นนี้เซียวเยี่ยนจึงรีบกลับจวนอ๋องและพูดกับเสี่ยวฉี “หากนางออกจากเมืองหลวงและพาซินหรูไปด้วย ซินหรูขี่ม้าไม่เป็น ฉะนั้นนางต้องเดินทางโดยรถม้าแน่นอน เจ้าพาคนไปตรวจสอบรถม้าทุกแห่งของเมืองหลวง”
“ขอรับ” เสี่ยวฉีหมุนกายไปทันที