ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 613 โรคอัลไซเมอร์
ตอนที่ 613 โรคอัลไซเมอร์
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่รู้เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวจะพาพวกเขาไปคารวะอาจารย์ ก็ดีใจมาก แสดงท่าทีอย่างตื่นเต้นว่าตนเองจะต้องตั้งใจแสดงความสามารถให้มหาบัณฑิตหลิวรับพวกเขาเป็นศิษย์
ลู่เจียวเตือนพวกเขา “มหาบัณฑิตหลิวรับศิษย์แค่เพียงคนเดียว ดังนั้นไม่ว่าเขารับผู้ใด พวกเจ้าที่เหลือก็อย่าได้ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไว้ท่านพ่อ ท่านแม่ค่อยคิดหาทางหาอาจารย์คนอื่นให้พวกเจ้า”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่รับคำเสียงดังฟังชัด “พวกเราทราบแล้ว”
ความจริงพวกเขารู้สึกว่าหากไม่ใช่ท่านพ่อ ท่านแม่มีธุระต้องทำ ก็คงให้ท่านพ่อกับท่านแม่สอนพวกเขาได้ ท่านพ่อกับท่านแม่ล้วนเก่งกาจมาก
แต่เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ต่างรู้ว่าตอนนี้ท่านพ่อเป็นขุนนางแล้ว ท่านแม่ต้องทำการค้า ต้องรักษาผู้ป่วย ไม่มีเวลามาสอนพวกเขา ดังนั้นพวกเขาควรไปคารวะอาจารย์
ตอนเที่ยง พ่อบ้านเซียวก็สืบความกลับมาได้
“ตอนนี้มหาบัณฑิตหลิวพำนักอยู่ซีเฟิงย่วนนอกเมืองทางใต้ ที่นั่นเป็นรากฐานดั้งเดิมของตระกูลหลิว”
บรรพชนมหาบัณฑิตหลิวในเมืองหนิงโจวอยู่เมืองหนิงโจวเป็นตระกูลใหญ่ ในวงศ์ตระกูลมีลูกหลานเรียนหนังสือเป็นขุนนางไม่น้อย เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหนิงโจว
ซีเฟิงย่วนเป็นรากฐานดั้งเดิมหนึ่งของตระกูลหลิว มหาบัณฑิตหลิวเกษียณกลับบ้านเกิด ก็มาพำนักที่ซีเฟิงย่วน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวได้ฟัง ก็แสดงท่าทีว่าตอนบ่ายกินข้าวแล้วก็จะพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปซีเฟิงย่วนคารวะอาจารย์
พ่อบ้านเซียวได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็อ้าปากคิดเอ่ย แต่ก็เงียบไป
แต่เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นก็ถามว่า “เป็นอะไรหรือ”
พ่อบ้านเซียวมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น กล่าวว่า “ใต้เท้า พวกเราไปสืบข่าวที่ซีเฟิงย่วนมา ทุกวันมีคนมากมายส่งเทียบขอเข้าคารวะมหาบัณฑิตหลิวเป็นอาจารย์ แต่มหาบัณฑิตหลิวไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นค่อยๆ ขมวดคิ้ว ลู่เจียวยิ้มกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ไปเยี่ยมคารวะก่อน หากเขาไม่ยินยอมรับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไว้เป็นศิษย์ พวกเราก็ค่อยหาอาจารย์ให้เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ใหม่”
ความจริงหากไม่ใช่เพื่อซื่อเป่า พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาคารวะมหาบัณฑิตหลิวเป็นอาจารย์ แต่ชาติกำเนิดซื่อเป่าไม่เหมือนกับพวกต้าเป่า อาจารย์ทั่วไปความรู้และประสบการณ์สู้มหาบัณฑิตหลิวไม่ได้ เขาเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาไป่ลู่ และยังได้รับความไว้วางพระทัยจากฝ่าบาทรัชกาลปัจจุบัน ราศีบารมีต่างจากคนทั่วไป หากซื่อเป่าได้รับการสอนสั่งจากคนผู้นี้ วันหน้ากลับไปอยู่อ๋องเยียนก็ย่อมไม่แพ้บรรดาบุตรชายในจวนอ๋องเยียน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังคำพูดลู่เจียว ก็พยักหน้าเห็นด้วย กล่าวอย่าภาคภูมิใจว่า “เขาไม่ยอมรับผู้อื่นเป็นศิษย์ เพราะคนพวกนั้นไม่ต้องตาเขา หากเขาเห็นลูกๆ บ้านเรา ย่อมต้องยินยอมรับทุกคนเป็นศิษย์อย่างแน่นอน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ทั่วทั้งแคว้นต้าโจวหาเด็กที่เฉลียวฉลาดไปกว่าเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไม่ได้แล้ว
ดังนั้นเขามั่นใจว่า หากมหาบัณฑิตหลิวได้เห็นลูกๆ พวกเขา จะต้องรับพวกเขาคนใดคนหนึ่งเป็นศิษย์อย่างแน่นอน
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็รีบยืดอกเงยหน้าขึ้นแสดงท่าทีแข็งขัน
ลู่เจียวมองแล้วก็นึกขำถามพวกเขาว่า “พวกเจ้ามีความมั่นใจหรือไม่”
ทั้งสี่ตอบพร้อมเพรียงว่า “มีขอรับ ท่านแม่วางใจ พวกเราจะต้องทำให้เขารับพวกเราคนหนึ่งเป็นศิษย์”
น่าเสียดายแม้ว่ามั่นใจพอ แต่แม้แต่หน้ามหาบัณฑิตหลิวก็ไม่เคยพบ
พ่อบ้านตระกูลหลิวประจำซีเฟิงย่วนทนรำคาญเทียบที่ส่งมาไม่ไหว บอกกับพ่อบ้านเซียวว่า “พวกเจ้าน่ารำคาญจริง ก็บอกแล้วว่าใต้เท้าเราไม่รับศิษย์ ไม่รับศิษย์ พวกเจ้ายังเอาแต่วิ่งมาที่นี่ ยังนำเทียบมาอีก”
พ่อบ้านเซียวอึ้งไปก่อนจะกล่าวว่า “ไหนว่ามหาบัณฑิตหลิวคิดรับศิษย์ภายในคนหนึ่งไม่ใช่หรือ”
ข่าวที่ออกมานี้ไม่ได้มาจากมหาบัณฑิตหลิวหรือ หากไม่ใช่เขา เหตุใดคนมากมายวิ่งมาส่งเทียบขอฝากตัวเป็นศิษย์กันมากมายเช่นนี้
“นายผู้เฒ่าเราต้องการรับศิษย์คนหนึ่งจริง แต่ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าสุขภาพไม่ดี นายผู้เฒ่าไม่มีกะจิตกระใจจะรับศิษย์ พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ”
นอกซีเฟิงย่วน มีรถม้าจอดอยู่ไม่น้อย ล้วนเป็นคนจากตระกูลในเมืองหนิงโจวมาคารวะมหาบัณฑิตหลิว
คนเหล่านี้เห็นพ่อบ้านเซียวโดนตีกลับ แต่ละคนก็หัวเราะเยาะ มีคนตะโกนว่า “นี่มันตัวโง่เง่าที่ไหนกันแม้คนตระกูลนิ่ง มหาบัณฑิตหลิวก็ยังไม่ให้เกียรติ จะให้เกียรติพวกเขาหรือ”
พอพ่อบ้านเซียวได้ฟังก็รู้ว่าตระกูลนิ่งคือตระกูลใด ก็คือหนี่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหนิงโจว ความจริงเดิมตระกูลนิ่งในเมืองหนิงโจวไม่ได้อะไรสักเท่าไร แต่แค่พวกเขามีเจาอี๋เหนียงเหนียง[1]ที่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมากเท่านั้น
เจาอี๋เหนียงเหนียงผู้นี้ยังทูลขอบรรดาศักดิ์ชั้นป๋อ[2]ให้บิดาตน ทุกคนเรียกบิดาเจาอี๋เหนียงเหนียงว่าท่านนิ่งป๋อ
เพราะเจาอี๋เหนียงเหนียง ตระกูลนิ่งจึงได้ทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหนิงโจว
แต่แม้ว่าตระกูลนิ่งมีหน้ามีตาอยู่ในเมืองหนิงโจว มหาบัณฑิตหลิวก็ไม่เห็นแก่หน้าพวกเขา และไม่ได้เพราะพวกเขาเป็นครอบครัวของเจาอี๋เหนียงเหนียงก็จะรับพวกเขาเป็นศิษย์
พ่อบ้านเซียวถูกคนรอบด้านหัวเราะเยาะ ก็หันหลังเดินไปยังรถม้าตนเอง รายงานว่า “ใต้เท้า ตระกูลหลิวไม่รับเทียบ กล่าวว่าตอนนี้พวกเขาไม่รับศิษย์”
ในรถม้า เซี่ยอวิ๋นจิ่นเลิกคิ้ว ลู่เจียวเอ่ยถามพ่อบ้านเซียวด้านนอก “ข่าวก่อนหน้านี้ไม่ใช่พวกเขาปล่อยออกมาหรือ”
พ่อบ้านเซียวกล่าวอย่างจนใจว่า “พวกเขาปล่อยเอง แต่พวกเขาว่าระยะนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยสบาย นายผู้เฒ่าจึงไม่มีเวลามารับศิษย์”
ในรถม้า ลู่เจียวได้ฟังก็คิดขึ้นมาได้ทันที สั่งการพ่อบ้านเซียวว่า “เจ้าใช้เงินไปสืบมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลิวสุขภาพไม่ดีด้วยโรคอันใด”
พอลู่เจียวกล่าว พ่อบ้านเซียวก็แววตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที เหตุใดเขาจึงได้ลืมไปว่าฮูหยินตนเก่งวิชาการแพทย์มาก หากฮูหยินผู้เฒ่าป่วย ฮูหยินตนก็รักษาให้นางหายได้
“ได้ ข้าน้อยจะรีบให้คนไปสืบข่าวทันที”
พ่อบ้านเซียวรีบหาคนไปสืบเรื่องนี้ วันนี้มีคนมาซีเฟิงย่วนไม่น้อย บ่าวรับใช้จากตระกูลต่างๆ เหล่านี้รู้สึกเบื่อจึงจับกลุ่มกันคุยเรื่องสัพเพเหระ โจวเส้ากงจึงสืบความมาได้อย่างราบรื่น ที่แท้ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวล้มป่วยจริง
“ได้ยินว่า ฮูหยินผู้เฒ่าล้มป่วย เริ่มแรกแค่ความทรงจำถดถอย อารมณ์ร้อน โมโหง่าย ขี้ระแวง มหาบัณฑิตหลิวรักใคร่ภรรยาร่วมชีวิตมาก ดังนั้นจึงขอเกษียณกลับบ้านเกิด นำฮูหยินผู้เฒ่าหลิวกลับมาพักรักษา คิดไม่ถึงว่าระยะนี้อาการฮูหยินผู้เฒ่าหลิวถึงกับยิ่งแย่ลง ไม่ยอมพูดจา และจำคนไม่ได้ มหาบัณฑิตหลิวร้อนใจมาก ดังนั้นจึงไม่ได้มีใจคิดรับศิษย์อันใด”
ลู่เจียวได้ฟังพ่อบ้านเซียว ความรู้สึกแรกก็คือภรรยามหาบัณฑิตหลิวท่านนี้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ก็คือโรคความจำเสื่อมของคนชราทั่วไป และอาการป่วยนางก็อยู่ในขั้นกลาง
โรคอัลไซเมอร์จนถึงตอนนี้ยังหาวิธีรักษาที่ดีไม่ได้ ตอนยังไม่เป็นโรคนี้ยังใช้การรักษาร่วมได้ แต่พอเป็นแล้วก็ไม่มีวิธีรักษาที่ดี
แต่นั่นเป็นผู้อื่น สำหรับลู่เจียวที่เคยทำการรักษาโรคพวกนี้มาในโลกภพก่อนของนาง ได้ผลการรักษาที่คาดไม่ถึง
แน่นอนว่านางใช้น้ำพุจิตวิญญาณมารักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ตอนนี้ถือเป็นโอกาสอันดี
ลู่เจียวครุ่นคิดแล้วก็สั่งการพ่อบ้านเซียวด้านนอกว่า “เจ้าไปเคาะประตู บอกกับคนผู้นั้นว่า ข้ารักษาอาการฮูหยินผู้เฒ่าได้ หากเขาไม่เชื่อเจ้า เจ้าแอบบอกกับเขาว่า ข้าเคยผ่าตัดต่อแขนขาดให้ขุนพลหวังที่อยู่เมืองหลวง”
[1] ตำแหน่งพระมเหสีขั้นหนึ่ง รองลงไปยังมีเจียอวี๋ สิงเอ๋อและหรงหวาตามลำดับ จากนั้นค่อยลงไปสู่ตำแหน่งพระสนมชั้นต่างๆ
[2] กล่าวโดยสังเขปได้ว่า ตำแหน่งบรรดาศักดิ์จะลำดับจาก อ๋อง กง โหว ป๋อ จื่อและหนาน