ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 404 การเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่
ตอนที่ 404 การเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่
“น้องสะใภ้สาม!”
นางเหอที่ยืนอยู่บนต้นไม้คอเบี้ยว พอเห็นฉินเหยาซึ่งอยู่นอกกลุ่มคนก็รีบโบกมือให้นางพลางร้องบอก “ทางนี้! ทางนี้!”
ตำแหน่งที่นางยืนอยู่นั้น ทิวทัศน์ยอดเยี่ยมที่สุด
ฉินเหยาพยักหน้ารับ รีบพาเด็กหญิงสองคนวิ่งเหยาะๆ ขึ้นไป
ชาวบ้านที่พบเจอตลอดทาง เมื่อเห็นนางต่างก็ทักทายนางด้วยความดีใจ
มีทั้งคนที่ชื่นชมในความเก่งกาจของนาง มีทั้งคนที่ถามว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ฉินเหยาตอบกลับทีละคนๆ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงจะมาถึงจุดที่นางเหอยืนอยู่ได้อย่างยากลำบาก
จินฮวาและซื่อเหนียงราวกับเป็นลิงอย่างนั้น เพียงสองทีก็ปีนขึ้นต้นไม้ไปเองแล้ว
นางเหอกลัวว่าต้นไม้แก่ต้นนี้จะรับน้ำหนักมากขนาดนั้นไม่ไหวจึงรีบลงมา เว้นที่ให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า “ระวังหน่อยนะ! จับกิ่งไม้ไว้ให้ดีได้ยินหรือไม่!”
ซื่อเหนียงตอบอย่างว่าง่าย “อื้ม อื้ม รู้แล้วเจ้าค่ะ”
นางเหอลูบแก้มเนียนของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างพอใจแล้วหันกลับไปคว้าแขนของฉินเหยา ชี้ไปที่หัวคนแต่ละคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
“หมู่บ้านตระกูลหลิวของเรานี่นะ ผ่านมาหลายสิบปียังไม่เคยคึกคักเหมือนปีนี้เลย”
“น้องสะใภ้เจ้าดูสิ คนพวกนั้นทั้งหมดมาเพื่อซื้อเนื้อหมาป่า ข้าได้ยินคนพูดว่าเนื้อหมาป่าไม่ค่อยอร่อย แต่ก็ทนไม่ได้ที่ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นของหายาก แย่งกันจนหัวแตก ฮ่าๆๆ…..”
จากคำบอกเล่าของนางเหอ ฉินเหยาถึงได้รู้ว่า เนื้อหมาป่าเมื่อคืนนี้ หลังจากถลกหนังและตัดหัวออกแล้ว เมื่อชั่งรวมกันก็ได้มากกว่าหนึ่งพันแปดร้อยจิน
สองวันก่อนเชือดหมู ตัวหนึ่งก็หนักประมาณสองร้อยกว่าจินเท่านั้น เนื้อหมาป่าในคืนเดียวนี้ เทียบเท่ากับหมูเก้าตัว คนในหมู่บ้านย่อมกินกันไม่หมด
แน่นอนว่า หากจะแบ่งกันจริงๆ แต่ละบ้านย่อมไม่รังเกียจ พวกเขามีวิธีเก็บเนื้ออยู่แล้ว
ทว่าทำเช่นนี้ คนที่ออกแรงไปก็คงจะไม่พอใจ
เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท ผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นผู้ตัดสินใจ โดยให้ทั้งสี่สิบสองครัวเรือนในหมู่บ้านได้รับส่วนแบ่งเนื้อครัวเรือนละยี่สิบจิน รวมเป็นเนื้อที่ถูกแบ่งออกไปทั้งสิ้นแปดร้อยสี่สิบจิน
ที่เหลือเก้าร้อยหกสิบกว่าจิน เศษที่เหลือก็เอาไปตุ๋นในหม้อใหญ่ให้ทั้งหมู่บ้านมากินด้วยกัน ที่เหลือก็ขายไป ได้เงินเท่าไหร่ก็เอาเข้ากองกลางทั้งหมด ใช้สำหรับซ่อมแซมศาลบรรพชน สร้างสะพานและปูถนน
ยังมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้พูดออกมา
หากเงินจำนวนนี้มากพอ เขาจะสร้างสำนักศึกษา!
หนังหมาป่ามีค่ามากกว่าเนื้อ แต่มีรอยขีดข่วนอยู่บ้าง สภาพไม่ค่อยดีนัก ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่ อย่างไรเสียก็ให้ชาวบ้านที่รู้วิธีจัดการกับหนังจัดการไปก่อนแล้วค่อยให้พ่อค้าหาบเร่หลิวนำไปขาย
เงินส่วนนี้ก็ยังคงเอาเข้ากองกลาง เก็บไว้เป็นเงินสำรอง
ส่วนหนังและหัวของหมาป่าจ่าฝูง ทั้งหมู่บ้านก็ยอมรับโดยปริยายว่าเป็นของบ้านฉินเหยาจึงจัดการเรียบร้อยแต่เนิ่นๆ ส่งไปให้บ้านนางแล้ว
“อาสะใภ้สาม!”
หลิวฉีเบียดเสียดผู้คนออกมา เมื่อเห็นนางเหออยู่ด้วยก็รีบเรียกอีกเสียงหนึ่งว่า “อาสะใภ้ใหญ่ก็อยู่ด้วยหรือขอรับ”
นางเหอร้อง “โอ้” คำหนึ่งก่อนหยอกล้อเด็กหนุ่ม “ในตาเจ้ามองเห็นแต่อาสะใภ้สามของเจ้ารึ”
หลิวฉีรีบบอกว่าไหนเลยจะกล้า แอบเช็ดเหงื่อบนศีรษะแล้วบอกให้ฉินเหยาแยกตัวไปคุยด้วยกันชั่วครู่
ฉินเหยาตบแขนนางเหออย่างขบขันแล้วกำชับซื่อเหนียงลิงซนบนต้นไม้ให้ระวังความปลอดภัยจึงงได้ตามหลิวฉีไปยังตรอกหลังบ้านข้างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คน
“มีเรื่องอะไรหรือ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
หลิวฉีควักถุงเงินออกมาจากอก เปิดออกแล้วหยิบเหรียญเงินสองพวงยื่นให้ฉินเหยา
“อาสะใภ้สาม นี่คือส่วนของท่านกับอาสาม เงินที่ชาวบ้านร่วมกันออกให้ กลุ่มฆ่าหมาป่าแต่ละคนได้คนละหนึ่งร้อยสิบเหวิน รวมสองพวงนี้ก็สองร้อยยี่สิบเหวิน ท่านนับดูเถิด”
พูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฉินเหยา “ถ้าอาสามมาขอรับเองทีหลัง ข้าก็จะบอกว่าให้ท่านเก็บไว้หมดแล้ว”
คนทั้งหมู่บ้านรู้ดีว่าบ้านอาสะใภ้สามของเขา อาสะใภ้สามเป็นคนที่กุมอำนาจทางการเงิน ดังนั้นส่วนของอาสามจึงมอบให้อาสะใภ้สามทั้งหมด นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล
ฉินเหยาส่งสายตาชื่นชมให้หลิวฉี “เจ้าเด็กคนนี้ช่างรู้ความนัก” เงินนางไม่นับแล้ว ชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ยัดใส่กระเป๋าเลย “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปทำงานกันต่อเถิด ที่บ้านยังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน”
หลิวฉีกล่าวอย่างเสียดาย “ท่านไม่อยู่กินข้าวหม้อใหญ่ด้วยกันหรือขอรับ”
ฉินเหยาโบกมือ “พวกเจ้ากินกันให้เยอะๆ เถิด”
เมื่อเดินออกจากตรอกหลังบ้านก็ตะโกนไปยังต้นไม้คอเบี้ยวว่า “หลิวผิงหลิง กลับบ้าน!”
“โอ้ โอ้ มาแล้ว~” ซื่อเหนียงรีบไถลลงมาจากต้นไม้แล้วกำชับจินฮวาพี่สาวของนางว่า “หลังปีใหม่สำนักศึกษาจะเปิดรับลูกศิษย์ใหม่แล้ว ท่านต้องพยายามให้มากขึ้นนะ จะขี้เกียจไม่ได้อีกแล้วนะ”
จินฮวาเองก็ไถลลงมาจากต้นไม้ตามพลางพยักหน้ารับ “รู้แล้ว รู้แล้ว! ข้าจะไปสำนักศึกษาจะไม่ไปเป็นเด็กจุดไฟที่โรงอาหารของโรงงานกับท่านแม่ของข้าอีกแล้ว”
หากนางชิวรู้ว่าบุตรสาวมีการตระหนักรู้เช่นนี้คงจะจับนางไปช่วยเช็ดโต๊ะ ดูเตาไฟที่โรงอาหารนานแล้ว
ทว่าตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าท่านมาที่บ้านข้า ข้าจะช่วยท่านคัดลอกบทกวีพันอักษรและร้อยแซ่จีน” ตอนที่ซื่อเหนียงจะไปก็ไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้ง ช่างเป็นห่วงจินฮวาพี่สาวของนางเสียจริง
นางวิ่งเหยาะๆ มาอยู่หน้าฉินเหยา มือเล็กๆ จูงมือใหญ่ของนาง สองแม่ลูกจูงมือกัน เดินแกว่งแขนกลับบ้าน
พอฉินเหยาเข้าประตูมา หลิวจี้ก็เหมือนสุนัขบ้านที่ได้กลิ่นหอมของเนื้อ ยิ้มแก้มปริเข้ามาถาม “เมียจ๋า เงินของกลุ่มฆ่าหมาป่าได้แบ่งกันหรือยัง”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินจินเป่าพูดว่า เช้านี้พี่ใหญ่กับพี่รองก็เอาเงินไปให้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ดีใจมาก ยังบอกอีกว่าตอนเย็นจะทำกับข้าวดีๆ ให้ทั้งสองคนบำรุงร่างกาย ปลอบขวัญเสียหน่อย”
ขณะที่พูด ฝ่ามือก็กางออก “คนละหนึ่งร้อยสิบเหวินใช่หรือไม่ เจ้าให้ข้าเถิด ข้าจะเก็บไว้เอง จะได้ไม่ต้องคอยขอเงินเจ้าทุกครั้งที่ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ข้าเป็นบุรุษอกสามศอก คอยขอเงินเมียอยู่เรื่อย พูดออกไปก็ทำให้เจ้าเสียหน้า”
ฉินเหยายิ้ม “ที่เจ้าทำให้ข้าขายหน้ามันยังน้อยอีกหรือ”
หลิวจี้ถึงกับอึ้ง ในใจรู้สึกว่าคงจะขอเงินไม่ได้แล้ว เขาเบะปาก เตรียมจะพูดจาประชดประชันสองสามประโยค แต่แล้วก็ “แปะ” พวงเหรียญเงินถูกโยนมาใส่มือเขา น้ำหนักในมือหนักอึ้ง
“เจ้าคิดว่าข้าจะยักยอกเหรียญทองแดงของเจ้าหรือไร” ฉินเหยาถามกลับอย่างอันตราย
หลิวจี้ข่มใจหัวเราะออกมา เก็บเงินด้วยท่าทางจริงจังแล้วรีบโบกมือกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไร เมียจ๋าเจ้าใจกว้างที่สุดแล้ว!”
“เช่นนั้นไม่มีอะไรแล้ว ข้ากลับห้องไปอ่านหนังสือแล้วนะ” หลิวจี้ถามอย่างประจบประแจง
ฉินเหยาพยักหน้า เขาก็หันหลังวิ่งไปทันที มือยังคงกดเงินที่หน้าอกไว้เพราะกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ
ฉินเหยาแทบจะทนดูท่าทางขี้เหนียวของเขาไม่ได้ นางเรียกอาวั่งมา ทั้งสองคนก็ถือมีดไปยังสวนหลังบ้าน จัดการเนื้อหมาป่ายี่สิบจินนั้น
“อาวั่ง เจ้าเคยกินเนื้อหมาป่าหรือไม่” ฉินเหยาเลาะกระดูกออกมาพลางยื่นชิ้นเนื้อให้อาวั่ง
อาวั่งส่ายหน้าบอกว่าไม่เคยกิน แต่ในสมองของเขามีตำราอาหารอยู่แล้ว
“เนื้อของสัตว์กินเนื้อไม่ค่อยจะอร่อยเท่าไหร่ จะตุ๋นหรือผัดก็ลำบาก ข้าจะทำเป็นเนื้อแผ่นให้พวกต้าหลางเป็นของว่างแล้วกัน”
หั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน ลวกน้ำให้สุกเจ็ดส่วนแล้วหมักด้วยเครื่องเทศก่อนจะนำไปรมควันด้วยถ่านไฟโดยตรง
กลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้นสามารถทำให้คนลืมข้อบกพร่องของเนื้อได้ กินแล้วก็น่าจะอร่อยดี
ฉินเหยานั้นอย่างไรก็ได้ อย่างไรเสียนางก็รับผิดชอบแค่กินเท่านั้น
“แล้วกระดูกที่เลาะออกมานี่ คืนนี้จะตุ๋นน้ำแกงหรือ”
อาวั่งพยักหน้า เหลือบมองกระดูกที่ฉินเหยาเลาะออกมา ยังมีท่าทีรังเกียจอยู่บ้าง
ฉินเหยา “…”
หมู่บ้านตระกูลหลิว。
อาหารเย็นวันนี้อุดมสมบูรณ์มาก ไม่ใช่แค่บ้านของฉินเหยา แต่เป็นทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิว
กลิ่นหอมของเนื้อนั้นลอยอบอวลอยู่เหนือหมู่บ้าน เนิ่นนานก็ไม่จางหายไป ดึงดูดสัตว์ป่าในภูเขาให้ร้องโหยหวนไม่หยุด
ฉินเหยาดื่มน้ำแกงกระดูกหมาป่าที่ถูกอาวั่งรังเกียจไปพลางแต่ความจริงแล้วอร่อยมากพลางคำนวณในใจว่า จะถือโอกาสเข้าป่าไปหาของป่ามาแก้อยากอีกหน่อยดีหรือไม่