ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 411 เบื้องหลัง
ตอนที่ 411 เบื้องหลัง
เมื่ออาวั่งไปรับพวกเด็กๆ ที่สำนักศึกษากลับมาก็ได้นำข่าวใหญ่ที่น่าตกตะลึงนี้มาบอกแก่สองสามีภรรยาฉินเหยา ทำเอาทั้งสองถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
หลังจากตั้งสติได้ หลิวจี้ก็ตบอกของตนเองแล้วกล่าวว่า “ข้าว่าแล้วเชียว! หลายวันนี้ในใจข้ารู้สึกไม่สงบอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นเรื่องร้ายจริงๆ!”
ฉินเหยาคิดในใจว่า ‘นี่เจ้ากำลังพูดจาไร้สาระอะไรอยู่’ แล้วรีบหันไปถามอาวั่งว่า “แล้วการประเมินวันพรุ่งนี้ยังจะจัดอยู่หรือไม่ เรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง”
อาวั่งตอบ “ยังไม่ทราบขอรับ ตอนที่ข้าไปรับพวกต้าหลาง ชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงเพื่อเรียกร้องคำอธิบาย ส่งเสียงเอะอะโวยวายกันน่าดู คนตระกูลติงคงจะต้องปวดหัวไปอีกนานขอรับ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วแน่น นี่มันเรื่องอะไรกันนี่!
เมื่อหันไปเห็นหลิวจี้ยังคงตบอกตัวเองพลางพึมพำว่าเขามีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นไปอีก
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กลุ่มใหญ่จากในหมู่บ้านที่เดินทางไปยังจวนตระกูลติงก็ได้กลับมาแล้ว หลิวจ้งและนางชิวเมื่อได้ทราบข่าวก็รีบละจากงานในมือ จูงจินฮวามายังบ้านของฉินเหยาเพื่อสอบถามสถานการณ์อย่างร้อนรน
ส่วนจินฮวานั้นกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง พอเห็นซื่อเหนียงก็ยิ้มแฉ่งตามเข้าไปในห้องด้วยกัน ไม่ได้รับรู้ถึงความทุกข์ร้อนใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ทว่าซื่อเหนียงที่ได้ยินเรื่องราวที่เหล่าผู้ใหญ่พูดคุยกัน เมื่อมองดูท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของพี่สาวจินฮวาแล้ว นางก็ทำท่าเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ซื่อเหนียงแสร้งทำเป็นฟังจินฮวาเล่าเรื่องราวในวันนี้ของนางไปอย่างนั้นพลางเงี่ยหูแอบฟังเหล่าผู้ใหญ่พูดคุยกันในห้องโถง
ฉินเหยากล่าวว่า “ก่อนอื่นอย่าเพิ่งร้อนใจไป ตอนนี้เรายังไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไปที่เมืองก่อนแล้วค่อยว่ากัน ขนาดใต้เท้านายอำเภอยังต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน”
หลิวจ้งรีบกล่าว “ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”
นางชิวกลับกล่าวอย่างเกรงใจ “เห็นทีคงต้องรบกวนน้องสามกับน้องสะใภ้สามแล้ว ที่จวนตระกูลติงพวกเราไม่รู้จักใครเลย แม้แต่จะหาคนถามไถ่ก็ไม่รู้จะไปหาใคร”
ฉินเหยาโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ต้องเกรงใจแล้วลุกขึ้นส่งแขก “พวกท่านกลับไปก่อนเถอะ พักผ่อนให้ดีสักคืน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปที่เมืองพร้อมกันเพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”
“ได้ๆ” หลิวจ้งดึงนางชิวที่ยังทำท่าอยากจะพูดอะไรต่อพร้อมกับเรียกจินฮวาแล้วพากันกลับไป
หลังจากส่งทั้งสามคนกลับไปแล้ว ฉินเหยาก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วยสุดใจ เมื่อครู่เขาก็อยากจะพูดเช่นกัน เพียงแต่พี่รองกับพี่สะใภ้รองอยู่ด้วยจึงไม่สะดวกที่จะพูดตรงๆ
ตอนนี้เมื่อพวกเขาไปแล้ว หลิวจี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกต่อไป เขาเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจว่า “ก็ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันที่มีความสามารถสูงส่งถึงเพียงนี้ สามารถไปเชิญใต้เท้านายอำเภอให้ลงมาจัดการได้”
ปกติแล้วเหล่าขุนนางในอำเภอไคหยางมีท่าทีเป็นเช่นไรก็รู้กันอยู่
ฟังจากที่อาวั่งเล่า คนที่ไปเชิญเจ้าหน้าที่ทางการมาเป็นเพียงเจ้าของร้านเหล้าร้านหนึ่งในเมืองจินสือ หากเป็นเวลาปกติ คนผู้นี้ย่อมไม่สามารถสั่งการขุนนางเหล่านี้ได้อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาได้ทันท่วงทีถึงเพียงนี้
เรื่องนี้มันน่าสงสัยเกินไปแล้ว!
“เจ้าก็คิดว่าไม่ใช่เจ้าของร้านเหล้าที่ไปเรียกเจ้าหน้าที่ทางการมาเช่นกันหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า
หลิวจี้กล่าวอย่างมั่นใจ“ไม่มีทางเป็นเขาไปได้อย่างเด็ดขาด!”
สองสามีภรรยาสบตากัน…แล้วใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังกันแน่
หรือจะเป็นศัตรูของตระกูลติง
หรือว่าใต้เท้านายอำเภอนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา อยากจะสะสางเรื่องการทุจริตคดโกงเหล่านี้ให้สิ้นซาก
ฉินเหยามีลางสังหรณ์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักศึกษาตระกูลติงในครั้งนี้ สำหรับชาวบ้านตาดำๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องดีเสียอีก
“โชคดีที่เรากลับกันเร็ว” หลิวจี้กล่าวด้วยความหวาดหวั่นเมื่อนึกย้อนกลับไป
หากช้าไปเพียงหนึ่งเค่ออาจจะต้องเดือดร้อนพัวพันไปด้วยแล้ว
เมื่อครู่ตอนที่หลิวจ้งมา เขาก็บอกแล้วว่าครอบครัวที่มอบของกำนัลให้แก่อาจารย์ทั้งสองก็ถูกนำตัวไปยังจวนที่ว่าการอำเภอเพื่อสอบปากคำด้วย
ถึงแม้จะแค่ถูกปรับเงินไปเล็กน้อย แต่หากเป็นเขาที่ต้องเข้าไปในจวนที่ว่าการอำเภอ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไรนั้น…ไม่อาจคาดคิดได้เลย
ฉินเหยาก็คิดถึงเรื่องนี้เช่นกันจึงเอ่ยเตือนหลิวจี้ “ตอนนี้เจ้ามีตำแหน่งศิษย์ของมหาบัณฑิตติดตัวอยู่ ต่อไปจะทำการสิ่งใดก็ควรจะคิดให้มากขึ้นหน่อย มิเช่นนั้นแล้ว ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเจ้าอาจจะถูกอาจารย์ของเจ้าขับออกจากสำนัก!”
ทันทีที่ฉินเหยาพูดจบ หลิวจี้ก็รีบถ่มน้ำลายลงพื้น “ถุย ถุย ถุย!” สามครั้งพลางกล่าวว่า “คำพูดของนางเชื่อถือไม่ได้นะขอรับ ท่านเจ้าที่เจ้าทาง เทพเซียนที่ผ่านไปมาทุกท่าน โปรดอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเลยนะขอรับ!”
ฉินเหยาได้แต่กลอกตามองบนอย่างจนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฟ้ายังไม่สางดี ประตูบ้านของฉินเหยาก็ถูกสองสามีภรรยาหลิวจ้งทุบเรียกแล้ว
ฉินเหยารู้ดีว่าพวกเขาร้อนใจเรื่องการเข้าเรียนของลูกสาวจึงไม่ได้ว่ากระไร เพียงแต่ตลอดทางนางมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แผ่รังสีอำมหิตจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ทำเอาคนที่อยู่บนรถม้าตลอดทางไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาสักนิด
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้สำนักศึกษาตระกูลติงประกาศหยุดเรียนสองวัน พวกต้าหลางจึงยังคงนอนหลับอยู่ที่บ้าน บนรถม้าจึงมีเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาและครอบครัวของหลิวจ้งสามคนเท่านั้น
ส่วนต้าเหมานั้นถูกฝากไว้ที่เรือนเก่า โดยมีนางจางคอยดูแลให้
สำหรับโรงอาหารในโรงงาน นางชิวก็ได้ไหว้วานคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันให้มาช่วยงานแทนช่วงเช้า โดยมอบค่าจ้างของวันนี้ให้แก่คนผู้นั้นไป
เมื่อเทียบกับเรื่องสำคัญของลูกสาวแล้ว ค่าจ้างเพียงวันเดียวไม่เอาก็ไม่เป็นไร
ผู้ที่กังวลกับเรื่องนี้หาได้มีเพียงสองสามีภรรยาหลิวจ้งไม่ ชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านต่างก็กำลังรอให้ตระกูลติงออกมาชี้แจงให้ทุกคนได้เข้าใจ
และผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้าคณะของฉินเหยานั้น…ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก
ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า แต่ลานกว้างหน้าศาลบรรพชนตระกูลติงก็เนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องคำตอบแล้ว
เมื่อวานได้ระบายอารมณ์กันไปพอสมควรแล้ว วันนี้ทุกคนจึงต้องการเพียงคำตอบที่ชัดเจนว่าการรับสมัครศิษย์นี้ ตกลงแล้วจะยังรับอยู่หรือไม่
เนื่องจากมีคนมากเกินไป ฉินเหยาจึงอยู่รอในรถม้ากับนางชิวและจินฮวาแล้วให้สองพี่น้องหลิวจี้และหลิวจ้งเข้าไปสืบหาข่าวในฝูงชน
น่าเสียดายที่บ้านทุกหลังของตระกูลติงต่างปิดประตูแน่นหนา ไม่มีผู้ใดออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
หลิวจี้ทนกลิ่นตัวผู้คนอันอบอวลเหม็นคลุ้งไม่ไหวจึงลากหลิวจ้งที่ยังไม่อยากจะกลับออกมายังหน้ารถม้าแล้วส่ายหน้าให้กับฉินเหยา “คนตระกูลติงไม่ออกมาเลยสักคน พวกเราอยู่ริมๆ รอดูก่อนแล้วกัน”
หลิวจ้งได้รับอิทธิพลจากฝูงชนที่กำลังโกรธแค้น ตอนนี้ในใจเขาก็พลุ่งพล่านไปด้วยโทสะ ถึงแม้จะเดินออกมาจากลานกว้างแล้วก็ยังไม่วายหันกลับไปตะโกนด่าอีกหนึ่งประโยค
“จะรับหรือไม่รับ พวกเจ้าตระกูลติงก็ออกมาให้คำตอบหน่อยสิ! ทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร! คิดว่าพวกเราจะยอมให้รังแกง่ายๆ รึไง!”
นางชิวร้องเรียกเขาอยู่สองสามครั้ง เขาจึงยอมหุบปากแล้วมานั่งลงบนคานลากรถม้าข้างหลิวจี้ สายตาก็จับจ้องไปยังทางศาลบรรพชนตระกูลติงไม่วางตา
การรอคอยครั้งนี้…ดำเนินไปจนกระทั่งตะวันลอยเด่นกลางศีรษะ
แต่คนที่ได้พบกลับไม่ใช่คนของตระกูลติง
ทว่ากลับเป็นใต้เท้านายอำเภอ!
สถานการณ์เริ่มน่าสนใจขึ้นมาทันที สองพี่น้องหลิวจี้และหลิวจ้งรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาจับตาดูอยู่ หลิวจี้คงจะพุ่งเข้าไปคารวะใต้เท้านายอำเภอเพื่อพยายามตีสนิทไปแล้ว
เมื่อมีเจ้าหน้าที่ทางการมาคอยควบคุมความเป็นระเบียบ ลานหน้าศาลบรรพชนตระกูลติงที่วุ่นวายมาตลอดทั้งช่วงเช้าในที่สุดก็สงบลง
คนตระกูลติงเมื่อได้ยินว่าใต้เท้านายอำเภอมาเยือน ผู้อาวุโสของตระกูลที่คอยดูแลกิจการต่างๆ หลายคนจึงถูกคนรุ่นหลังรีบร้อนหามเกี้ยวมา
ทันทีที่ผู้อาวุโสของตระกูลติงก้าวลงจากเกี้ยวก็ถูกนายอำเภอซ่งตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ตระกูลติงของพวกเจ้านี่ช่างมีบารมียิ่งใหญ่นัก! รับเงินอุดหนุนที่ราชสำนักจัดสรรมาให้ แต่กลับไม่สร้างสำนักศึกษา ไม่รับศิษย์ มิหนำซ้ำยังอาศัยสิทธิ์เข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ตำแหน่งนี้มาลักลอบรับสินบนและเปิดเผยข้อสอบอีก…”
เมื่อได้ยินคำถามไล่เลียงจากใต้เท้านายอำเภอทีละประโยค สีหน้าของคณะของฉินเหยาที่อยู่บนรถม้าก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้กระแอมไอออกมาเบาๆ สองครั้ง ทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังต่อไป เพื่อดูว่าเรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ แท้จริงแล้วยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรที่พวกเขาไม่รู้อีกบ้าง
ที่แท้แล้ว เงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนที่ราชสำนักจัดสรรลงมานั้น สำนักศึกษาตระกูลติงได้รับมากถึงหนึ่งร้อยตำลึง!
ที่แท้แล้ว เพียงแค่ไปรับเงินอุดหนุนที่จวนที่ว่าการอำเภอ ทางจวนก็จะมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่สำนักศึกษาตระกูลติงอีกยี่สิบตำลึง!
ดังนั้น เงินทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงที่สามารถใช้สร้างสำนักศึกษาใหม่ได้หลายแห่ง จ้างอาจารย์ได้อีกหลายคนและรับศิษย์ตามเกณฑ์อายุได้อีกหลายร้อยคน ตระกูลติงกลับนำมาเปิดรับสมัครเพียงห้าสิบตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อฟังข้อมูลเหล่านี้จบ สองสามีภรรยาฉินเหยาก็สบตากันอย่างรู้ใจ
หลิวจี้หยิบสายบังเหียนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ หันหัวรถม้ากลับแล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตรอย่างเงียบงัน
ในเวลาอันรวดเร็ว…รวดเร็วยิ่งนัก!
ที่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงก็เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น ทั้งการขว้างรองเท้า การทุบประตู การถ่มน้ำลาย ทั้งหมดนี้ต่างพุ่งเป้าไปยังเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลติงทั้งสิ้น