ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 423 ใครคือคนบ้า
ตอนที่ 423 ใครคือคนบ้า
ฉินเหยาหาได้โกรธไม่ ด้วยนางรู้ดีว่าผู้เฒ่าไม่ได้หมายถึงตน
นางจึงเอ่ยถามตามน้ำไปอย่างใคร่รู้ “ท่านอาจารย์ ใครคือคนบ้าหรือเจ้าคะ”
อันที่จริงฉินเหยาอยากจะถามว่า ที่ท่านอาจารย์พูดถึงใช่ฮองเฮาหรือองค์หญิงใหญ่หรือไม่
แต่แล้วก็พลันคิดได้ว่า ตนเป็นเพียงหญิงบ้านนอก จะไปรู้จักบุคคลชั้นสูงเหล่านี้ได้อย่างไร ทั้งยังไม่กล้าคาดเดาถึงเหล่าผู้สูงศักดิ์จึงไม่ได้เอ่ยถามออกไป
ทันใดนั้น กงเหลียงเหลียวก็เอ่ยขึ้น “ดูเหมือนจะหิวเสียแล้ว”
เอาเถอะ ช่างเป็นการเปลี่ยนเรื่องที่แข็งทื่อเสียจริง
ฉินเหยาจึงไม่เซ้าซี้ต่อพยักหน้ารับแล้วเข็นรถพาท่านกลับเรือน ก่อนจะเรียกอาวั่งให้เตรียมมื้อค่ำ
คืนนี้มีคนร่วมโต๊ะอาหารหลายคน หลังจากปลุกหลิวจี้ให้มาดูแลกงเหลียงเหลียวแล้ว ฉินเหยาเองก็เข้าไปช่วยงานในครัว
วันนี้หลิวจ้งไปรับเด็กๆ ที่สำนักศึกษา อาวั่งจึงได้อยู่ช่วยงานที่เรือน
นับตั้งแต่จินฮวาเข้าสำนักศึกษา หลิวจ้งก็เริ่มสลับกับอาวั่งไปรับไปส่งเด็กๆ
อย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรีเพียงคนเดียวในบ้าน หลิวจ้งผู้เป็นบิดาจึงย่อมเป็นห่วงมากกว่าเป็นธรรมดา
ตอนที่จินฮวาไปสำนักศึกษาใหม่ๆ หลิวจ้งนั้นหากไม่กังวลว่าบุตรีของตนจะถูกรังแกก็กังวลว่านางจะหัวทึบเรียนไม่ทันจนถูกอาจารย์ตำหนิเอาได้
สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวจึงขอสลับกับอาวั่งไปรับส่งบุตรีด้วยตนเอง
หากที่โรงงานยุ่งมากก็จะให้อาวั่งไป แต่หากไม่ยุ่งเท่าใด หลิวจ้งก็จะไปรับส่งด้วยตนเองทั้งเช้าและเย็น
พอมีหลิวจ้งมาช่วยอีกแรง อาวั่งก็สบายขึ้นมาก แปลงผักที่ไม่มีเวลาลงมือเสียทีก็ได้เริ่มปลูกพืชผักตามฤดูกาล เขียวขจีชอุ่มเต็มไปหมด มองแล้วน่าชื่นใจยิ่งนัก
นับตั้งแต่อาวั่งมาอยู่ที่นี่ ครอบครัวฉินเหยาก็แทบไม่ต้องซื้อผักจากชาวบ้านในหมู่บ้านอีก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเล็กน้อย
วันนี้คนกินข้าวเยอะ อาวั่งจึงไม่คิดจะทำอะไรที่พิถีพิถันมากนัก
ส่วนกับข้าวคือจับฉ่ายหม้อใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือผัก เต้าหู้ หรือไส้กรอกก็ใส่ลงไปทั้งหมด ปรุงรสอย่างหนักมือ ผัดด้วยไฟแรงจนสุกราวหกส่วน จากนั้นจึงเติมน้ำแกงกระดูกที่เคี่ยวไว้เมื่อเช้าลงไปหลายกระบวย ปิดฝาเคี่ยวต่ออีกหนึ่งเค่อ
สุดท้ายจึงเปิดฝาเทน้ำปรุงรสที่ผสมเตรียมไว้ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย กลิ่นหอมก็ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน กระตุ้นให้ทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างพากันกลืนน้ำลาย
เด็กๆ กลับจากสำนักศึกษาแล้ว ฉินเหยาจึงพาพวกเขาไปจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้และถ้วยชามตะเกียบ
อาวั่งยกโจ๊กขาวข้นๆ และหมั่นโถวลูกขาวอวบอิ่มนุ่มฟูมาตั้งบนโต๊ะพร้อมด้วยผักดองรสเลิศจานใหญ่ไว้แก้เลี่ยน
กับข้าวหม้อใหญ่ถูกตักตามมา แบ่งเป็นที่ลานบ้านหม้อหนึ่งและในเรือนอีกหม้อหนึ่ง
เพียงรอกงเหลียงเหลียวขยับตะเกียบ เสียงเคี้ยวอาหารคำโตก็ดังขึ้นทั่วทั้งลาน
จับฉ่ายหม้อใหญ่ที่มีสารพัดผักและเนื้อ ไม่ว่าจะกินกับโจ๊กหรือหมั่นโถวก็ล้วนเจริญอาหารทั้งสิ้น
อาหารที่จัดวางอย่างประณีตงดงาม กงเหลียงเหลียวได้กินอยู่ที่ตระกูลเฮ่อมาสามเดือนเต็มแล้ว บัดนี้สิ่งที่เขาคิดถึงที่สุดก็คืออาหารบ้านๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งยกออกจากเตาของบ้านฉินเหยาเช่นนี้แหละ
ทั้งโจ๊กและหมั่นโถวล้วนอ่อนนุ่มกินง่าย ส่วนจับฉ่ายหม้อใหญ่ก็ตอบสนองความอยากอาหารของคนหนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี เป็นเพียงมื้ออาหารเรียบง่ายมื้อหนึ่ง แต่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่กลับกินได้อย่างเกษมสำราญ
ยิ่งได้ร่ำสุราจอกน้อยกับซานเอ๋อร์ของเขาพลางหยอกล้อกับเจ้าแฝดที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะคู่นั้นอีก ช่างเป็นชีวิตที่สุขสันต์ราวกับเซียน!
ซานหลางเพิ่งจะถูกกงเหลียงเหลียวป้อนสุราให้ครึ่งคำ เจ้าหนูโง่ไม่เหมือนซื่อเหนียงที่รู้จักวิ่งหนี แต่กลับยื่นหน้าเข้าไปลองชิมอย่างใคร่รู้ ตอนนี้เลยสำลักจนวิ่งวุ่นไปทั่วห้อง น้ำตาไหลพราก
หลิวจี้และกงเหลียงเหลียวเห็นแล้วก็หัวเราะลั่น แต่เพราะเกรงใจฉินเหยาที่อยู่ด้วยจึงไม่กล้าหัวเราะเสียงดังเกินไป พอเห็นใบหน้าแดงก่ำของเด็กน้อยก็รีบให้ต้าหลางไปหาน้ำแกงเย็นๆ มาให้เขาดื่ม
ต้าหลางเหลือบมองบิดาของตนอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็จำใจลุกขึ้นพาน้องเล็กไปที่ครัวเพื่อหาน้ำแกงเย็นที่เหลือจากเมื่อเช้ามาดับรสเผ็ดร้อนของสุรา
พอกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ซานหลางก็เอาแต่หลบหน้าบิดาและท่านอาจารย์แต่ไกล
ด้วยเหตุนี้ หลิวจี้จึงต้องงอนง้ออยู่สามวันเต็ม ทั้งยังให้สัญญาว่าจะซื้อถังหูลู่ให้หนึ่งร้อยไม้ ลูกชายคนเล็กจึงยอมคืนดีด้วย
เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็ประคองกงเหลียงเหลียวกลับไปยังเรือนปทุม
เมื่อกงเหลียงเหลียวได้กลับเข้าสู่เรือนปทุมก็เปรียบดั่งปลาที่ได้คืนสู่สายน้ำ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างหาที่ใดเปรียบ
เขาสั่งให้บ่าวไพร่ต้มน้ำร้อนสองหม้อใหญ่แล้วลงไปอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ในห้องอาบน้ำที่ออกแบบไว้สำหรับตนโดยเฉพาะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่สะใจพอจึงพยักพเยิดหน้าให้หลิวจี้ไปทางหีบไม้ใต้เตียงอย่างมีลับลมคมนัย
ศิษย์อาจารย์ย่อมรู้ใจกันดี หลิวจี้ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่ง รีบมุดลงใต้เตียงแล้วลากหีบไม้ที่วางทิ้งไว้หลายเดือนออกมา
พอเปิดออกดูก็พบสุราชั้นเลิศห้าไหเล็กที่ยังไม่ทันเปิดผนึกก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมา กำลังนอนรอให้เขาลิ้มลองอย่างสงบนิ่งอยู่ในหีบ
หลิวจี้กลัวว่าหากดื่มมากไปกลับบ้านจะถูกลงโทษจึงหยิบออกมาเพียงไหเดียว เทน้ำชาในกาบนโต๊ะทิ้งแล้วรินสุราใส่เข้าไปแทน จากนั้นจึงหิ้วกาน้ำชาพร้อมถ้วยชาสองใบเดินยิ้มร่าเข้าไปในห้องอาบน้ำ
เมื่อไม่ต้องเกรงใจตระกูลเฮ่อ ทั้งฉีเซียนกวนก็ไม่อยู่ สองศิษย์อาจารย์จึงปล่อยตัวเต็มที่ พลางแช่น้ำอุ่น พลางดื่มสุราคุยโอ้อวดกันไป
กงเหลียงเหลียวดูเหมือนอยากจะระบายความอึดอัดเก็บกดตลอดสามเดือนที่อยู่ที่ตระกูลเฮ่อออกมาให้หมด เขายกสุราซดรวดเดียวสามจอก ก่อนจะเรอออกมาอย่างพึงพอใจ จากนั้นอารมณ์สุนทรีย์ก็พลุ่งพล่านขึ้นมา แต่งบทกวีเซียวเหยาที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการหลุดพ้นออกมาบทหนึ่ง
หลิวจี้ยกจอกสุราขึ้นจ้องมองชายชราที่ขาทั้งสองข้างพิการผู้ที่มีความสุขตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ความรู้สึกนับถือพลันผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ชีวิตตกอับถึงเพียงนี้ แต่กลับยังสามารถเบิกบานใจได้ถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มสามัญเช่นเขายอมรับว่าตนไม่มีจิตใจที่กว้างขวางเช่นนี้ได้
แต่หากวันใดวันหนึ่งเขาก้าวหน้าเฟื่องฟูแล้วกลับต้องร่วงหล่นจากจุดสูงสุดก็คงจะนึกถึงภาพในยามนี้เป็นแน่
บางที อาจจะมีกำลังใจที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
…
หลิวจี้อยู่ในเรือนปทุมจนดึกดื่นจึงค่อยกลับบ้าน
ยามนี้เด็กๆ เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ฉินเหยาและอาวั่งก็เก็บกวาดงานบ้านที่หลงเหลือจากมื้อค่ำใหญ่เรียบร้อย ต่างแยกย้ายกลับห้องของตน
แต่เสียงเปิดประตูรั้วก็ยังดังเข้าหูของฉินเหยาจนได้
ประตูห้องนอนใหญ่แง้มเปิดออกครึ่งหนึ่ง ฉินเหยายืนอยู่ที่ประตู มองหลิวจี้ที่กำลังด้อมๆ มองๆ อุ่นข้าวเย็นกินอยู่ในครัวแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เหตุใดจึงไปนานถึงเพียงนี้”
หลิวจี้ไม่ทันได้สังเกตเห็นนางเลย เสียงถามที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้คนที่กำลังร้อนตัวเหมือนขโมยถึงกับสะดุ้งโหยง มือไม้สั่นจนเกือบจะทำชามข้าวเย็นที่กำลังจะนำไปอุ่นคว่ำลงบนเตา
หลังจากรีบประคองชามไว้มั่นแล้ว หลิวจี้ก็หันกลับไป เห็นฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูห้องนอน กำลังมองมาที่ตนด้วยความสงสัย
หลิวจี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อยู่ไกลถึงเพียงนี้ นางคงไม่ได้กลิ่นสุราบนตัวเขาหรอก
“ท่านอาจารย์จะอาบน้ำ ข้าไม่วางใจให้ผู้อื่นปรนนิบัติก็เลยชักช้าไปบ้าง” หลิวจี้อธิบายอย่างจริงจัง
ในตอนนั้นเอง ปลายจมูกของฉินเหยาก็ขยับฟุดฟิดอยู่หลายครั้ง
หลิวจี้รีบเดินไปแง้มปิดประตูครัว พลางอธิบายว่า “ข้าหิวเล็กน้อย เลยมาอุ่นมื้อดึกกิน เดี๋ยวพอกินเสร็จก็จะกลับห้องไปนอนแล้ว ไม่คิดว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเมียจ๋า ข้าจะปิดประตูเดี๋ยวนี้ จะทำอะไรเบาๆ เมียจ๋าเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนต่อเถอะ”
ฉินเหยามองเขาอย่างเคลือบแคลง ร่างกายกว่าครึ่งของเขาซ่อนอยู่หลังประตูครัวทำให้มองไม่ถนัด ประกอบกับแสงเทียนในครัวก็สลัว ฉินเหยาจึงไม่เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของหลิวจี้
แต่สุราที่กงเหลียงเหลียวซ่อนไว้นั้นเป็นสุราชั้นเลิศ กลิ่นจึงหอมเข้มข้น ฉินเหยาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้กลิ่นสุราที่ลอยโชยมาเป็นระลอก
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่ามกลางสายตาอันประหม่าของหลิวจี้ นางก็หันหลังกลับปิดประตูห้องแล้วเข้านอนไป
เมื่อเห็นแสงเทียนในห้องของนางดับลง หลิวจี้ที่อยู่หลังประตูครัวก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
อาจเพราะความร้อนตัวหรืออาจเพราะมโนธรรมอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่คอยทิ่มแทง วันรุ่งขึ้นหลิวจี้จึงรีบตื่นแต่เช้าตรู่ คัดลอกบทกวี ‘เซียวเหยา’ที่ท่านอาจารย์แต่งขึ้นเมื่อคืนตอนอารมณ์ดีเพราะฤทธิ์สุรา
เขาตั้งใจจะนำมันไปติดไว้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อช่วยส่งเสริมโครงการใหญ่ในการปรับปรุงหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฉินเหยากำลังตั้งอกตั้งใจทำอยู่