ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 510 เขาให้เยอะเกินไปจริงๆ
ตอนที่ 510 เขาให้เยอะเกินไปจริงๆ
ซ่งจางพยักหน้าแสดงความเข้าใจ เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังจะไปแล้วหวังจิ่นยังคงอ้ำอึ้งไม่ยอมพูด ในที่สุดก็ทน ‘ความนิ่ง’ ของหนุ่มน้อยหวังจิ่นไม่ไหว เอ่ยถามเสียงร้อนรน
“ไม่สู้พาลูกๆ ไปนั่งเล่นที่บ้านข้าสักหน่อยดีหรือไม่ พี่สาวทำขนมอร่อยๆ ไว้ไม่น้อยเลย จะได้ให้เด็กๆ กินแก้ตกใจ”
พูดพลางเดินไปยังประตูใหญ่
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงรีบทำความเคารพ “คารวะท่านนายอำเภอ!”
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้ไม่ได้สวมชุดขุนนาง เรียกข้าว่าท่านลุงซ่งจะดีกว่า” ซ่งจางลูบศีรษะเล็กๆ ของคนทั้งสองพลันเหลือบไปเห็นรอยแดงที่ลำคอของสองพี่น้องก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “นี่ไปโดนอะไรมา”
สองพี่น้องก้มหน้าลงอย่างอึดอัด ซื่อเหนียงจึงพูดเสียงเบาว่า “ไม่ระวังจึงถูกโจรทำร้ายเข้าเจ้าค่ะ…”
เอ้อร์หลางทำท่าทางราวกับผู้ใหญ่เก็บงำความลับอย่างนั้น ทำให้ซ่งจางไม่กล้าซักไซ้ต่อ
ได้แต่ห่วงใยอาการบาดเจ็บของทั้งสองคนว่าได้ไปหาหมอแล้วหรือไม่
“เป็นแค่แผลเล็กน้อยขอรับ อีกสองวันก็หายแล้ว” เอ้อร์หลางเหลือบมองท่านแม่แวบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างระมัดระวัง
ซ่งจางลูบจมูกของตน ทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่อง ชวนทั้งสองคนไปกินขนมที่บ้านตน
จะว่าชวนก็ไม่เชิง สู้บอกว่าลากไปเสียดีกว่า ยังไม่ทันรอให้สองพี่น้องตอบว่าจะไปหรือไม่ก็จับมือเด็กน้อยคนละข้างแล้วยิ้มพลางเดินไปยังบ้านของตน
กระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เด็กน้อยทั้งสองคนย่อมต้านทานไม่ไหว หันกลับไปเห็นท่านแม่กับผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นหน้าอีกคนหนึ่งตามมาแล้วพวกเขาจึงถูกจูงแกมผลักเข้าไปในตระกูลซ่งเพื่อกินขนมหวานแสนอร่อย
เด็กน้อยสองคนกินขนมอยู่ในห้องโถงเล็ก ส่วนผู้ใหญ่สามคนยืนอยู่ด้านนอกโถง ตากแดดร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน บรรยากาศน่าอึดอัด
ส่วนใหญ่แล้วเป็นซ่งจางที่อึดอัด
เมื่อถูกขนาบอยู่ระหว่างคนสองคน เขาก็อยากจะเป็นลมแดดสลบไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
น่าเสียดายที่ร่างกายแข็งแรงเกินคาดแล้วเขาจะทำอะไรได้อีกเล่าก็ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อนน่ะสิ
“ฉินเหนียงจื่อ สองสามวันนี้พอจะมีเวลาว่างหรือไม่” ซ่งจางยิ้มถามราวกับเป็นการพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป
ฉินเหยาเหลือบมองหวังจิ่นที่เบือนหน้าหนีไม่มองนาง เอาแต่จ้องมองใบไม้สีเขียวในลานบ้านแล้วเอ่ยตอบว่า “ไม่มี”
ซ่งจางหายใจสะดุด หวังจิ่นที่กำลังมองหญ้าอยู่ตัวแข็งทื่อเล็กน้อย
ฉินเหยาหัวเราะเยาะออกมา ตามใจจนเสียนิสัย!
นางก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องโถงเล็ก ลูบศีรษะของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงแล้วถามอย่างอ่อนโยนว่า “กินอิ่มแล้วหรือยัง ถ้าชอบก็กินเยอะๆ หน่อย”
สองพี่น้องเป็นเด็กมีไหวพริบจึงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากจนสะอาด ลุกขึ้นบอกว่ากินอิ่มแล้ว “ขอบคุณท่านลุงซ่งขอรับ/เจ้าค่ะ”
ซ่งจางวิ่งเหยาะๆ เข้ามา รีบบอกว่าไม่ต้องเกรงใจแล้วถามว่าจะลองชิมอย่างอื่นอีกหรือไม่
ซื่อเหนียงโบกมือ “ไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะท่านลุงซ่ง พวกเรากินอิ่มแล้ว”
นางตบพุงน้อยๆ ป่องๆ ของตน กินไม่ลงแล้วจริงๆ
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” ฉินเหยาพยักหน้าให้ซ่งจางแล้วยกเท้าจากไป
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงตามไปอย่างว่าง่าย พอเดินผ่านข้างกายหวังจิ่นก็ไม่ลืมที่จะทำความเคารพเขา จากนั้นจึงวิ่งตามฉินเหยาที่เดินนำหน้าไปไกลแล้ว แม่ลูกสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานออกจากจวนซ่ง
ซ่งจางโกรธจนถลึงตาใส่หวังจิ่น กำลังจะวิ่งตามไปก็ถูกหวังจิ่นรั้งไว้
ซ่งจางไม่เข้าใจ “ใต้เท้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
หวังจิ่นทำท่าทางเหมือนถูกล่วงเกินพลันตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธว่า “ผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ข้าว่าเป็นเพราะท่านนายอำเภอตามใจจนเคยตัว นางอยากจะไปก็ปล่อยนางไปสิ!”
ซ่งจางเบิกตากว้าง นี่มันอะไรกัน
ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นหวังจิ่นขยิบตา ซ่งจางงุนงงไปหมด แต่ก็ทำได้เพียงระงับใจไว้ก่อน
ตอนกลางคืน ทั้งสองคนยังคงนอนห้องเดียวกัน
ซ่งจางเปลี่ยนเป็นชุดชั้นในที่สบายและบางเบาเตรียมจะนอนแล้วจึงพบว่าคนที่นอนด้วยกันไม่เพียงแต่ไม่ถอดเสื้อผ้า แต่กลับเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีดำทะมึนสำหรับพรางตัวยามราตรี
“ใต้เท้าจะไปที่ใดหรือขอรับ” ซ่งจางถามอย่างประหลาดใจ
หวังจิ่นทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า “หมู่บ้านตระกูลหลิว” แล้วก็หายไปจากห้อง
ซ่งจางดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ที่แท้คนหน้าหนาไร้ยางอายบางคนก็ไม่ใช่ว่าไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องผู้อื่น แต่เพื่อสร้างภาพลวงตาให้คนนอกเห็นว่าฉินเหยาปฏิเสธพวกเขาต่างหาก
“เฮือก” ซ่งจางสูดลมหายใจเข้าลึก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าหวังจิ่นยังมีส่วนที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง
อย่างน้อยเขาก็รู้จักรักษาสัญญา
เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นฉินเหยาที่คอยตามคุ้มกันอยู่อย่างลับๆ
แน่นอนว่า เงื่อนไขคือฉินเหนียงจื่อต้องยอมตกลงด้วย
แต่พอนึกถึงสีหน้าไม่น่าดูของฉินเหยาเมื่อตอนกลางวัน ซ่งจางก็แอบเหงื่อตกแทนหวังจิ่น
เพราะเท่าที่เขารู้ ฉินเหยาไม่ใช่คนที่เงินทองจะหว่านล้อมได้ง่ายๆ
…
ทางด้านนั้น หวังจิ่นเพิ่งจะถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ยังไม่ทันได้เข้าหมู่บ้านก็ถูกฉินเหยาใช้กระบองฟาดตกจากหลังม้า ทันใดนั้นดาบเล่มหนึ่งก็จ่ออยู่ที่ลำคอ!
ม้าร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ หวังจิ่นรีบผิวปากปลอบใจ ม้าจึงไม่ได้ทิ้งเขาไป
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าเอง!” หวังจิ่นรีบเปิดหมวกบนศีรษะของตนออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงแล้วรีบอธิบาย
ฉินเหยาแค่นเสียง “มิเช่นนั้นใต้เท้าคิดว่าคนที่ข้าดักรออยู่คือผู้ใดเล่า”
หวังจิ่นชะงักไป นางเดาได้ว่าเขาจะมาจริงๆ
ดังนั้น นี่คือคิดจะซ้อนแผน สังหารเขาในถิ่นของตนเองอย่างนั้นหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วมองไปยังดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของฉินเหยา หวังจิ่นก็หายใจสะดุด รีบอธิบาย
“ฉินเหนียงจื่อโปรดระงับโทสะ ข้าเองก็ถูกบีบบังคับจึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้ฮูหยิน หวังจิ่นขออภัยฮูหยิน ณ ที่นี้ หวังว่าฮูหยินผู้มีใจกว้างขวางจะไม่ถือสาคนต่ำต้อย ยกโทษให้ข้าในครั้งนี้ด้วย”
พูดจบก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เลื่อนดาบยาวหนึ่งเมตรที่จ่ออยู่บนคอของตนเองออก
พอดาบถูกวางลง หวังจิ่นก็รีบถอยห่างออกไปไกลห้าเมตรทันที ก่อนที่ฉินเหยาจะยกดาบขึ้นมาสังหารอีกครั้ง เขาก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสาน ค้อมกายลง คารวะเต็มพิธี
เสียง “ตึง” ดังขึ้น ดาบยาวถูกปักลงบนพื้นอย่างแรง ทำให้พื้นใต้เท้าสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ
หวังจิ่นถอยหลังไปอีกสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นฉินเหยาถือดาบนิ่งอยู่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เขาเล่าเรื่องที่ตนเองต้องนำหลักฐานหนึ่งหีบใหญ่มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของจังหวัดจื่อจิงเพื่อสมทบกับกองกำลังเสริมออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“นายอำเภอซ่งบอกว่า ฉินเหนียงจื่อเป็นวีรสตรีผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของราษฎรนับหมื่นนับแสน ฉินเหนียงจื่อย่อมไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ไม่คล้อยตามเขา ยกดาบยาวในมือขึ้นแล้วถามต่อว่า “คนที่พวกท่านกำลังสืบสวนอยู่เป็นใครกันแน่”
หวังจิ่นลอบรวบรวมลมปราณ เตรียมพร้อมที่จะถอยทุกเมื่อแล้วจึงกล่าวว่า “รู้มากไปไม่ดีต่อเจ้า”
“ข้าอยากรู้!” น้ำเสียงของฉินเหยาแข็งกร้าวขึ้น “หากไม่พูดก็ไม่ต้องพูดอีกเลยตลอดกาล ข้าย่อมมีวิธีรู้ได้เอง”
หวังจิ่น “วิธีอะไร”
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปที่ศีรษะของเขา
หวังจิ่นเกลียดปากช่างซักของตัวเองนัก ไม่รู้จะถามนางมากขนาดนี้ไปทำไม!
แววตามืดลง ดูแล้วเหมือนจะสงบนิ่ง แต่จริงๆ แล้วในใจร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง
ชั่วชีวิตนี้เขาไม่มีทางลืมความน่าสะพรึงกลัวของศีรษะสามสิบศีรษะที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบในห้องเก็บศพของจวนที่ว่าการอำเภอ
ดังนั้น ยอมเป็นศัตรูกับคนทั้งใต้หล้า ยังดีกว่าเป็นศัตรูกับนาง
ดูท่าแล้ว คงต้องใช้ไม้ตาย
หวังจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเจ็บปวดใจ ท่ามกลางสายตาอันตรายของฉินเหยา เขาหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
แล้วยื่นออกไปหนึ่งใบอย่างลองเชิง
ไอสังหารในดวงตาของฉินเหยาเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม “เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่หรือ?!”
หวังจิ่นเพิ่มให้อีกสองใบ
ฉินเหยานิ่งไม่ไหวติง
หวังจิ่นเพิ่มอีกสามใบ
ดวงตาฉินเหยาเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย ไอสังหารลดลงเล็กน้อย
หวังจิ่นกัดฟัน ยื่นปึกที่อยู่ในมือทั้งหมดออกไป “ห้าร้อยตำลึง!”
ฉินเหยารับตั๋วเงินมาอย่างสงสัย ตรวจสอบทั้งหมดกับแสงจันทร์อีกครั้ง
ถูกต้องครบถ้วน
นางเก็บเข้าอกเสื้อ
นางเองก็อยากจะปฏิเสธอยู่หรอก แต่ว่า…
เขาให้เยอะเกินไปจริงๆ!