ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 172 หลักการอันยิ่งใหญ่คือที่สุดแห่งความเรียบง่าย
นี่…เลื่อนขั้นแล้ว?
ปีศาจหมีดำจ้องมองปีศาจหมูป่าอย่างตกตะลึง ปากอ้ากว้าง ดวงตาแทบจะเหลือกขึ้นข้างบน
ปีศาจตนอื่นก็ไม่ต่างกันมากนัก ตะลึงงัน ตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้น
“นี่…ข้า…”
ปีศาจหมูป่าเองก็มีสีหน้างุนงง หลังจากเกิดความรู้สึกเหลือเชื่อครู่หนึ่ง ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “กะหล่ำปลีนี่มีทำนองมรรคาแฝงอยู่จริงๆ! นอกจากนี้ร่างกายข้ายังถูกสายฟ้าชำระล้าง สองอย่างรวมกัน จึงทำให้ทะลวงถึงขั้นเฟินเสิน?”
“น่ะ น่ะ นี่…”
ปีศาจอสรพิษเขียวริษยาจนแทบจะกรีดร้องร่ำไห้ “หากรู้แต่แรกข้าคงไปบังสายฟ้าเองแล้ว ใครจะรู้ว่ามีผลดีมากมายเช่นนี้!”
“ข้าน่าจะรู้แต่แรก ข้าน่าจะรู้แต่แรก!”
ปีศาจหมีดำสั่นหัวทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ “ปรมาจารย์ที่ใต้เท้าต๋าจี่นับถือเป็นเจ้านายมีหรือจะธรรมดา? ช่วยเขาทำงานก็น่าจะให้พรเป็นสิ่งตอบแทน ฮือๆๆ พลาดไปแล้ว ข้าพลาดไปแล้ว ข้า นี่มันหมูจริงๆ!”
ปีศาจหมูป่าจ้องเขม็ง “อย่างเจ้าน่ะเรอะ! เป็นหมู? รอชาติหน้าเถอะ”
…
อารามเต๋าหลินเซียน
บรรดาศิษย์มากมายนับไม่ถ้วนต่างเดินทางกลับมา ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
สิ่งต่างๆ ภายในสำนักก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มีผ้าขาวแขวนอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งยังมีเสียงบรรเลงดังออกมาจากด้านใน พร้อมกับเสียงร่ำไห้ ตามสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงอันแสนเศร้าล่องลอยไปไก กล
ฉินม่านอวิ๋นและผู้อาวุโสทั้งสี่ของอารามเต๋าหลินเซียนยืนอยู่กลางห้องโถง มองดูโลงศพตั้งอยู่ตรงกลางอย่างเศร้าสร้อย
ภายในเป็นเสื้อผ้าชุดโปรดของเหยาเมิ่งจีและสิ่งของอีกเล็กน้อย ถือว่าเป็นสุสานเสื้อผ้า
ด้านหน้าโลงศพ ฉินม่านอวิ๋นทำหน้าที่เผากระดาษ ผู้อาวุโสทั้งสี่คนจัดเตรียมให้ศิษยานุศิษย์จุดธูปทีละคน
ฉินม่านอวิ๋นปาดน้ำตา พูดอย่างเศร้าโศก “ท่านอาจารย์ ไปสบายนะเจ้าคะ! ม่านอวิ๋นจะเก็บคำสอนของท่านไว้ในใจเสมอ ดูแลอารามเต๋าหลินเซียนให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป”
เวลานี้ ลำแสงสายหนึ่งพุ่งมาจากระยะไกล สามารถสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของเจ้าของลำแสง
“ใกล้ถึงอารามเต๋าหลินเซียนแล้ว หากพวกฉินม่านอวิ๋นเห็นว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ คงจะแปลกใจมากทีเดียว ฮ่าๆๆ…”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เหยาเหมิงจีก็อดยิ้มไม่ได้ “เอ๊ะ? ทำไมอารามเต๋าหลินเซียนถึงได้ครึกครื้นเช่นนี้? หรือพวกเขาจะรู้ว่าข้ายังไม่ตาย เลยเตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง?”
เหยาเมิ่งจีอดไม่ได้ที่จะเร่งความเร็ว
วินาทีถัดมา ใบหน้าเขากลับตะลึงงัน
งานศพ? งานศพใคร?
“ประมุขอาราม ท่านตายอย่างอนาถยิ่งนัก ฮือๆๆ ไปดีนะขอรับ”
“ได้ยินมาว่าประมุขอารามตายอย่างน่าสังเวช ถูกฟ้าผ่าเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่กระดูกก็ยังเป็นสีดำ!”
“ยิ่งกว่านั้น ข้าได้ยินมาว่าประมุขอารามระเบิดเป็นผุยผง แม้แต่ศพก็ไม่เหลือไว้ ถึงได้ใช้โลงศพเสื้อผ้า”
“อย่างไรก็มีแต่คำว่าน่าอนาถ ประมุขอาราม ท่านไปอย่างสงบเถิดนะ…”
…
ใบหน้าเหยาเมิ่งจีดำมืดโดยสมบูรณ์ แทบจะกัดฟันคำราม “ฉินม่านอวิ๋น โจวต้าเฉิง ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
ด้วยเสียงนี้ อารามเต๋าหลินเซียนที่เดิมทียังวุ่นวายกลับเงียบสงัด เสียงร้องไห้หยุดชะงัก
ทุกคนตกตะลึง เงยหน้ามองไปบนฟ้า
กลับเห็นชายชราร่างโทรม เสื้อผ้าขาดวิ่น มีรอยดำทั่วร่างกาย ลอยอยู่กลางอากาศด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยวถมึงทึง
นั่นมัน…ประมุขอาราม?
ทันใดนั้นลำแสงหลายสายก็พุ่งออกมาจากห้องโถง ต่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“อาจารย์!?”
“ประมุขอาราม?!”
“เจ้ายังไม่ตาย?”
“ต่อให้ข้าตาย! ข้าบอกให้พวกเจ้าจัดงานศพหรือ? ข้าหายไปไม่นานเท่าไหร่ พวกเจ้าก็จัดกันแล้ว?” เหยาเมิ่งจีโกรธจนหนวดเคราผมเผ้าชี้ตั้ง “พวกเจ้าอยากแช่งให้ข้าตายจริงๆ ใช่ไหม?”
เพื่อที่ตนจะรีบกลับมา จึงไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว ก็เพราะต้องการบอกข่าวดีกับพวกเขาเป็นอย่างแรก ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นฉากนี้
ถึงตนไม่ตายก็เกือบจะถูกทำให้โมโหตายแล้ว!
โจวต้าเฉิ่งเอ่ย “เจ้าไม่ได้พูดเองเรอะว่าเจ้าตายแน่? กระทั่งศพก็ไม่ให้พวกเราเก็บ”
“เจ้า เจ้า!” เหยาเมิ่งจีแทบจะกระอักเลือด ชี้โจวต้าเฉิงด้วยมือที่สั่นเทา จุกในอก “ด่านตู้เจี๋ยของข้ายังไม่ทันจบเลย อย่างน้อยก็ให้แน่ใจก่อนค่อยจัดสิ!”
“ในเมื่อตายแน่แล้ว พวกเราก็เตรียมการล่วงหน้า กันไว้ดีกว่าแก้”
“อั่ก!”
ครั้งนี้เหยาเมิ่งจีกระอักเลือดออกมา “สารเลว ไอ้สารเลว!”
“เอาล่ะ ท่านเจ้าสำนัก จะตำหนิพวกเราเรื่องนี้ก็ไม่ได้ ท่านเองยึดมั่นในเจตจำนงของตนเองแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรได้?” ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะ “นี่ก็หาใช่เรื่องใหญ่โตร้ายแรง ทุกคนแค ค่ล้อเล่นเท่านั้น ท่านไม่ตายก็สมควรฉลอง พวกเราจะให้คนมาเปลี่ยนผ้าขาวเป็นผ้าแดง”
เหยาเมิ่งจีฮึดฮัด “หึ ฉลองอะไร? รอข้าตายค่อยฉลองยังไม่สาย”
โจวต้าเฉิงกล่าว “เจ้าจะโกรธบ้าบออะไร! รู้ไหมเจ้าหลอกให้ข้าเสียน้ำตาไปเท่าไหร่? ข้าไม่ได้ร้องไห้มาเป็นพันปีแล้ว แสนจะล้ำค่า!”
ผู้อาวุโสที่สามก็หัวเราะร่า “ชิ ของข้านี่น้ำตาลูกผู้ชาย ล้ำค่ายิ่งกว่า!”
ผู้อาวุโสที่สี่ถามด้วยความสงสัย “ท่านเจ้าสำนัก รีบบอกข้ามา ทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงเช่นนั้นท่านรอดมาได้อย่างไร?”
“ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปรมาจารย์ที่ยื่นมือช่วยเหลือใช่หรือไม่?” ฉินม่านอวิ๋นกล่าว
“ใช่แล้ว เป็นปรมาจารย์!”
เหยาเมิ่งจีพยักหน้ายิ้ม “พวกเจ้าไม่มีทางจะจินตนาการได้เลยว่าปรมาจารย์ช่วยข้าได้อย่างไร”
ในแววตาของเขามีความชื่นชมอย่างประหลาดใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อใดที่นึกถึงฉากนั้น เขาก็จะรู้สึกทึ่งถึงขีดสุด
เหยาเมิ่งจีสูดหายใจ แล้วเอ่ยต่อ “ปรมาจารย์ได้สร้างของวิเศษที่เรียกว่าสายล่อฟ้า! สิ่งนั้นไม่มีการไหลเวียนของพลังปราณแม้แต่น้อย ดูไปแล้วก็เหมือนของธรรมดา ทว่ากลับมีผลในการดึ งดูดสายฟ้า ปรมาจารย์ผูกมันไว้บนตัวของปีศาจหมูตัวหนึ่ง ดูดกลืนทัณฑ์สวรรค์ไปจนหมดสิ้น”
ผู้อาวุโสใหญ่ตกตะลึง “เป็นเช่นนี้จริงหรือ? เช่นนั้นมันก็เรียกได้ว่าเป็นมือปราบทัณฑ์สวรรค์น่ะสิ!”
โจวต้าเฉิงหัวเราะฮ่าๆ “ปรมาจารย์ทำสิ่งใดข้าล้วนเชื่อ ระดับพลังของเขาไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะจินตนาการได้”
ผู้อาวุโสที่สามกล่าว “หากเป็นเช่นนั้น ปีศาจหมูนั่นก็ต้องตายแล้วใช่หรือไม่?”
“สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดอยู่ตรงนี้ล่ะ!” เหยาเมิ่งจีเกือบจะพูดอย่างสั่นระริก “ปีศาจหมูตัวนั้นแม้ได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่กลับไม่ร้ายแรงถึงชีวิต! ไม่รู้ว่าสายล่อฟ้านั่นใช้วิธีใดทำใ ให้ทัณฑ์สวรรค์อ่อนกำลังลง!”
“ฟืด”
ทุกคนต่างพร้อมใจกันอ้าปากค้าง ดวงตาเต็มไปความน่าเหลือเชื่อที่ฉายชัด
ฉินม่านอวิ๋นพูดอย่างตกตะลึง “น่ะ นี่มัน เหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
เบี่ยงเบนทัณฑ์สวรรค์ยังพอว่า ยังทำให้ทัณฑ์สวรรค์อ่อนกำลังลงอีก? เอากฎแห่งสวรรค์ไปไว้ที่ใดกัน?
“ฮ่าๆ สิ่งที่พวกเจ้าเห็นน่ะแค่เพียงผิวเผิน” เหยาเมิ่งจีส่ายหัว สายตาทอดมองฟ้าไกล เอ่ยด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง “พวกเจ้าลองคิดถึงคราวที่ปรมาจารย์ช่วยเหลือสองแม่ลูกคู่นั้น แล้วก็ตอนที ปรมาจารย์รักษาแขนที่หักให้หลินมู่เฟิงสิ!”
“ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ชื่นชอบการเป็นปุถุชน ทำสิ่งต่างๆ มากมายที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนไปจนกระทั่งเซียนก็ยังไม่กล้าคิด! ได้พบเขา ข้าถึงได้เข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งใดเรียกว่าหลักการ อันยิ่งใหญ่คือที่สุดแห่งความเรียบง่าย!”