ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 127 การจากลาครอบครัวครั้งนี้คือสามปี
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 127 การจากลาครอบครัวครั้งนี้คือสามปี
เฮ่อจือหร่านมองโม่ชูหานที่ยังคงอยู่ในสภาพหมดสติ
“ท่านคิดไว้หรือยังว่าจะพาพี่แปดไปพบท่านแม่กับพี่สะใภ้
อย่างไร?”
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาพาโม่ชูหานเข้ามาในพื้นที่
มิติตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้ก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว
ถ้าพูดความจริงว่าพี่แปดเป็นหนึ่งในคนชุดด าที่มาลอบสังหาร
เขา คงอธิบายเรื่องทั้งวันนี้ไม่ได้
หลังจากคิดสักพักหนึ่ง เขาจึงพูดว่า “พวกเราออกไปไกลสัก
หน่อย แล้วบอกว่าข้าได้ยินเสียงบนภูเขา ตอนออกไปตรวจสอบก็เจอ
พี่แปดเข้า”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้า “อืม แบบนี้ก็ดี”
ขณะทั้งสองพูดคุยกัน เวลาครึ่งชั่วยามก็ผ่านไปแล้ว
น ้าเกลือของโม่ชูหานหมดพอดี เฮ่อจือหร่านพาโม่จิ่วเยี่ยออกไป
จากพื้นที่มิติด้วยกัน
พวกเขาค่อย ๆ ออกไปจากที่พักอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยัง
สถานที่ห่างไกล
เมื่อรู้สึกว่ามาไกลจากจุดพักพอสมควรแล้ว โม่จิ่วเยี่ยจึงหยุด
ฝีเท้า
“ตรงนี้แหละ!”
“ได้” เฮ่อจือหร่านพูดจบ โม่ชูหานก็ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นที่โล่ง
ตรงหน้า
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่าพี่แปดยังไม่ฟื้น จึงหาฟืนแห้งมาก่อกองไฟ
ผ่านไปพักใหญ่ นิ้วมือของโม่ชูหานก็ขยับ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ
ลืมตาขึ้น
โม่ชูหานจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยอยู่นานอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
น ้าเสียงของเขาทั้งแหบพร่าและอ่อนแรง “น้องเก้า?”
โม่จิ่วเยี่ยน ้าตาคลอเบ้าอีกครั้ง เขาคว้ามือของโม่ชูหานไว้แน่น
พูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่แปด ข้าเอง ข้าคือจิ่วเยี่ย”
โม่ชูหานยื่นมืออันสั่นเทาออกไป คิดจะสัมผัสโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยโน้มตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น แล้วพยุงโม่ชูหานให้
ลุกขึ้นนั่ง
“พี่แปด พวกเราคิดว่าท่านตายไปแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ริมฝีปากของโม่ชูหานขยับเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูอ่อนแรง
มาก
“ข้าไปกับพี่หกและพี่เจ็ด เพื่อต้านการบุกมาของชาวหนานเจียง
แต่กลับถูกศัตรูหลอกล่อไปยังหุบเขาแห่งหนึ่ง ตอนที่ข้าก าลังต่อสู้กับ
ศัตรูอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีกลิ่นฉุนโชยมา ข้าสูดดมเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อ
ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในถ ้ามืดแห่งหนึ่ง ร่างกายถูกล่าม
โซ่ติดกับเสา ไม่นานหลังจากนั้น ชายชราแต่งกายอย่างคนหนาน
เจียงก็มาปรากฏตัวต่อหน้าข้า ข้าเห็นเพียงเขาโปรยผงบางอย่างใส่
ข้า จากนั้นข้าก็ไม่รู้อะไรอีกเลย”
เมื่อโม่ชูหานพูดจบ เขาก็กุมแขนของโม่จิ่วเยี่ยแน่น
“น้องเก้า พี่หกกับพี่เจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้พวกเราอยู่ที่
ไหนกัน?”
โม่จิ่วเยี่ยเช็ดน ้าตา แล้วพูดว่า “พี่แปด เรื่องที่ท่านพูดมันผ่าน
มาแล้วสามปีแล้ว ตอนนั้นพวกเราได้รับข่าวว่าท่านกับพี่หกพี่เจ็ด
ตายไปแล้วด้วยน ้ามือของชาวหนานเจียง แต่ไม่คิดเลยว่าท่านจะยังมี
ชีวิตอยู่
สกุลโม่ของเราถูกองค์จักรพรรดิสั่งลงโทษว่าทรยศต่อชาติและ
ถูกเนรเทศ ตอนนี้เราก าลังเดินทางไปยังสถานที่เนรเทศ
เช้าวันนี้มีกลุ่มคนชุดด ามาลอบสังหารข้า แต่พี่แปดกลับเป็น
หนึ่งในนั้น
ถึงแม้พี่แปดจะปิดหน้าไว้ แต่ข้าก็เห็นท่าทางการต่อสู้ของท่านได้
ทันที่ จากนั้นพวกเราก็ท าให้ท่านสลบไปและซ่อนตัวเอาไว้”
โม่จิ่วเยี่ยพูดไปเรื่อย ๆ ก่อนจะดึงตัวเฮ่อจือหร่านมาอยู่ข้างหน้า
โม่ชูหาน
“พี่แปด นี่คือภรรยาของข้า คุณหนูตระกูลเฮ่อ นางชื่อเฮ่อจือห
ร่าน โชคดีที่นางรู้วิชาแพทย์ จึงช่วยแก้พิษกู่ให้ท่านได้”
ค าพูดสั้น ๆ ของโม่จิ่วเยี่ยนั้นเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายส าหรับ
โม่ชูหาน
เขามองไปยังคนทั้งสองที่สวมชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบอยู่นาน ก่อน
จะเอ่ย
“น้องเก้า เจ้าบอกว่า ผ่านมาสามปีแล้วหลังจากสงครามที่
ชายแดนใต้ใช่หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ใช่พี่แปด มันผ่านมาสามปีแล้ว”
โม่ชูหานถามต่อไป “แล้วพี่หกกับพี่เจ็ดเล่า?” เขาคิดว่าในเมื่อ
ตัวเองรอดชีวิตมาได้ พี่หกกับพี่เจ็ดก็คงจะมีปาฏิหาริย์เหมือนกัน
โม่จิ่วเยี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย เขากะพริบตาแรง ๆ พยายามไม่ให้
น ้าตาไหลออกมา
“พี่หกกับพี่เจ็ดตายในสงครามครั้งนั้น”
ได้ยินดังนั้น โม่ชูหานก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาจับแขนของโม่จิ่ว
เยี่ย น ้าตาพลันรินไหลออกมา
“หรือว่าบุรุษสกุลโม่ตอนนี้เหลือเพียงแค่พวกเราสองคนพี่น้อง?”
โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างยากล าบาก “ใช่…”
หลังฟังค าตอบที่แน่ชัด ดวงตาของโม่ชูหานซึ่งเต็มไปด้วยน ้าตา
ก็เหมือนกับสัตว์ร้ายที่ติดกับดัก
เขาพยายามลุกขึ้น ดึงทึ้งเส้นผมของตัวเองแล้วเกือบจะกู่ร้อง
ออกมา
“ไม่! ข้าไม่เชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง!!!”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้น จึงอดกลั้นความเจ็บปวดเข้าไปปลอบโยน
พี่ชาย
“พี่แปด เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ นั่นนับเป็น
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดส าหรับสกุลโม่แล้ว”
เฮ่อจือหร่านก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ แต่นางยังคงสติอยู่
นางเดินไปข้างหน้า พลางเอ่ยเตือนทั้งสองคน
“พี่แปด ท่านแม่กับพวกพี่สะใภ้ อยู่พักแรมไม่ไกลจากที่นี่”
โม่ชูหานฟังค าพูดของเฮ่อจือหร่านแล้ว อารมณ์ของเขาก็สงบ
ลงมาก
เขาจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยดวงตาแดงก ่า
“น้องเก้า ท่านแม่กับพี่สะใภ้แปดของเจ้าสบายดีหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยค่อย ๆ พยุงโม่ชูหานให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง
“พวกนางทุกคนสบายดี ข้าสังเกตว่าพี่สะใภ้แปดคิดถึงท่านมาก”
ในสมองของโม่ชูหานปรากฏภาพใบหน้าเปี่ยมด้วยความรักของ
มารดาและเงาร่างงดงามของภรรยาขึ้นมาทันที่
เขาแต่งงานกับภรรยาชื่อจ้าวเซียงหลานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ตอน
ที่ก าลังหวานชื่นเหมือนกาวติดแน่น กลับได้รับข่าวด่วนจากชายแดน
จึงต้องออกเดินทางไปชายแดนพร้อมกับโม่จิ่วเยี่ยในคืนนั้นตาม
ค าสั่ง
เขาจ าได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ออกจากบ้าน มารดาพาสะใภ้ในบ้าน
ทั้งหมดมาส่งที่หน้าประตูใหญ่
ตอนนั้น มารดาของเขาสูญเสียสามีและลูกชายไปแล้วห้าคน
แม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ยังคงตักเตือนเขาและน้องเก้าว่า บุรุษ
สกุลโม่ต้องไม่เป็นคนขี้ขลาด!
จ้าวเซียงหลานจับมือเขาไว้อย่างอาลัยอาวรณ์ ดวงตาเต็มไป
ด้วยความไม่อยากแยกจาก…
ไม่รู้เลยว่า การจากลาครอบครัวครั้งนี้จะยาวนานถึงสามปี
ซ ้าเขายังไม่มีสติ ผ่านไปสามปีอย่างเลื่อนลอย
โม่ชูหานกุมมือของโม่จิ่วเยี่ยแน่น “น้องเก้า พาข้าไปพบพวก
นางเถอะ”
เห็นฝีเท้าของโม่ชูหานเดินโซเซไปมา โม่จิ่วเยี่ยกลับรู้สึกกังวล
ใจ
เขาคิดว่าพี่แปดแค่ผ่าตัดที่แขน ไม่น่าจะอ่อนแรงถึงเพียงนี้
ดังนั้น เขาจึงถามเฮ่อจือหร่าน
“หร่านหร่าน ร่างกายของพี่แปดเป็นอะไรกันแน่?”
“ในช่วงสามปีนี้ พี่แปดถูกกู่หุ่นเชิดดูดเลือดและพลังไปไม่น้อย
ความอ่อนแอถือเป็นเรื่องปกติ อีกอย่างดูจากสภาพเขาตอนนี้ น่าจะ
เป็นเพราะไม่ได้กินอาหารมานาน ในถุงของข้ายังมีของกินอยู่บ้าง ให้
พี่แปดกินประทังหิวก่อนดีกว่า”
เฮ่อจือหร่านไม่มีถุงอะไรติดตัวมาเลย นางเห็นว่าโม่ชูหานไม่
ค่อยสนใจนางนัก แม้หยิบถุงออกมาจากพื้นที่มิติก็คงไม่มีใครสังเกต
พูดจบ จิตส านึกของนางก็เข้าไปในพื้นที่มิติ นางซื้อซาลาเปาลูก
ใหญ่จากเถาเป่า แล้วหยิบเนื้อวัวหมักออกมาจากตู้เย็น
โม่ชูหานก าลังหิวจริง ๆ หลังจากกล่าวขอบคุณ เขาก็รับอาหาร
จากมือของเฮ่อจือหร่านแล้วเริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม
เฮ่อจือหร่านหยิบถุงน ้าออกมาอีกใบหนึ่ง
“พี่แปด ท่านคงไม่ได้กินอะไรมานานถึงได้เป็นแบบนี้ อย่ากินเร็ว
เกินไปนัก เดี๋ยวจะท าให้กระเพาะและล าไส้บาดเจ็บได้”
เมื่อได้ยินค าพูดนั้น ใบหน้าของโม่ชูหานก็แดงขึ้นมา
เขาลืมไปว่าน้องสะใภ้ยังอยู่ที่นี่
โม่ชูหานรู้สึกเขินอายเล็กน้อยขณะรับถุงน้ำมา “ขอบคุณ น้องสะใภ้ที่เอ่ยเตือน”