ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 279 หากไม่เข้าไปดูสักหน่อยก็คงไม่วางใจ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 279 หากไม่เข้าไปดูสักหน่อยก็คงไม่วางใจ
พวกเขาออกจากพื้นที่มิติในจังหวะที่เรียกได้ว่าพอดิบพอดี
ปรมาจารย์ซือเหมิงขี่ม้าไล่ตามมาถึง ตอนนี้ก าลังตรวจสอบ
บริเวณโดยรอบอยู่
ฝนตกหนักครั้งนี้ช่วยเขาได้บ้าง
เมื่อเขาออกจากเมืองหลวงมาถึงถนนสายหลัก จึงยังคงเห็น
รอยเท้าและรอยเกือกม้าที่เป็นระเบียบและเปื้อนโคลนอยู่ราง ๆ
ปรมาจารย์ซือเหมิงยืนยันได้ว่า รอยเหล่านี้คือรอยที่โม่จิ่นเหนียนพา
คนผ่านมา
จากรอยที่เป็นระเบียบเหล่านั้น เขายังยืนยันได้ว่าตอนที่พวกเขา
เดินทางมาทุกอย่างยังปกติดี
แต่พอปรมาจารย์ซือเหมิงตามรอยมาตลอดทาง กระทั่งมาถึงที่นี่
ร่องรอยกลับหายไปเสียดื้อ ๆ เขาจึงลงจากม้ามาตรวจสอบ หวังว่าจะ
พบเบาะแสบางอย่าง
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเพิ่งปรากฏตัวบนถนนสายหลัก ก็
เกือบจะชนเข้ากับร่างในชุดขาวนั้นพอดี
ปรมาจารย์ซือเหมิงระแวดระวังอยู่เสมอ หลังพบความผิดปกติจึง
รีบโปรยผงพิษใส่ทั้งสองทันที่
เฮ่อจือหร่านเห็นดังนั้นก็ตอบสนองว่องไว รีบดึงโม่จิ่วเยี่ยหลบ
เข้าไปในพื้นที่มิติอีกครั้ง
เมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่
ถูกพิษ
“ท่านเห็นหน้าตาของคนนั้นชัดเจนหรือไม่?” เฮ่อจือหร่านเห็น
เพียงว่าชายคนนั้นสวมชุดสีขาวทั้งตัว ช่างขัดกับค ่าคืนที่ฝนตกแบบ
นี้
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหัว “ไม่เห็น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป จึงยังไม่ทัน
ได้มอง”
“คนที่สามารถค้นหาที่นั่นได้คงเกี่ยวข้องกับพี่หกและพวกโอสถ
มนุษย์แน่” นี่คือความเป็นไปได้แรกที่เฮ่อจือหร่านนึกถึง
“หร่านหร่าน คราวนี้ข้าจะระวังตัว เจ้าส่งข้าออกไปดูอีกครั้งที”
ในเมื่อเริ่มมีเบาะแสแล้ว โม่จิ่วเยี่ยไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
ง่าย ๆ
เฮ่อจือหร่านก็มีความคิดเดียวกัน ทั้งสองปิดปากปิดจมูกแล้ว
ปรากฏตัวนอกพื้นที่มิติอีกครั้ง
การเข้าออกพื้นที่มิติใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจ แต่กลับไม่เห็นคนชุด
ขาวอีก สิ่งที่เห็นมีเพียงความว่างเปล่าและความมืดยามค ่าคืนที่แม้แต่
จะมองมือตนเองก็ยังมองไม่เห็น
ตอนนี้สายฝนหยุดตกไปแล้ว ไม่ได้รบกวนการรับรู้ของโม่จิ่วเยี่ย
อีกต่อไป
เขาเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบด้าน จนมั่นใจว่าคนคนนั้นห่าง
ออกไปไกลแล้ว
ขณะนี้ปรมาจารย์ซือเหมิงก าลังอยู่บนเส้นทางกลับสู่เมืองหลวง
คนสองคนที่เพิ่งปรากฏตัวตอนนั้น เป็นผู้ที่มีวิชาตัวเบาดีที่สุด
เท่าที่เขาเคยพบ กระทั่งผงพิษของเขาก็ยังหลบได้ และเพียงชั่ว
พริบตาก็หายไปไม่เห็นเงาแล้ว
เมื่อพบเจอกับยอดฝีมือระดับนี้ สิ่งเดียวที่เขาท าได้คือวิ่งหนี ยิ่ง
ไกลจากที่นั่นเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
หลังจากโม่จิ่วเยี่ยค้นหาแล้วไม่พบอะไร เฮ่อจือหร่านจึงกล่าวว่า
“กู่ลูกที่แยกจากร่างคนที่ถูกควบคุมจะตามหากู่แม่ด้วยตัวมันเอง ไม่สู้
เราปล่อยกู่ลูกให้ออกมาแล้วตามมันไปดีกว่า”
แม้วิธีนี้จะเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เพราะพบเบาะแสเล็กน้อยนี้แล้ว เฮ่อจื
อหร่านก็ไม่อยากยอมแพ้
ไม่ว่าคนที่พบจะเป็นปรมาจารย์ซือเหมิงหรือไม่ ต่อให้ไม่ใช่ก็ยัง
เป็นคนที่บงการพี่หก หากสามารถแก้แค้นให้พี่หกได้ก็ถือว่าพวกเขา
ไม่เสียแรงเปล่า
“อืม ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ ถ้ากู่ลูกไปทางชายแดนก็
ให้เลิกติดตาม พวกเราไม่อาจออกห่างจากเมืองหลวงมากเกินไป
ต้องรีบกลับไปดูอาการพี่สี่กับพี่เจ็ดก่อนฟ้าสาง”
เฮ่อจือหร่านเห็นด้วยกับเรื่องนี้ จึงน ากู่ลูกออกมาจากพื้นที่มิติ
ทันที่
โม่จิ่วเยี่ยโอบเอวนางไว้แล้ว พร้อมจะติดตามกู่ลูกไปตลอดเวลา
เฮ่อจือหร่านเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยเตรียมพร้อมแล้ว จึงเปิดจุกขวด
ปล่อยตัวอ่อนหนอนกู่ออกมา แล้วรีบส่งขวดให้โม่จิ่วเยี่ยถือไว้ เผื่อว่า
กู่ลูกบินไปผิดทิศทาง เขาจะได้จับมันกลับใส่ขวดได้
กู่ลูกมีอิสระแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
โม่จิ่วเยี่ยสบตากับภรรยาแล้วรีบติดตามไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาไล่ตามมาจนถึงนอกก าแพงเมืองหลวง กู่ลูกบินข้าม
ก าแพงเข้าไป
โม่จิ่วเยี่ยเร่งความเร็วขึ้นสูงสุดด้วยเหตุผลสองอย่าง หนึ่งคือยิ่ง
เร็วพวกเขายิ่งมีโอกาสหลบเลี่ยงสายตาทหารได้มากขึ้น สองคือจะ
ได้ไม่คลาดกับกู่ลูก
ทุกอย่างราบรื่นดี ทั้งสองคนข้ามก าแพงเมืองไปได้อย่างรวดเร็ว
โดยไม่ถูกทหารสังเกตเห็น
พวกเขาตามกู่ลูกไปตามชายคาและก าแพง จนในที่สุดก็เห็นมัน
บินตรงไปยังวังหลวง
การรักษาความปลอดภัยของวังหลวงเข้มงวดกว่าประตูเมืองมาก
โม่จิ่วเยี่ยไม่มั่นใจว่าจะสามารถติดตามกู่ลูกเข้าไปได้อย่างราบรื่น
ดังนั้น เมื่อกู่ลูกก าลังจะบินเข้าวังหลวง เขาจึงรีบไล่ตามไปใกล้
และจับมันกลับเข้ามาในขวด
แม้วิธีนี้จะไม่สามารถระบุต าแหน่งที่แน่ชัดของผู้ใช้กู่ได้ แต่อย่าง
น้อยก็รู้ว่าคนผู้นั้นอยู่ในวังหลวงของหนานเจียง
อย่างมากพวกเขาก็แค่เข้าไปในวังหลวงแล้วค่อยปล่อยกู่ลูก
ออกมาเพื่อค้นหาต่อ
แม้ฝนจะหยุดแล้ว แต่บนท้องฟ้าก็ยังคงมีเมฆด าทะมึนปกคลุมอยู่
เฮ่อจือหร่านใช้จิตส านึกมองนาฬิกาแขวนใหญ่ในพื้นที่มิติ เวลา
ในตอนนี้คือตีหนึ่งแล้ว
ตามหลัก ช่วงเวลานี้เหมาะส าหรับการแอบเข้าวังหลวง นอกจาก
ทหารยามบางคนแล้ว คนอื่น ๆ คงจะหลับกันไปหมด
“พวกเราจะเข้าไปตอนนี้หรือไม่?” เฮ่อจือหร่านถาม
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าหนักแน่น
“มาถึงขนาดนี้แล้ว หากไม่เข้าไปดูสักหน่อยก็คงไม่วางใจ”
ทั้งสองคนคิดตรงกัน จึงอ้อมไปที่ตรอกทางทิศตะวันตกของวัง
หลวงอีกครั้ง
โม่จิ่วเยี่ยหาต าแหน่งที่ซ่อนได้ แล้วอุ้มเฮ่อจือหร่านปีนก าแพง
เข้าไป
วังหลวงแห่งหนานจิงไม่ใช่สถานที่แปลกหน้าส าหรับโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อครั้งที่เขาน าทัพบุกเข้าเมืองหลวง เขาน าคนเข้าปล้นท้องพระคลัง
ด้วยตัวเอง
แม้ว่าจะไม่สามารถบอกต าแหน่งที่ตั้งของแต่ละต าหนักได้อย่าง
แม่นย า แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังพอจะรู้บ้าง
ทั้งสองหลบหลีกทหารลาดตระเวน และมาถึงบริเวณที่มีการ
รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะห้องเก็บสมบัติของจวนรัชทายาทถูกขโมย
ออกไปหรือไม่ ท าให้ที่นี่มีทหารรักษาการณ์มากกว่าที่คิดไว้มาก
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงเบาว่า
“ที่นี่คือท้องพระคลังของหนานเจียง ถัดไปอีกนิดคือคลังส่วน
พระองค์ของจักรพรรดิหนานเจียง ข้าเคยมาเยือนที่นี่มาก่อน”
ตอนนั้นพวกเขาขนของทั้งหมดในคลังออกไปอย่างโจ่งแจ้ง
พอกลับมาเยือนสถานที่นี้อีกครั้ง โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
ไม่รู้ว่าหลังจากผ่านไปหลายปี หนานเจียงจะสะสมทรัพย์สมบัติ
อะไรไว้
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดจะเข้าท้องพระคลังทางประตูหน้า เขาจูงมือเฮ่อจื
อหร่านอ้อมไปด้านข้าง ตรงนั้นมีทหารยามน้อยกว่า
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังมีทหารเฝ้าทุก ๆ สองก้าว
ยาสลบที่ท าจากงูสามเหลี่ยมเหลือไม่มากแล้ว หากไม่ถึงคราว
จ าเป็น เฮ่อจือหร่านก็ไม่อยากน ามันออกมาใช้
โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้ามีทหารยามเฝ้าอยู่มากมาย
ยาสลบที่มีน้อยนิดนี้คงไม่เพียงพอ
เฮ่อจือหร่านตัดสินใจหยิบหน้าไม้ยิงต่อเนื่องสองอันออกมาจาก
พื้นที่มิติ
ด้านหลังท้องพระคลังมีหน้าต่างสองบานพอดี ตรงนั้นมีทหาร
ยามสี่คน พวกเขาแต่ละคนต้องจัดการทหารยามสองคนและต้องท า
ให้เร็ว ไม่ให้ใครรู้ตัว
ขณะเดียวกัน เฮ่อจือหร่านก็เตรียมพร้อมรับมือ หากท าไม่ส าเร็จ
นางก็จะพาโม่จิ่วเยี่ยหลบเข้าไปในพื้นที่มิติด้วยกัน
โชคดีที่ทั้งสองคนไม่พลาด เพียงชั่วพริบตา ลูกดอกสี่ดอกก็ปัก
เข้าที่หว่างคิ้วของทั้งสี่คนเบา ๆ
โม่จิ่วเยี่ยรีบเข้าไปข้างหน้า ลากศพคนทั้งหมดไปซ่อนในที่ลับ
ตา พร้อมทั้งถอนลูกดอกออกจากหว่างคิ้วของพวกเขา เพื่อไม่ให้
เหลือร่องรอยใด ๆ
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็พังหน้าต่างเข้าไป
ภายในท้องพระคลังของแคว้นหนานเจียงไม่ได้มั่งคั่งเท่าราชวงศ์
ต้าซุ่น
แน่นอนว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และความ
มั่นคงของแคว้น ที่ส าคัญกว่านั้นคือเมื่อไม่กี่ปีก่อน โม่จิ่วเยี่ยก็น า
ก าลังมาปล้นไปแล้วครั้งหนึ่ง
ในเวลาเพียงไม่กี่ปี การที่อีกฝ่ายสามารถสะสมของได้มากมาย
ขนาดนี้อีกรอบ ก็ถือว่าท าได้ไม่เลวเลยทีเดียว