ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 306 ชีวิตของเสด็จแม่ข้าตกอยู่ในอันตรายแล้ว
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 306 ชีวิตของเสด็จแม่ข้าตกอยู่ในอันตรายแล้ว
เช้าวันถัดมา หลังจากพี่สามพาคนออกไปแล้ว หนานรุ่ยก็ขับรถ
ม้าที่ดูเรียบง่ายมาด้วยตัวเอง โดยไม่มีองครักษ์ติดตามแม้แต่คนเดียว
สิ่งเดียวที่ดูโดดเด่นคือ ด้านนอกของรถม้าที่มีกรงแขวนอยู่ ข้าง
ในกรงนั้นมีนกพิราบตัวสีขาวราวกับหิมะอยู่หนึ่งตัว
เมื่อมาถึงหน้าบ้านสกุลโม่ ก็ประจวบกับโม่จิ่วเยี่ยที่ก าลังจะออก
จากบ้าน ทั้งสองจึงเดินมาเจอะเจอกันพอดี
หนานรุ่ยเห็นโม่จิ่วเยี่ยก็รีบกระโดดลงจากรถม้า แล้วดึงเขาไว้
พลางพูดด้วยความร้อนรนว่า “ตอนนี้เจ้าสามารถติดต่อปรมาจารย์
ท่านนั้นได้หรือยัง?”
โม่จิ่วเยี่ยมองออกว่าหนานรุ่ยก าลังร้อนใจมาก จึงถามว่า “เกิด
อะไรขึ้น?”
เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมาย แต่ตอนนี้หนานรุ่ยไม่มีเวลาอธิบาย
มาก ได้แต่วิงวอนให้โม่จิ่วเยี่ยช่วยตามหาปรมาจารย์ที่สามารถถอน
พิษกู่ให้
“โม่จิ่วเยี่ย ตอนนี้ชีวิตของเสด็จแม่ข้าตกอยู่ในอันตรายแล้ว หาก
ไม่สามารถถอนพิษกู่ได้โดยเร็ว ข้าเกรงว่านางคงจะไม่รอด” หนาน
รุ่ยกล่าว
“ขออภัยด้วย” โม่จิ่วเยี่ยได้ยินดังนั้นก็รีบก้าวยาว ๆ ไปที่รถม้า
แล้วเปิดม่านออก
เขาเห็นหญิงชราผอมโซคนหนึ่งก าลังหลับตาหมดสติ
โม่จิ่วเยี่ยถามอย่างสงสัย “นี่คือเต๋อเฟยเหนียงเหนียงหรือ?”
ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นเต๋อเฟยเหนียงเหนียงหลายครั้งตอนที่เป็น
สหายศึกษาของหนานฉีในวังหลวง แม้นางจะไม่งดงามเท่าสนมคน
อื่น แต่ก็น่ามองกว่าคนทั่วไปมาก
อีกอย่าง อายุของเต๋อเฟยเหนียงเหนียงก็น่าจะไม่มากกว่ามารดา
ของเขานัก แต่ตอนนี้นางกลับดูเหมือนหญิงชราที่อายุเจ็ดสิบแปดสิบ
ปี
หนานรุ่ยพยักหน้าอย่างยากล าบาก “นี่คือเสด็จแม่ของข้าจริง ๆ
พูดไปก็มากความ ตอนนี้สภาพของเสด็จแม่ข้าอาการแย่มาก ข้า
ขอร้อง เจ้าช่วยติดต่อปรมาจารย์ท่านนั้นเดี๋ยวนี้เถอะ หากไม่สามารถ
ถอนพิษกู่ได้ ชีวิตของเสด็จแม่ข้าคงจบสิ้นแล้ว”
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะมีข้อสงสัยมากมายในใจ แต่เขาก็เห็นได้ว่า
สถานการณ์ของเต๋อเฟยไม่สู้ดีนัก
เขาส ารวจไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแปลกปลอม จึงหลีก
ทางให้หนานรุ่ยขับรถม้าเข้ามาในลานบ้าน
ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ กระต่ายที่เลี้ยงไว้หลังบ้านออกลูกติดต่อกัน
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ คนในบ้านส่วนใหญ่จึงไปช่วยงานกันที่
อยู่หลังบ้าน บรรยากาศด้านหน้าจึงค่อนข้างเงียบเหงา
โม่จิ่วเยี่ยพาหนานรุ่ยที่ก าลังอุ้มเต๋อเฟยเข้ามาในห้องข้าง
“บ้านของข้าเรียบง่าย องค์ชายหนานรุ่ยอย่าได้ถือสา”
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ส าหรับคนสกุลโม่ที่มองทุกอย่างเรียบง่าย
ยอมไม่มีอะไรให้เคอะเขิน แต่ส าหรับหนานรุ่ยและเต๋อเฟยที่เคยชิน
กับชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยแล้ว มันช่างเรียบง่ายเกินไป โม่จิ่วเยี่ยจึง
รู้สึกว่าสมควรต้องกล่าวเตือนสักหน่อย
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่าสภาพของเต๋อเฟยแย่มาก ตอนนี้เขาจึงไม่มี
อารมณ์มาคิดถึงค าพูดของหนานรุ่ย
“เชิญองค์ชายพักผ่อนที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะให้คนมาดูแล แล้วจะ
รีบไปติดต่อปรมาจารย์คนนั้นเดี๋ยวนี้”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวจบก็รีบไปที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่า เล่าเรื่องที่หนาน
รุ่ยและเต๋อเฟยมายังที่นี่ รวมถึงจุดประสงค์ของพวกเขาให้ฟังคร่าว ๆ
พร้อมทั้งฝากให้มารดาออกมาต้อนรับ
จากนั้นเขาก็รีบไปที่ห้องของตนเองเพื่อบอกเรื่องนี้กับเฮ่อจือห
ร่าน
……
เฮ่อจือหร่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ร่างกายของนางจึงไม่รู้สึกไม่สบายอีกต่อไป เพียงแต่คนในบ้านให้
ความส าคัญกับนางมากเกินไป ไม่ยอมให้นางขยับเขยื้อนร่างกาย
แม้แต่น้อย ท าให้นางต้องอยู่แต่ในห้องเพื่อบ ารุงครรภ์ทุกวัน
เมื่อครู่นี้นางได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจากด้านนอก จึงชะโงกมองผ่าน
หน้าต่างออกไป เห็นหนานรุ่ยมาถึงที่นี่พอดี
เพื่อสะดวกในการปรากฏตัวเป็นปรมาจารย์ด้านการแก้พิษใน
ภายหลัง นางจึงจะไม่แสดงตัวในตอนนี้ ซึ่งสามารถอ้างได้ว่านาง
ก าลังบ ารุงครรภ์อยู่
ในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่ออกไปพบแขกที่มาเยือนจึง
สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล
“ข้ามองเห็นอาการของเต๋อเฟยผ่านหน้าต่างแล้ว นางดูไม่ค่อยดี
นัก” เฮ่อจือหร่านกล่าว
“จริงอย่างที่เจ้าว่า ทั้งที่นางอายุเพียงห้าสิบกว่าปีเท่านั้น แต่กลับ
เหมือนหญิงชราคนหนึ่ง อีกทั้งยังอยู่ในสภาพหมดสติอีกด้วย”
เรื่องนี้เฮ่อจือหร่านไม่อาจวินิจฉัยสาเหตุได้ ก่อนที่จะได้
ตรวจสอบอาการของเต๋อเฟยอย่างละเอียด
“ดูท่าว่าปรมาจารย์ด้านการแก้พิษผู้ลึกลับคนนั้นจะต้องรีบ
ปรากฏตัวเสียแล้ว”
เฮ่อจือหร่านคิดว่าไม่ว่าหนานรุ่ยคงมีความคิดอื่นใด แต่ในเมื่อ
เขาน าเต๋อเฟยมาถึงที่นี่แล้ว นางก็จ าเป็นต้องรักษาชีวิตคนเอาไว้
อาจกล่าวได้ว่าเต๋อเฟยเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของหนานรุ่ย
ตราบใดที่มีเต๋อเฟยอยู่ นางก็สามารถควบคุมหนานรุ่ยได้
“ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ ไปรอท่านที่เชิงเขา” นางเอ่ย
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่านางจะไปจัดการตัวเองในพื้นที่มิติ
“ได้ พอไปรอข้าที่เชิงเขาแล้วเจ้าก็ระวังตัวด้วย ข้าจะไปพูดกับ
หนานรุ่ยแล้วสักพักจะออกไป”
เฮ่อจือหร่านจัดแจงเสื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปทางเชิงเขาใน
ตอนที่ไม่มีใครอยู่ในลานบ้าน โม่จิ่วเยี่ยแสร้งท าเป็นจะออกไปข้าง
นอก ก่อนจะไปหาหนานรุ่ยที่ห้องข้าง
ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ในห้องข้างแล้ว นางก าลังสนทนากับ
หนานรุ่ย
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินหัวข้อที่พวกเขาก าลังสนทนากัน มันเป็นสิ่งที่เขา
อยากรู้เช่นกัน จึงไม่รีบร้อนพาคนออกไป
อย่างไรเสีย หร่านหร่านก็สามารถเข้าไปพักผ่อนรอในพื้นที่มิติ
ได้ เขาจึงไม่จ าเป็นต้องรีบร้อนไปหานาง
“องค์ชายหมายความว่า เต๋อเฟยเหนียงเหนียงแกล้งระเบิดตัว
ตายเพื่อออกจากวังหลวงหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามด้วยความตื่น
ตะลึง
นางเคยได้ยินเรื่องการแกล้งตายมาก่อน แต่ยาที่สามารถท าให้
คนแกล้งตายได้นั้นหายากยิ่ง ไม่เคยพบเห็นผู้ใดใช้มันมาก่อน
เมื่อพูดถึงการให้มารดาแกล้งตายด้วยการระเบิด หนานรุ่ยก็ดู
เศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“เสด็จแม่เบื่อหน่ายชีวิตในวังมานานแล้ว นางอยากออกมาจาก
สถานที่ที่กินคนจนไม่เห็นกระดูกนั่นมานานแล้ว ข้าจึงคิดว่าจะใช้
โอกาสนี้พาเสด็จแม่ออกจากวังเพื่อมารักษาตัว ให้นางหายตัวไป
ตลอดกาล หลังจากนี้ในวังหลวงต้าซุ่นจะไม่มีเต๋อเฟยเหนียงเหนียง
อีกต่อไปแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นหนานรุ่ยมีสีหน้าเศร้าหมอง จึงอดถามต่อไม่ได้
ว่า “ดังนั้นองค์ชายจึงเลือกให้เต๋อเฟยเหนียงเหนียงแกล้งระเบิดตัว
ตายเพื่อออกจากวังหลวงหรือ?”
หนานรุ่ยพยักหน้า “ถูกต้อง ข้าอยากให้เสด็จแม่สมปรารถนาใน
ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่…แม้ว่าดินแดนซีเป่ยจะทุรกันดาร แต่ข้าก็ยังเป็น
ถึงองค์ชายคนหนึ่ง ในมือยังมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง ดังนั้นข้าคิดว่า
ตราบใดที่มีเงินทองอยู่ในมือ เสด็จแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนก็คงไม่ล าบาก
อีกอย่างเมืองหลวงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและการแก่งแย่ง
ชิงดีชิงเด่น ข้าเองก็ไม่อยากจะย่างกรายเข้าไปอีกแล้ว มีข้าอยู่เป็น
เพื่อนเสด็จแม่ คิดว่าบั้นปลายชีวิตของนางคงจะสงบสุข”
หนานรุ่ยหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ข้าไม่คิดว่า คนที่
วางยาพิษเสด็จแม่จะไม่ได้กระตุ้นพิษในร่างกายของนางมานานเช่นนี้
ข้าคิดว่าหลังจากที่เสด็จแม่แสร้งระเบิดตัวตายแล้ว การเดินทางมายัง
ซีเป่ยถึงหนึ่งเดือนคงไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น…”
“แต่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นได้รับข่าวมาจากทางใด ระหว่างทางเมื่อสิบ
กว่าวันก่อน เสด็จแม่ก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกะทันหัน จนถึงขั้นหมด
สติไปหลายครั้ง ข้าเดาว่าคนผู้นั้นคงรู้แล้วว่าข้าพาเสด็จแม่ออกจาก
เมืองหลวง ถึงได้กระตุ้นพิษให้ก าเริบ บังคับให้ข้ากลับไปเมืองหลวง
อีกครั้ง”
“ตอนนั้นข้ากลัวไปหมด ไม่อยากเห็นเสด็จแม่ต้องทนทุกข์
ทรมานเช่นนี้อีกแล้ว แต่เสด็จแม่กลับยืนกรานว่าต่อให้ตายนางก็จะ
ไม่กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นอีก เมื่อไม่มีทางเลือก ข้าจึงเร่งเดินทาง
ทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านซีหลิ่ง จนถึงตอนนี้เสด็จแม่ก็หมด
สติไปสองวันแล้ว”
ได้ฟังดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็เข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว ส่วน
รายละเอียดว่าเต๋อเฟยหนีออกจากวังหลวงด้วยวิธีการใด เขาไม่ได้
ซักถามต่อ
“องค์ชายหนานรุ่ยเหนื่อยจากการเดินทางไกล ท่านพาเต๋อเฟย
ไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะรีบออกไปตามหาปรมาจารย์ถอนพิษเอง”