ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 372 หากเจ้าอยากตาย ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไป
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 372 หากเจ้าอยากตาย ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไป
ท้ายที่สุดแล้ว สกุลโม่ก็มีสถานะพิเศษและหมดศรัทธากับราช
ส านักอย่างสิ้นเชิงแล้ว
พูดตรง ๆ ก็คือ การที่พวกเขาไม่ก่อกบฏก็นับว่าเป็นการ
จงรักภักดีมากแล้ว
ในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ โม่ชูหานรู้สถานการณ์ในเมืองอวิ่นดี
“น้องชายเมิ่ง ในเมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ข้าก็ขอแนะน าว่าเจ้า
ควรขอความช่วยเหลือจากเมืองหลวงจะดีกว่า”
เมิ่งไห่หนิงพยักหน้า “ตอนนี้คงเป็นเช่นนั้น เมืองอวิ่นไม่มีก าลัง
ทหารประจ าการ หากพวกชนเผ่าหมานอี๋บุกมาอีกครั้ง คนที่จะได้รับ
บาดเจ็บก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้ดีว่าซีเป่ยนั้นยากจนและ
ไม่ได้รับความสนใจจากราชส านักเลย แม้แต่ก าลังทหารประจ าเมืองก็
ยังไม่อาจเทียบกับที่อื่นได้
ถึงเขาจะเสนอเรื่องนี้กับท่านเจ้าเมือง ก็เกรงว่าจะไม่มีก าลังทหาร
สนับสนุนมา
แต่ในเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น การรายงานต่อเบื้อง
บนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเรื่องก าลังทหารจะได้รับการแก้ไข
หรือไม่ เมิ่งไห่หนิงไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เพราะเกรงว่าสุดท้ายแล้ว
เขาก็จะต้องมองหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง
ที่จริงแล้ว พี่น้องสกุลโม่กลับมองปัญหาเรื่องชนเผ่าหมานอี๋ในแง่
ดีมากกว่าเมิ่งไห่หนิงอยู่บ้าง
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด การปล้นครั้งนี้ของชนเผ่าหมานอี๋ท าไม่
ส าเร็จ อีกทั้งยังสูญเสียก าลังคนไปมาก พวกเขาคงจะไม่มีการ
เคลื่อนไหวอีกในเร็ววันนี้”
“หากชาวบ้านขี้ขลาดไม่ได้ขาดแคลนอาหารจริง ๆ ก็คงไม่
อยากมาเสี่ยงอันตรายหรอก”
“สิ่งเดียวที่ข้ากังวลคือ เผ่าหมานอี๋อาจเกิดความคิดจะบุกโจมตี
ต้าซุ่น แต่หากกองทัพของพวกเขาบุกมา ก็คงไม่เข้ามาทางหมู่บ้านซี
หลิ่ง”
เพราะที่นี่มีภูเขาสูง เส้นทางลาดชัน พวกเขาคงจะขนส่งเสบียง
และทัพมาอย่างล าบาก
สิ่งที่ควรกังวลคือการท าหน้าที่ของราชส านัก และเหมือนว่าจุดที่
อันตรายที่สุดคือชายแดนตะวันตก
นับตั้งแต่เริ่มเมิ่งไห่หนิงเข้ารับราชการเป็นนายอ าเภอ แม้จะเป็น
ขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ต าแหน่งของเขาก็ไม่สูงนัก อีกทั้งช่วงนี้ยังเน้นไป
ที่การปกครองดูแลท้องถิ่น ท าให้ความเข้าใจด้านการทหารของเขา
ด้อยกว่าพี่น้องสกุลโม่มาก
เมื่อได้ฟังค าพูดของพี่เจ็ด เมิ่งไห่หนิงก็รู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิด
ตา
“ถึงแม้เมืองอวิ่นจะอยู่ห่างจากชายแดนตะวันตกอยู่พอสมควร
แต่หากสงครามเริ่มขึ้น ราษฎรแถบนั้นคงจะอพยพมาทางนี้แน่ ดูท่า
ข้าคงต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าเสียแล้ว”
ในฐานะผู้ปกครองเมืองอวิ่น แม้เขาจะไม่สามารถยื่นมือเข้าไป
ช่วยเหลือคนพวกนั้นได้มากนัก แต่ก็ต้องท าให้ราษฎรใต้ปกครอง
ของเขามีความมั่นคงปลอดภัย
คิดได้ดังนี้ เมิ่งไห่หนิงจึงรู้สึกว่าตนเองจ าเป็นต้องวางแผนให้
รอบคอบ
เขาโค้งค านับพี่น้องสกุลโม่และกล่าวว่า “ขอบคุณพี่ชายทั้งสอง
ที่เตือนสติข้า ข้าจะรีบกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พี่น้องสกุลโม่รู้ดีว่าเมิ่งไห่หนิงยังมีเรื่อง
ให้จัดการอีกมาก พวกเขาจึงไม่ได้รั้งตัวอีกฝ่ายไว้ แต่เดินส่งถึง
ทางเข้าหมู่บ้านก่อนจะกลับมา
ย้อนไปตอนช่วงต้นยามเฉิน
บนถนนหลวงซึ่งห่างจากเมืองหลวงสามร้อยลี้
“น้องเก้า เขาตื่นแล้ว” เสียงของพี่ห้าแหบพร่า นับตั้งแต่พวกเขา
น าเลือดพิษหัวใจของปรมาจารย์ซือเหมิงออกมา เขาก็คอยเฝ้าดู
อย่างใกล้ชิดตลอด กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ยามนี้โม่จิ่วเยี่ยเป็นฝ่ายรับหน้าที่ขับรถม้า ส่วนพี่หกก าลังขี่ม้า
เดินทางอยู่ใกล้ ๆ
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของพี่ห้า โม่จิ่วเยี่ยรีบขับรถม้าไปจอดในป่า
ริมทาง จากนั้นจึงเข้าไปด้านใน
พี่หกก็อยากเข้าไปดูด้วย แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน เขา
จึงต้องยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก
พี่ห้าคอยจับตาดูปรมาจารย์ซือเหมิงอยู่ตลอด หากมีความ
ผิดปกติเพียงเล็กน้อยเขาก็สังเกตเห็นได้
ดังนั้น ตอนที่เขาบอกโม่จิ่วเยี่ยให้รู้ ปรมาจารย์ซือเหมิงก็เพียง
แค่ขยับเปลือกตาเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ซือเหมิงคงก าลัง
จะตื่นขึ้นมาแล้ว
เขาน่าจะรู้สึกเจ็บจากบาดแผล หรืออาจเป็นเพราะถูกมัดมือมัด
เท้าจนชา ดวงตาจึงยังไม่ลืมขึ้นเต็มที่ แต่ส่งเสียงครวญครางด้วย
ความเจ็บปวดออกมาก่อน
“ตื่นแล้วก็อย่ามั่วแกล้งตาย” โม่จิ่วเยี่ยไม่มีความอดทนต่อศัตรู
คู่อาฆาตแม่แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะยังมีเรื่องที่ต้องถาม ชายหนุุ่
มก็อยากจะจัดการเขาเสียเดี๋ยวนี้เลย
เมื่อได้ยินเสียงนั้น สมองของปรมาจารย์ซือเหมิงที่ยังมึนงงอยู่บ้าง
ก็กลับมาแจ่มชัดทันที่
เขาพยายามลืมตาที่หนักอึ้งขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือสองพี่น้องสกุล
โม่ที่ก าลังจ้องมองเขาด้วยความโมโห
เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองได้ไม่มีพิษในหัวใจแล้ว จึงคิดว่าความ
เจ็บปวดในร่างกายเป็นผลจากการถูกพี่น้องสกุลโม่ท าร้าย
“ข้าจะพูดอีกครั้ง พวกเจ้าห้ามท ากับข้าเช่นนั้นอีก พวกเจ้าคงไม่
โง่พอจนอยากตายตามข้าไปหรอกนะ?”
เมื่อพูดจบ ปรมาจารย์ซือเหมิงก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาเพื่อ
แสดงความเหนือกว่า
เขาคิดว่าการข่มขู่เช่นนี้ต่อไปจะได้ผลเหมือนเดิม แต่ไม่คิดว่า
สายตาของพี่น้องสกุลโม่ที่มองมากลับยิ่งฉายแววดูแคลนมากขึ้น ถึง
ขนาดมีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายก าลังมองเขาว่าเป็นคนโง่
ปรมาจารย์ซือเหมิงรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างไม่
ชอบมาพากล โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกของตนเอง ราวกับว่าความ
เจ็บปวดนั้นแตกต่างจากความเจ็บที่เกิดจากการถูกท าร้าย
สีหน้าของปรมาจารย์ซือเหมิงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ดวงตา
ฉายแววกระวนกระวายอยู่บ้าง
“เจ้า…พวกเจ้าท าอะไรกับข้า?”
ปรมาจารย์ซือเหมิงไม่กล้าเชื่อว่านี่คือความจริง ขณะที่เขาก าลัง
ถาม ก็พยายามสัมผัสกับกู่คู่กาย แต่มันกลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ
เลย
เมื่อนึกถึงการปรากฏตัวของโม่จิ่นเหนียนที่มีสภาพดี ๆ ต่อหน้า
เขา ปรมาจารย์ซือเหมิงก็สรุปได้ว่า สกุลโม่จะต้องได้พบกับ
ปรมาจารย์ที่สูงส่งสักคน และควบคุมกู่คู่กายของเขาไว้แล้วแน่นอน
มิฉะนั้น ตอนนี้เขาคงสัมผัสถึงกู่คู่กายของตนเองไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกถึงความปวดร้าวที่แล่นมาจากหน้าอก
และตรงต าแหน่งนั้นคือที่ที่เขาซ่อนพิษในเลือดไว้
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพิษเลือดในหัวใจของเขาจะหายไปแล้ว?
ต้องกล่าวว่าปรมาจารย์ซือเหมิงฉลาดมาก
แม้เขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายท าได้อย่างไร แต่ก็ตระหนักถึงความ
ร้ายแรงของปัญหาได้แล้ว
เมื่อเห็นสายตาที่ไม่หวั่นเกรงของพี่น้องสกุลโม่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า
ตนเองเข้าใจเรื่องทุกอย่าง
“พวกเจ้าช่างน่ารังเกียจนัก!”
“น่ารังเกียจหรือ? เจ้าต่างหากที่น่ารังเกียจ” พี่ห้าตอบกลับด้วย
ความแค้นเคือง
แต่วันนี้โม่จิ่วเยี่ยกลับนิ่งสงบมาก ไม่ได้โต้เถียงกับปรมาจารย์
ซือเหมิงเลย
เขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการถามที่อยู่ของบิดาและ
พี่ชาย
“ตอนนี้หากเจ้าอยากตาย ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไป”
นี่เป็นค าเตือนสุดท้ายจากเขา หวังว่าปรมาจารย์ซือเหมิงจะรู้จัก
ดูสถานการณ์ ไม่ต้องท าให้พวกเขาพี่น้องสอบสวนให้ล าบาก
ปรมาจารย์ซือเหมิงมักจะมองตัวเองสูงส่งอยู่เสมอ เมื่อถูกพี่น้อง
สกุลโม่จับได้ เดิมทียังคิดว่าแม้จะตายก็ต้องตายอย่างสง่างาม หาก
ลากพวกคนสกุลโม่ไปด้วยได้ก็คุ้มค่าแล้ว
ไม่คิดว่า พิษในหัวใจของตนจะหายไปโดยไร้ร่องรอย เขาไม่
สามารถควบคุมกู่คู่กายได้อีก สิ่งนี้ท าให้เขาไม่ทันตั้งตัว
ขณะเดียวกันก็ถูกค าพูดข่มขู่ของโม่จิ่วเยี่ยพาให้เขาตระหนักได้ว่า
สถานการณ์ของตนเองไม่สู้ดีเอาเสียเลย
ทว่าเขาไม่มีอะไรจะต่อรองกับอีกฝ่ายอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเกลียดชังที่พี่น้องสกุลโม่มีต่อเขา การ
ตายอย่างสงบก็คงเป็นเรื่องง่ายดายอย่างที่โม่จิ่วเยี่ยพูดจริง ๆ
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ปรมาจารย์ซือเหมิงก็เริ่มรู้สึกตื่นตระหนก
ขึ้นแล้ว
สิ่งที่เขากลัวตอนนี้ไม่ใช่ความตาย แต่เป็นการไม่สามารถแก้
แค้นให้หญิงอันเป็นที่รัก และยังต้องเผชิญกับการทรมานจนอยู่ไม่สู้
ตาย
โม่จิ่วเยี่ยเห็นปรมาจารย์ซือเหมิงยังไม่ยอมเอ่ยปาก จึงรู้ว่าเขา
ตระหนักถึงสถานการณ์ของตนเองได้แล้ว
“หากเจ้าไม่อยากถูกทรมาน ก็จงบอกที่อยู่ของท่านพ่อกับพี่ชาย
ข้ามาตามตรงเสีย แล้วข้าอาจจะให้เจ้าตายอย่างสงบ”
ปรมาจารย์ซือเหมิงยังคงไม่สนใจโม่จิ่วเยี่ย ความคิดของเขา
ตอนนี้ล่องลอยไปไกล ล่องลอยไปยังช่วงเวลาเมื่อสามสิบปีก่อน…