ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 441 ข้ายอมสารภาพแล้วไม่ใช่หรือ?
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 441 ข้ายอมสารภาพแล้วไม่ใช่หรือ?
เซวียฝานหวาดกลัวอย่างแท้จริง เขาพังทลายลงตั้งแต่ตอนที่โม่
จิ่วเยี่ยโรยผงยาลงบนบาดแผลของเขา
“ไม่… อย่าทรมานข้าอีกเลย ข้ารู้ว่าเถ้าแก่ถังเป็นใคร…”
โม่จิ่วเยี่ยหยุดการเคลื่อนไหวในมือ
“เหตุใดเจ้าถึงต้องใส่ร้ายเถ้าแก่ถัง?”
เซวียฝานพยายามสูดหายใจเฮือกใหญ่หลายครั้ง พยายามท า
ให้ลมหายใจของตนเองสงบลง “ข้าแกล้งท าเป็นเถ้าแก่ถังจริง นั่นเป็น
เพราะกิจการโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่จินดีเกินไป ถือเป็นคู่แข่งรายใหญ่
อันดับหนึ่งของจิงเซียนโหลวของข้า เพื่อให้จิงเซียนโหลวท าเงิน
ได้มากขึ้นในซีเป่ย ข้าถึงได้คิดหาวิธีจัดการกับเขา”
ค าพูดนี้ช่างฟังดูขอไปทีเหลือเกิน อย่าว่าแต่โม่จิ่วเยี่ยจะไม่เชื่อ
เลย แม้แต่บรรดาคนอื่น ๆ ที่ยืนฟังอยู่ก็ยังไม่เชื่อ
โม่จิ่วเยี่ยหยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ ออกมาอีกครั้ง จงใจโบกไปมา
ตรงหน้าเซวียฝาน ก่อนจะโรยลงบนแผลของเขา
“ข้าบอกความจริงไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังท าเช่นนี้?” เซวียฝาน
ร้อนใจ
“นี่แหละคือผลลัพธ์ของการที่เจ้าไม่ยอมพูดความจริง” โม่จิ่วเยี่ย
พูดพลางค่อย ๆ โรยผงลงบนแผลของเซวียฝานทีละน้อย
“เมื่อครู่นี้ผู้ติดตามที่พร้อมตายเพื่อเจ้าได้บอกแล้วว่า พวกเจ้า
มาถึงซีเป่ยได้สิบกว่าวันแล้ว แต่เจ้ากลับบอกว่าเพียงไม่กี่วัน ยิ่งไป
กว่านั้น ตามที่ข้ารู้มา แถบซีเป่ยตอนนี้ร้านที่ท ารุ่งเรืองที่สุดคือ
โรงเตี๊ยมถังจี้ ข้าเกรงว่าการกระท าของเจ้าคงไม่ได้มีจุดประสงค์เพียง
แค่ดื่มสุรากระมัง?”
“เมื่อเจ้าไม่ยอมพูดความจริง ข้าก็คงต้องใช้วิธีบางอย่างเพื่อท า
ให้เจ้าเปิดเผยความจริงเสียที”
คราวนี้เซวียฝานตกใจจริง ๆ แล้ว รูเลือดนั่นไม่ได้เพียงแค่
เจ็บปวดเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ท าให้คนแทบคลั่ง
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อเซวียฝานเห็นรูเลือดที่เพิ่งปรากฏบน
ขาของตัวเองอีกครั้ง เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ข้าขอร้อง… เจ้าอย่าทรมานข้าอีกเลย… ข้ายอมสารภาพแล้ว
ไม่ใช่หรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้พูดอะไร เพราะความอดทนของเขาก็ใกล้จะหมด
ลงเพราะเซวียฝานเจ้าเล่ห์ผู้นี้แล้ว เขาเพียงแต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วย
สายตาเย็นชา รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก
เซวียฝานก็รู้ดีว่าวันนี้ตนเองหนีไม่พ้นแน่ แต่เขาก็ทนรับการ
ทรมานที่ท าให้จิตใจพังทลายเช่นนี้ไม่ไหวจริง ๆ
เขาพึมพ าในใจว่า ‘ท่านพ่อ ท่านป้าจักรพรรดินี ข้าขอโทษพวก
ท่านด้วย’
เซวียฝานตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น “หลังจากที่
ข้ามาถึงซีเป่ย ข้าได้มีโอกาสติดต่อกับเถ้าแก่จินหลายครั้ง ได้ยิน
จากเขาว่า เนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานของโรงเตี๊ยมถังจี้นั้นมาจาก
สกุลโม่ เขายังบอกอีกว่าสกุลโม่ถูกฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ริบทรัพย์และ
เนรเทศมาที่นี่ ข้าจึงมั่นใจได้ว่าสกุลโม่ที่เถ้าแก่จินพูดถึงก็คือสกุลโม่
ที่เคยเป็นจวนกงกั๋วนั่นเอง”
“ตามที่ข้ารู้ สกุลโม่ถูกริบทรัพย์ก่อนที่จะถูกเนรเทศ ตอนที่ออก
จากเมืองหลวงไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ต าลึงเดียว ดังนั้นข้าจึงมั่นใจได้ว่า
เนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวาน คือทุนรอนที่สกุลโม่ใช้เลี้ยงชีพ”
ขณะที่เซวียฝานก าลังจะพูดอะไรต่อ โม่ชูหานก็ขัดจังหวะเขา
ด้วยความโกรธ “เจ้าหมายความว่า จุดประสงค์ที่เจ้าท าเช่นนี้ก็เพื่อ
ตัดแหล่งท ามาหากินของสกุลข้าใช่หรือไม่?”
เซวียฝานพยักหน้า “เป็นเช่นนั้น ตอนที่สกุลโม่ของเจ้าอยู่ใน
เมืองหลวง ก็เป็นศัตรูกับองค์ชายเหิงหนานเหิงอยู่บ่อยครั้ง พวกเจ้าก็
รู้ว่าสกุลเซวียของพวกข้านั้นคอยปกป้ององค์ชายเหิงหนานเหิง จะ
ไม่ให้เกลียดชังสกุลโม่ของพวกเจ้าได้อย่างไร?”
แม้ว่าเซวียฝานจะถูกจับตัวไว้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ
ความคิดของเขา
เมื่อครู่คนผู้นั้นพูดว่า ‘ตัดแหล่งท ามาหากินของสกุลโม่ของข้า’
ผู้ที่สามารถเรียกว่าสกุลโม่ของข้าได้ คงจะต้องเป็นคนของสกุล
โม่เท่านั้น
ในความเข้าใจของเขา บุตรชายแห่งสกุลโม่เหลือเพียงโม่จิ่วเยี่ย
คนเดียวเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นอีก
“เจ้าก็เป็นคนตระกูลโม่เช่นกันหรือ?”
โม่ชูหานไม่ได้สนใจค าพูดของเขา แต่กลับสบตากับโม่จิ่วเยี่ย
เพื่อดูว่าการกระท าขั้นต่อไปของเขาจะเป็นอย่างไร
หากค าพูดของเซวียฝานถูกได้ยินโดยผู้ที่ไม่รู้เรื่อง ทุกคนคงจะ
รู้สึกว่ามันมีเหตุผล
แต่พี่น้องสกุลโม่ไม่มีทางเชื่อเรื่องนี้เลย
โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะเสียงเย็น
“เจ้ามาซีเป่ยเพื่อตัดแหล่งท ามาหากินของสกุลโม่เป็นเพียง
ข้ออ้าง จุดประสงค์ที่แท้จริงคือต้องการสืบข่าวของสกุลโม่ใช่หรือไม่?
หากเป็นไปได้ เจ้าก็จะลงมือก าจัดข้าไปพร้อมกันเลยใช่หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยเป็นคนช่างสังเกต เขาสามารถฟังออกจากค าพูดของ
เซวียฝานว่า หลังจากมาถึงซีเป่ย เขายุ่งอยู่กับเรื่องของจิงเซียนโหลว
ตลอด ยังไม่มีเวลาไปสืบสวนเรื่องของสกุลโม่
“เจ้าแสร้งลงมือกับเถ้าแก่ถัง ตัดแหล่งท ามาหากินของสกุลโม่
เป็นเพียงข้ออ้าง จุดประสงค์ที่แท้จริงคือต้องการให้ข้าปรากฏตัวใช่
หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยซักไซ้ไล่เลียง ทุกค าพูดล้วนตรงใจเซวียฝาน
เหงื่อเย็นผุดขึ้นทันทีบนร่างของเซวียฝาน เพราะทุกสิ่งที่โม่จิ่
วเยี่ยกล่าวมานั้นล้วนถูกต้อง
ทันใดนั้นเขาก็หันไปมองโม่ชูหานอีกครั้ง บุรุษผู้นี้มีรูปร่างสูง
ใหญ่ ทั้งรูปโฉมก็ไม่ด้อยไปกว่าโม่จิ่วเยี่ยแต่อย่างใด
ตามที่เขารู้มา บุรุษสกุลโม่ล้วนมีรูปโฉมงดงาม และบุคลิกสง่า
งามไม่ธรรมดา คนผู้นี้ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าโม่
จิ่วเยี่ยเลยแม้แต่น้อย
หรือว่า เขาก็เป็นบุตรชายสกุลโม่เช่นกัน?
เป็นไปไม่ได้ บุตรชายสกุลโม่นอกจากโม่จิ่วเยี่ยแล้วล้วนสิ้นชีพ
ในสนามรบทั้งหมด นี่เป็นความจริงที่ผู้คนทั่วหล้าต่างรับรู้
ในขณะที่เซวียฝานก าลังสงสัยอยู่ในใจ โม่จิ่วเยี่ยก็เอ่ยปากขึ้น
อีกครั้ง
“ข้าไม่มีความอดทนมากพอจะเสียเวลาอยู่ที่นี่กับเจ้า หากเจ้าคิด
ว่าอยากมีรูที่เป็นแผลเลือดเพิ่มอีกสองสามรูข้าก็ไม่รังเกียจที่จะท าให้
มือตัวเองเปื้อนเลือดอีกสักหน่อย”
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยพูด มือของเขาก็เปิดห่อกระดาษเล็ก ๆ ออก
ท าท่าจะโรยลงบนบาดแผลของเซวียฝาน
เนื่องจากครั้งนี้เขาตั้งใจเคลื่อนไหวช้า ๆ จึงให้โอกาสเซวียฝาน
ได้ตอบสนอง
“อย่า… อย่า… ข้าจะพูด”
โม่จิ่วเยี่ยหยุดการเคลื่อนไหว
“ถ้าเช่นนั้นก็จงพูดอะไรที่ท าให้ข้าเชื่อได้”
“เป็นท่านป้าของข้า จักรพรรดินี นางเชื่อมาตลอดว่าการหายตัว
ไปขององค์ชายหนานเหิงนั้นเกี่ยวข้องกับเจ้า ดังนั้น นางจึงปรึกษา
กับอัครเสนาบดีและส่งคนมายังซีเป่ยเพื่อจับเป็นท่าน และสอบถามถึง
ที่อยู่ขององค์ชายหนานเหิง” ยิ่งเซวียฝานพูดเสียงก็ยิ่งเบาลง เขากลัว
ว่าเรื่องนี้จะท าให้โม่จิ่วเยี่ยโกรธ และใช้วิธีอื่นกับเขาอีก
เมื่อได้ยินค าพูดของเขา พี่น้องตระกูลโม่รู้สึกโกรธมาก แต่ก็ยัง
ไม่ถึงขั้นลงมือท าอะไร
เพราะโม่จิ่วเยี่ยทรมานเขาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์
“เจ้าจงพูดต่อไป จนกว่าเจ้าจะพูดทุกสิ่งที่เจ้ารู้จนหมด”
เซวียฝานพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดทางร่างกาย
“ตอนนี้ องค์ชายหนานรุ่ยก็หายตัวไป ไม่รู้ว่าไปไหน ในราช
ส านักก็เกิดสถานการณ์ที่องค์ชายหนานฉีมีอ านาจเหนือกว่าใคร
จักรพรรดินีเกรงว่าต าแหน่งขององค์ชายหนานเหิงจะไม่มั่นคง จึง
ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับเจ้า”
“นางหวังว่าจะสามารถสืบข่าวการหายตัวไปขององค์ชายหนาน
เหิงจากเจ้าได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคือนางยังกังวลว่าวัน
หนึ่งองค์ชายหนานฉีอาจจะหาทางล้างมลทินให้สกุลโม่ หากถึงวัน
นั้น องค์ชายหนานฉีก็จะมีเจ้าคอยสนับสนุน ต่อให้องค์ชายหนานเหิง
กลับมา ก็ยากที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ จักรพรรดินีจึงหวังว่าข้า
จะสามารถจัดการเจ้าโดยไม่ให้ใครล่วงรู้…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซวียฝานอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้า
ของโม่จิ่วเยี่ย เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีผิดปกติใด จึงพูดต่อไปว่า
“เหตุผลที่ข้าเปิดจิงเซียนโหลวสองแห่งในซีเป่ยก็เพื่อพรางตา
ผู้คนเป็นหลัก วันนี้ข้าก าลังรอข่าวจากทางการ เมื่อเถ้าแก่ถูกลงโทษ
ข้าเชื่อว่าไม่กี่วันต่อจากนี้ พวกเจ้าสกุลโม่ก็จะหาวิธีอื่นในการขาย
เนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวาน เมื่อถึงตอนนั้น ข้าสามารถฉวยโอกาส
ในช่วงที่สกุลโม่ก าลังให้ความสนใจกับการท ามาหากิน ส่งคนไปจับ
ตัวเจ้ามาทั้งเป็น”
โม่จิ่วเยี่ยถามอย่างสนอกสนใจว่า “โอ้? ตามที่เจ้าพูดมา
หลังจากที่เจ้ามาถึงซีเป่ยแล้ว เจ้ายังไม่ได้ไปสืบหาข่าวคราวอะไรที่
สกุลโม่ของข้าเลยหรือ?”