ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 495 ข้าท างานหนักเพื่อความรับผิดชอบนี้
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 495 ข้าท างานหนักเพื่อความรับผิดชอบนี้
เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ เฮ่อจือหร่านไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะหลาน
เอ๋อร์เป็นคนขยันและรู้จักกาลเทศะ การที่นางดูแลพี่ชายคนโตของ
นางอย่างละเอียดรอบคอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
นางไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้น
ตอนนี้หลังจากได้ยินบทสนทนาระหว่างท่านแม่และพี่ชาย เฮ่อจื
อหร่านรู้สึกราวกับว่าความจริงได้ปรากฏขึ้น
แต่เดิมนางไม่ชอบให้คนเข้ามารับใช้ใกล้ชิด หลานเอ๋อร์และอวี่
เอ๋อร์ก็รู้กาลเทศะพอที่จะไม่เข้าไปในห้องของนางโดยไม่ได้รับค าสั่ง
บางทีอาจเป็นเพราะกังวลว่าโม่จิ่วเยี่ยจะเปลี่ยนใจ ทั้งสองคนจึง
หลีกเลี่ยงที่จะเจอโม่จิ่วเยี่ย
ไม่ต้องพูดถึงว่าหลานเอ๋อร์รู้จักกาลเทศะได้อย่างไร แค่กิริยา
ท่าทางที่สง่างามและความรอบรู้ของนาง ในสายตาของเฮ่อจือหร่านผู้
มีแนวคิดว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรไม่คู่ควรกับพี่ชาย
ของนาง
การแต่งงานที่เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แสดงให้
เห็นว่าทั้งคู่มีนิสัยที่เข้ากันได้ดี การแต่งงานเช่นนี้ย่อมดีกว่าการที่
บิดามารดาจัดการให้
ในที่สุดพี่ชายใหญ่ก็หลุดพ้นจากท่านหญิงอวี้มาได้อย่าง
ยากล าบาก นางจึงหวังด้วยใจจริงว่าเขาจะมีชีวิตที่มีความสุข
ตลอดไป
“หร่านหร่าน เจ้าก็คิดว่าพี่ชายของเจ้ากับหลานเอ๋อร์เหมาะสม
กันหรือ?” ในตอนนี้เฮ่อฮูหยินเริ่มลังเลใจแล้ว
“ท่านแม่ ตราบใดที่พี่ชายใหญ่ชอบนาง ข้าเห็นว่าไม่มีอะไรที่ไม่
เหมาะสมเลย หลานเอ๋อร์มีความคิดละเอียดอ่อน การวางตัวและการ
ปฏิบัติต่อผู้อื่นยังดีกว่าบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเสีย
อีก แม้นางจะเป็นเพียงสาวใช้ข้างกายองค์หญิงสี่ แต่ความรู้และความ
เฉลียวฉลาดของนางนั้น ไม่มีปัญหาเลยที่จะเป็นนายหญิงของบ้าน”
เฮ่อจือหร่านไม่ได้พูดเกินจริง หลานเอ๋อร์มาอยู่ที่สกุลโม่ได้ระยะ
หนึ่งแล้วไม่มีใครจะรู้จิตใจของนางได้ดีไปกว่าเฮ่อจือหร่านอีกแล้ว
เฮ่อซื่อหมิงเห็นน้องสาวพูดแทนตน ก็เกิดความกล้าขึ้นมาทันที่
เขายืนขึ้นแล้วคุกเข่าลงอย่างจริงจังต่อหน้าเฮ่อฮูหยิน
“ท่านแม่ ตั้งแต่เด็กลูกถูกท่านพ่อพาติดตัวไปสั่งสอน ได้เห็นการ
หลอกลวงกันในราชการมามาก ลูกคิดมาตลอดว่าท่านทั้งสองหวังให้
ข้าเรียนให้ส าเร็จ สอบได้กงหมิงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลเฮ่อ”
“ข้าพยายามมาตลอดเพื่อความรับผิดชอบนี้ แต่ท่านและท่าน
พ่อไม่รู้ว่าข้าต้องการชีวิตแบบใดกันแน่ ตั้งแต่มาถึงซีเป่ย ได้เห็น
ผู้คนของสกุลโม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วยน ้าพักน ้าแรงของตนเอง
ข้ารู้สึกอิจฉาจริง ๆ ที่นี่ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่มีการ
หลอกลวงเอาเปรียบกัน สิ่งที่เห็นมีเพียงความเรียบง่ายและความขยัน
ขันแข็งของผู้คน…”
“ท่านแม่ ลูกอยากได้รับความยินยอมจากท่าน ต่อไปจะขออยู่ที่
ซีเป่ย เปิดโรงหมอรักษาโรค ช่วยเหลือผู้คน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไป
ตลอดชีวิต”
เมื่อพูดจบ เฮ่อซื่อหมิงก็ก้มลงค านับเฮ่อฮูหยินอย่างหนักแน่น
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ค าพูดของเฮ่อซื่อหมิงท าให้เฮ่อฮูหยินตกตะลึงจริง ๆ นางไม่เคยรู้
มาก่อนเลยว่าบุตรชายมีความคิดเช่นนี้
หากนางไม่ได้มาที่ซีเป่ย บางทีนางอาจไม่สามารถเข้าใจ
ความคิดของเฮ่อซื่อหมิงได้เลย แต่นับตั้งแต่มาที่นี่ ตัวนางเองก็เริ่มไม่
อยากจากไป
เฮ่อฮูหยินไม่ได้ให้เฮ่อซื่อหมิงลุกขึ้นในทันที่ แต่กลับพินิจ
พิเคราะห์เขาอย่างจริงจัง
เฮ่อจือหร่านก็ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะมีความคิดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่
เจ้าของร่างเดิมเห็นล้วนเป็นพี่ใหญ่ที่ขยันหมั่นเพียร รักการเรียนรู้
และเชื่อฟังค าสั่งของท่านพ่ออย่างยิ่ง
เฮ่อซื่อหมิงผ่านก็ผ่านวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมาแล้ว อีกทั้งเขาเป็นคน
ที่มีความสุขุมเยือกเย็นเป็นพิเศษ เฮ่อจือหร่านเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าทุก
ค าที่เขาพูดล้วนมาจากใจจริง
นางเข้าใจความคิดของพี่ชายใหญ่ แต่ในตอนนี้นางไม่ได้เอ่ย
ปากช่วยพูด
เฮ่อฮูหยินเติบโตมาจากตระกูลใหญ่ ความคิดมากมายได้ฝังราก
ลึกในใจนางมานานแล้ว
การจะเปลี่ยนความคิดของนางในทันทีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เรื่อง
นี้ต้องปล่อยให้นางท าความเข้าใจด้วยตัวเองบ้าง
ในฐานะลูกสาว นางก็ไม่อยากกดดันมารดามากเกินไป ต้องให้
เวลานางได้คิดทบทวนบ้าง
เฮ่อฮูหยินก าลังครุ่นคิดอยู่จริง ๆ แต่นางก็ยังไม่ถึงขั้นที่ไม่
สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้
นางเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง หากเป็นในอดีต เมื่อเฮ่อซื่อหมิงพูด
เช่นนี้ นางคงจะคิดว่าลูกชายไม่มีความทะเยอทะยาน
ทว่าตอนนี้นางดูเหมือนจะไม่รังเกียจที่ลูกชายพูดเช่นนี้
แม้กระทั่งมีความรู้สึกอยากจะอยู่ที่นี่ด้วยกัน
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เฮ่อซื่อหมิงยังคงคุกเข่าอยู่ เฮ่
อฮูหยิน จ้องมองเขาด้วยความครุ่นคิด ส่วนเฮ่อจือหร่านยืนอยู่
ด้านหลังนาง
หลานเอ๋อร์ล้างองุ่นเสร็จแล้วเดินออกมาจากครัว สิ่งแรกที่เห็น
คือภาพเหตุการณ์เช่นนี้
เฮ่อจือหร่านรู้ถึงความคิดของหลานเอ๋อร์ นางจงรักภักดีต่อองค์
หญิงสี่ อย่างสุดหัวใจ และหวังเพียงจะได้เห็นวันที่นางแก้แค้นส าเร็จ
อีกทั้งหญิงสาวผู้นี้ก็มีนิสัยดื้อรั้น หากนางยืนกรานไม่ยอมอยู่กับ
พี่ชายใหญ่ สถานการณ์เช่นนี้ของท่านแม่และพี่ชายใหญ่จะไม่
กลายเป็นความผิดพลาดหรอกหรือ?
“หืม… ท่านแม่ พี่ใหญ่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงแม้จะท าผิด ก็ไม่ควร
ลงโทษให้คุกเข่าเหมือนตอนเด็ก ๆ นะเจ้าคะ!”
เฮ่อฮูหยินตอบสนองอย่างรวดเร็ว แกล้งท าหน้าเคร่งขรึมพูดว่า
“คราวนี้ข้าจะยกโทษให้เจ้า ลุกขึ้นเถอะ!”
เฮ่อซื่อหมิงลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นบนตัว แล้วยังคงก้มหน้าต่อไป
หลานเอ๋อร์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางคิดเพียงว่าคุณชาย
ใหญ่เฮ่อท าให้เฮ่อฮูหยินไม่พอใจ จึงรีบน าองุ่นที่ล้างเสร็จแล้วมาให้
“ท่านฮูหยินเฮ่อ คุณชายใหญ่ และฮูหยินเก้า นี่คือองุ่นที่ข้า
กับอวี่เอ๋อร์เก็บมาจากบนเขา ขอเชิญท่านลองชิมดูเจ้าค่ะ”
เมื่อพูดจบ นางก็วางถาดลงบนโต๊ะหิน แล้วถือถาดองุ่นอีกใบไป
ยังเรือนหลัก เพื่อส่งให้แก่สตรีที่ก าลังดูแลเด็ก ๆ อยู่
เมื่อเห็นหลานเอ๋อร์จากไป เฮ่อจือหร่านก็ดึงเฮ่อซื่อหมิงมานั่งข้าง
ๆ เฮ่อฮูหยิน
“ท่านแม่ ชีวิตคนเรามีเพียงไม่กี่สิบปี หากเป็นไปได้ ใคร ๆ ก็
อยากใช้ชีวิตตามแบบที่ตนเองชอบ ไม่ใช่แค่พี่ชายใหญ่ ตัวข้าเองก็
เช่นกัน ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในเมืองหลวง ข้าใช้เวลาทั้งวันอ่านหนังสือ
อยู่ในเรือนใน ไม่เคยคิดเลยว่าตนเองต้องการชีวิตแบบไหน คิดว่าคง
เหมือนท่านแม่ หลังแต่งงานก็อยู่บ้านดูแลสามีและสั่งสอนลูกทั้งวัน…”
“นับตั้งแต่ถูกเนรเทศมากับสกุลโม่ ข้าได้พบเจอผู้คนและ
เรื่องราวมากมาย อีกทั้งพวกเรายังต้องใช้ชีวิตที่ต้องลงมือท าเองทุก
อย่างจึงจะมีเสื้อผ้าอาหารการกินที่พอเพียง แม้ชีวิตเช่นนี้จะล าบาก
ไปบ้าง แต่กลับท าให้ข้ารู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความหมายมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาถึงซีเป่ย พวกข้าได้ใช้ความพยายามของ
ตนเองในการจัดหาที่ดิน บุกเบิกภูเขารกร้าง และสร้างบ้านเรือน…
ผลลัพธ์คือข้าพบว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชีวิตที่ข้าชื่นชอบ เมื่อเทียบ
กับกฎเกณฑ์ทางโลกในเมืองเมืองหลวง ข้าชอบชีวิตที่เต็มเปี่ยม
เช่นนี้มากกว่า”
เฮ่อฮูหยินตั้งใจฟังค าบอกเล่าของบุตรสาว นางพบว่าจิตใจของ
ตนเองกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที่
“ช่วงนี้แม่ก็ก าลังลังเลอยู่เช่นกัน ไม่อยากกลับเมืองหลวง ด้าน
หนึ่งคือเสียดายที่ต้องจากเจ้าและจู้เอ้อร์ หมิงจู ที่ส าคัญกว่านั้นคือแม่
ชอบชีวิตที่นี่”
ในเมืองหลวง ขุนนางเฮ่อต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าเฝ้า นางก็ต้อง
ตื่นในเวลาเดียวกันด้วย แม้ว่าสามีจะบอกให้นางนอนต่ออีกสักหน่อย
อยู่บ่อยครั้ง แต่นางก็ไม่เห็นด้วย เพราะนี่เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบ
ทอดกันมาแต่โบราณ
เมื่อสามีลุกขึ้น หากภรรยายังนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียง ไม่ต้อง
พูดถึงคนนอก แม้แต่ข้ารับใช้ในบ้านก็จะลอบนินทา
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครอบครัวใหญ่ที่ไม่เข้มงวดกับการอบรมข้า
รับใช้ เรื่องที่พวกเขาคิดว่าน่าอับอายเช่นนี้ ไม่นานก็จะแพร่สะพัดไป
ทั่ว
โชคดีที่ขุนนางเฮ่อไม่มีญาติผู้ใหญ่แล้ว นางจึงไม่ต้องไปค านับ
ทุกเช้าเย็น และยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีอนุภรรยามาสร้างความร าคาญ
ให้นางผู้เป็นภรรยาเอก
สตรีในครอบครัวขุนนางและคหบดีมากมายในเมืองหลวงต่าง
อิจฉาชีวิตของเฮ่อฮูหยิน