ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 508 ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงครั้ง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 508 ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงครั้ง
เดียว
เขาไม่ได้ถามถึงจุดประสงค์ที่ทั้งสองคนมาที่เมืองหลวงในทันที่
แต่กลับถามด้วยความห่วงใยว่า “พวกเจ้ายังไม่ได้ทานอาหารเย็นใช่
หรือไม่? พ่อจะให้ลุงเฟิงไปจัดการให้เดี๋ยวนี้”
เมื่อได้ยินค าพูดของท่านพ่อ เฮ่อจือหร่านรู้สึกอบอุ่นใจ
ตามหลักแล้ว พวกเขารีบเร่งมาจากซีเป่ยถึงเมืองหลวง ย่อมต้อง
มีเรื่องด่วนส าคัญ ท่านพ่อควรจะถามถึงสาเหตุก่อน
แต่ท่านกลับไม่ได้ท าเช่นนั้น แต่กลับถามว่าพวกนางทานอาหาร
เย็นแล้วหรือยัง
นั่นแสดงให้เห็นว่า ในใจของท่านพ่อ สุขภาพของนางผู้เป็นลูก
สาวส าคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด
“ท่านพ่อ พวกข้าได้ทานอาหารระหว่างทางมาแล้ว ช่วงนี้
สุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
ท่านเสนาบดีเฮ่อถอนหายใจอย่างขมขื่น “ร่างกายแก่ ๆ ของพ่อ
ยังแข็งแรงดี แต่สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้แย่มาก เหตุใดพวก
เจ้าจึงเลือกมาที่นี่ในเวลาเช่นนี้”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค านึงถึงสถานะของสกุลโม่ที่ถูกเนรเทศ
การที่โม่จิ่วเยี่ยปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง จะต้องมีเรื่องส าคัญบางอย่างที่
ต้องท าแน่นอน
มาถึงจุดนี้แล้ว โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าไม่จ าเป็นต้องปิดบังอะไรอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภรรยาของเขายังตั้งใจจะโน้มน้าวท่านพ่อตา
ให้ลาออกจากต าแหน่ง การที่เขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสกุลโม่ ก็
อาจจะท าให้ท่านพ่อตาได้เห็นธาตุแท้ของจักรพรรดินีมากขึ้น
ขณะที่เขาก าลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงดังวุ่นวายจากข้างนอก
ฝีเท้าของลุงเฟิงค่อนข้างเร็ว น่าจะอยู่ห่างจากห้องหนังสือ
พอสมควร แต่เสียงก็ดังมาถึงแล้ว
“ท่านเสนาบดี มีคนจากในวังมาขอรับ”
เมื่อได้ยินว่ามีคนจากวังมา สีหน้าของท่านเสนาบดีเฮ่อก็หม่นลง
ทันที่ จากนั้นก็เริ่มมองไปรอบ ๆ
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า การที่วังส่งคนมาได้
แน่นอนว่าต้องเป็นค าสั่งจากจักรพรรดินี ไม่พ้นเรื่องที่จะใช้เล่ห์
เหลี่ยมบางอย่างเพื่อให้ท่านเสนาบดีเฮ่อเข้าร่วมกับฝ่ายของนาง
โดยไม่ต้องรอให้ท่านเสนาบดีเฮ่อเตือน โม่จิ่วเยี่ยก็รีบลากเฮ่อจื
อหร่านไปซ่อนหลังฉากกั้นอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องหนังสือไม่มีประตูหลัง ที่สามารถซ่อนตัวได้มีเพียง
ฉากกั้นนี้เท่านั้น พวกเขาจึงต้องหลบซ่อนอยู่ที่นั่นชั่วคราว
ในขณะเดียวกัน ทั้งสองคนก็มีความคิดว่า หากผู้มาเยือนกล้าท า
สิ่งที่เป็นอันตรายต่อท่านเสนาบดีเฮ่อ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย
ตัวตน พวกเขาก็จะไม่ยอมให้มันท าส าเร็จ
ทันทีที่หลบซ่อนตัวได้ ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดจากด้าน
นอก
ลุงเฟิงพยายามขัดขวาง แต่กลับถูกขันทีคนหนึ่งผลักไปด้านข้าง
ท าให้เขาเกือบล้มลง
แม้จะเป็นเช่นนั้น ลุงเฟิงก็ยังคงพยายามขัดขวางคนเหล่านี้ไม่ให้
บุกรุกเข้ามาในห้องหนังสือตามอ าเภอใจ
“พวกเจ้าช่างบังอาจนัก ถึงกับบังอาจบุกรุกห้องหนังสือของท่าน
เสนาบดีเชียวหรือ”
ขันทีเห็นว่าลุงเฟิงดื้อรั้นเช่นนี้ จึงก้าวเข้าไปเตรียมจะลงมือกับ
เขา
เสนาบดีเฮ่อเอ่ยด้วยน ้าเสียงเย็นชา “หยุด! ใครให้พวกเจ้ากล้า
มาท าอุกอาจต่อหน้าข้า?เช่นนี้?”
ผู้มาเยือนเป็นขันทีสามคน เสนาบดีเฮ่อไม่ใช่คนแปลกหน้า
ส าหรับพวกเขา
“ขันทีหลิว พาคนมาที่จวนของข้ายามดึกดื่นเช่นนี้มีธุระอันใด
หรือ?”
ขันทีหลิวเห็นเสนาบดีเฮ่อพูดด้วยน ้าเสียงไม่พอใจ จึงกล่าวด้วย
น ้าเสียงประชดประชันว่า “โอ้… ท่านเสนาบดีเฮ่อช่างขี้ลืมจริง ๆ เมื่อ
ไม่กี่วันก่อน จักรพรรดินีไม่ได้เตือนท่านหรอกหรือว่าจะส่งคนมาที่
จวนเพื่อพูดคุยกับท่าน? ข้าน้อยผู้ไร้ความสามารถ ได้รับค าสั่งจาก
จักรพรรดินีให้มาสนทนากับท่านเสนาบดีเฮ่อ”
พูดจบ ดวงตาเล็ก ๆ ของขันทีหลิวก็กวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง
หนังสือ
ท้ายที่สุดแล้ว ด้านหลังฉากบังตายังซ่อนโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือห
ร่านอยู่ ในตอนนี้จะบอกว่าเสนาบดีเฮ่อไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจก็คง
เป็นเรื่องโกหก
ขณะที่เขาก าลังคิดจะหยุดขันทีหลิวไม่ให้มองส ารวจต่อไป ขันที
หลิวก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“พวกข้ามาถึงที่นี่แล้ว ท่านเสนาบดีเฮ่อไม่คิดจะเชิญพวกข้าเข้า
ไปนั่งพูดคุยกันหน่อยหรือ?”
ความจริงแล้ว เสนาบดีเฮ่อได้เตรียมใจพร้อมที่จะตายมานาน
แล้ว หากไม่ใช่เพราะมีโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านอยู่ด้วย ตอนนี้เขาคง
ไม่อยากจะเสแสร้งแกล้งท าดีกับคนอย่างขันทีหลิวเลย ด้วยความจ า
ยอม เพื่อความปลอดภัยของลูกสาวและลูกเขย เขาจึงต้องฝืนใจไป
ต่อรองกับอีกฝ่าย
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะความเป็นห่วงความปลอดภัยของโม่จิ่วเยี่ย
และเฮ่อจือหร่านหน้าผากของเสนาบดีเฮ่อที่ก าลังตื่นเต้นก็เริ่มมีเหงื่อ
ผุดออกมาแล้ว
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของขันทีหลิว เขารู้สึกพอใจในใจยิ่งนัก
แม้แต่ในใจก็ยังด่าเสนาบดีเฮ่อว่า ปกติกระดูกแข็งนัก พอ
จักรพรรดินีเอาจริง ก็ยังกลัวจนเหงื่อแตก?
ด้วยความคิดเช่นนี้ ขันทีหลิวจึงมองเสนาบดีเหอด้วยสายตาดู
แคลนยิ่งขึ้น
เขาพาขันทีสองคนเดินเข้าไปในห้องหนังสืออย่างอวดดี นั่งลง
บนเก้าอี้ตัวหลักที่โต๊ะท างาน ขันทีสองคนที่น ามาก็ยืนอยู่เคียงข้าง
อย่างเรียบร้อย
หากเป็นในอดีต ขันทีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งย่อมไม่กล้าวางท่าเช่นนี้
ต่อหน้าท่านเสนาบดีเฮ่อเป็นอันขาด จากเหตุการณ์นี้จึงเห็นได้ว่า
สถานการณ์ของท่านเสนาบดีเฮ่อในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก
เสนาบดีเฮ่อพยายามควบคุมความคิดให้สงบ ยืนตัวตรง
“ขันทีหลิว พวกขุนนางทั้งหมดในราชส านักต่างรู้ดีว่าข้าเชื่อฟัง
แต่เพียงองค์จักรพรรดิเท่านั้น ข้าไม่เคยมีส่วนร่วมในการแย่งชิง
ต าแหน่งรัชทายาท หากวันนี้ท่านมาเพื่อโน้มน้าวข้า ก็ไม่ต้อง
เสียเวลาพูดอะไรอีก!”
เขาได้เตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว แม้ว่า
สถานการณ์จะบีบบังคับให้เขาไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ เขาก็
จะไม่ยอมเข้าร่วมกับฝ่ายของจักรพรรดินีผู้เจ้าเล่ห์เช่นนั้น
องค์ชายสี่ก็แค่เครื่องมือที่จักรพรรดินีใช้เพื่อช่วงชิงอ านาจ
เท่านั้น!
แม้ว่าองค์ชายสี่จะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์จริง แล้ว
อย่างไรเล่า?
เด็กน้อยที่ยังไม่ทันรู้เดียงสาเช่นนั้น จะสามารถบริหารบ้านเมือง
ได้อย่างไร?
สุดท้ายอ านาจราชบัลลังก์ก็จะตกอยู่ในมือของตระกูลเซวีย นี่
ต่างอะไรกับการก่อกบฏ?
ตลอดชีวิตของเฮ่อเยวียนหมิงนั้นซื่อตรง แม้แต่ความตายก็ไม่
อาจท าให้เขาร่วมมือกับคนพวกนี้ได้
ขันทีหลิวไม่ได้สนใจท่าทีของเสนาบดีเฮ่อ เพราะตลอดมาไม่ว่า
จะเผชิญหน้ากับเขา หรือแม้แต่จักรพรรดินีและเสนาบดีเซวียจะเอ่ย
ปากด้วยตนเอง เขาก็มีท่าทีเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ขอเพียงท าหน้าที่ของวันนี้ให้เสร็จก็พอ
ขันทีหลิวหยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ
วางลงบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน
“ท่านเสนาบดีเฮ่อ จักรพรรดินีกล่าวว่า วันนี้มีสองทางให้ท่าน
เลือก ทางแรก ต่อไปนี้ท่านเพียงแค่ท าตามพระประสงค์ของ
จักรพรรดินีและอัครเสนาบดีเซวีย ข้าขอรับรองว่าท่านจะได้รับ
ยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง และมีความมั่งคั่งรุ่งเรืองไม่รู้จบในอนาคต เมื่อ
องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างมั่นคงแล้ว ท่านก็จะกลายเป็นขุน
นางอาวุโสผู้มีความชอบใหญ่หลวง ในทางกลับกัน หากท่านยังคงดื้อ
รั้นขัดขืนจักรพรรดินีต่อไป…”
พูดพลางชี้ไปที่ขวดกระเบื้องเล็ก ๆ บนโต๊ะ
“นี่ก็เป็นเมตตาของจักรพรรดินี ที่ให้โอกาสท่านได้จากไปอย่าง
สงบ”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้น แม้จะมองไม่
เห็นขวดกระเบื้องเล็ก ๆ บนโต๊ะ แต่จากเสียงขวดกระทบโต๊ะเมื่อครู่
และค าพูดของขันทีหลิว ก็สามารถตัดสินได้ว่า จักรพรรดินีได้ยื่นค า
ขาดสุดท้ายให้กับท่านเสนาบดีเฮ่อแล้ว
วันนี้เว้นแต่ว่าเสนาบดีจะตกลงเข้าร่วมฝ่ายของจักรพรรดินี มิ
เช่นนั้นก็ต้องดื่มยาพิษในขวดกระเบื้องเล็ก ๆ นั้น
สรุปคือความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว
ของท่านเสนาบดีเฮ่อ
บางทีท่านเสนาบดีเฮ่ออาจคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีวันนี้ เมื่อ
เผชิญหน้ากับขวดกระเบื้องเล็ก ๆ บนโต๊ะ เขาไม่แสดงความ
หวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ข้าได้กล่าวไว้แล้ว คนที่เห็นต่างกันย่อมอยู่ร่วมกันไม่ได้ อีกทั้ง
ชีวิตของข้านี้จะเป็นหรือตายก็มีเพียงองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่จะตัดสิน
ได้ แต่โบราณมา วังหลังไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จักรพรรดินีรับ
ค าสั่งจากผู้ใดกัน ถึงได้คิดจะเอาชีวิตของข้า?”
ขันทีหลิวหัวเราะเยาะหยันสองครั้ง มือของเขาตบลงบนโต๊ะอย่าง
แรง
“เฮ่อเยวียนหมิง เจ้าอย่าได้ดื้อดึง ในเมื่อเจ้าไม่ยอมดื่มสุราคารวะ
ชอบสุราลงทัณฑ์ เมื่อเจ้าไม่เต็มใจเข้าร่วมกับฝ่ายของจักรพรรดินี
ข้าขอแนะน าว่าเจ้าอย่าได้ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ จงดื่มยาพิษบน
โต๊ะนี้เสีย ด้วยวิธีนี้ จะไม่ท าให้ครอบครัวและข้ารับใช้ในจวนของเจ้า
เดือดร้อน”
บทที่ 509 ไม่จ าเป็นต้องมีใครมาเดินบนเส้นทางสู่ยมโลกกับข้า
หลังจากฟังค าพูดของขันทีหลิว เฮ่อจือหร่านก็ตระหนักได้ถึง
บางสิ่ง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาไม่พบข้ารับใช้แม้แต่คนเดียวตอน
เข้ามาในจวน
แน่นอนว่าท่านพ่อคงคาดการณ์ไว้แล้วว่าจักรพรรดินีจะท าอะไร
ในที่สุด เพื่อไม่ให้เหล่าข้ารับใช้ต้องมาเดือดร้อน เขาจึงไล่ทุกคน
ออกไปก่อนหน้านี้
ลุงเฟิงเป็นข้อยกเว้น เขาจงรักภักดีต่อท่านพ่ออย่างสุดหัวใจ แม้
รู้ว่าจะต้องตาย ก็ไม่คิดจะหนีไปคนเดียวเพื่อเอาชีวิตรอด
ดังคาด เฮ่อเยวียนหมิงหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆๆๆ… ข้ารู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง ดังนั้นข้าจึงส่งครอบครัวและข้า
รับใช้ทั้งหมดออกไปล่วงหน้าแล้ว แม้ข้าจะตาย ก็ไม่จ าเป็นต้องมีใคร
มาเดินบนเส้นทางสู่ยมโลกกับข้า”
“เจ้า… เจ้าบังอาจนัก!!” ขันทีหลิวไม่คิดว่าเสนาบดีเฮ่อจะท าเรื่อง
ถึงขนาดนี้ ก่อนที่เขาจะออกมาปฏิบัติหน้าที่ จักรพรรดินีได้ก าชับไว้
ว่า เสนาบดีเฮ่อเป็นคนดื้อรั้น หากเขาไม่กลัวตาย ก็ให้ใช้ครอบครัว
ของเขามาข่มขู่
ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
แบบนี้เขาจะมีอะไรมาข่มขู่อีกฝ่ายได้
ขันทีหลิวกลอกตาไปมา ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้
“เจ้าอย่าลืมว่า บุตรสาวของเจ้ายังอยู่ที่ซีเป่ย เพียงแค่
จักรพรรดินีตรัสค าเดียว ส่งคนออกไปหนึ่งกอง เจ้าคิดว่านางจะยังมี
โอกาสรอดชีวิตหรือไม่”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เฮ่อจือหร่านก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป
นางและโม่จิ่วเยี่ยเดินออกมาจากหลังฉากกั้นพร้อมกัน
ทั้งสองคนเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน ฉวยโอกาสที่ขันที
หลิวไม่ทันระวังตัว เข้าไปด้านซ้ายและขวาของเขา ท าให้ขันทีสอง
คนที่อยู่ข้าง ๆ สลบไป
จากนั้นนางก็หัวเราะเยาะอย่างเย็นชาว่า “หากต้องการฆ่าข้า ไม่
จ าเป็นต้องไปถึงซีเป่ย ตอนนี้ข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว ดูซิว่าเจ้าจะมี
ความสามารถหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยเป็นผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์ ความสามารถในการรับรู้ถึง
อันตรายรอบตัวนั้นแข็งแกร่งเป็นพิเศษ
ตอนที่เขาหลบอยู่หลังฉากกั้น เขาก็คอยสังเกตสถานการณ์
โดยรอบอย่างระมัดระวัง และมั่นใจว่าวันนี้มีเพียงคนสามคนนี้ที่มาที่
จวนเสนาบดี
ดังนั้นเมื่อเฮ่อจือหร่านตั้งใจจะปรากฏตัว เขาก็เตรียมพร้อม
สนับสนุน
ขันทีหลิวไม่รู้จักคนสองคนที่อยู่ตรงหน้า แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่
จากค าพูดของเฮ่อจือหร่านก็สามารถตัดสินตัวตนของนางได้
เพียงแต่ขันทีหลิวไม่ค่อยเชื่อว่า คุณหนูตระกูลเฮ่อที่แต่งเข้าสกุลโม่
ได้เพียงสองวันก็ถูกเนรเทศไปซีเป่ย จะมาปรากฏตัวในเมืองหลวงได้
อย่างไร?
ต้องบอกว่าขันทีหลิวคนนี้ก็ยังมีสมองอยู่บ้าง
ถึงแม้ว่าในใจเขาจะสงสัยในตัวตนของหญิงสาวที่พูดอยู่ตรงหน้า
แต่เขาก็เห็นกระบวนการลงมือของคนทั้งสองเมื่อครู่อย่างชัดเจน
ความคล่องแคล่วว่องไวนั้นเทียบชั้นได้กับเหล่าองครักษ์ลับข้าง
กายจักรพรรดินี แน่นอนว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญยุทธ์
ขันทีหลิวก็นับว่ารู้กาลเทศะ ไม่จ าเป็นต้องให้เฮ่อจือหร่านกับโม่
จิ่วเยี่ยเตือนเขาไม่ให้ส่งเสียง เขาก็ปิดปากเงียบเองโดยสมัครใจ
อย่างไรก็ตาม เพื่อพิสูจน์ตัวตนของคนตรงหน้า เขาก็ยังคงถาม
ด้วยน ้าเสียงปกติว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่?”
เฮ่อจือหร่านหัวเราะเยาะเย้ย
“ฮึ… เมื่อครู่เจ้ายังข่มขู่ท่านพ่อของข้า ให้จักรพรรดินีส่งคนไปซี
เป่ยเอาชีวิตข้ามิใช่หรือ? เป็นไรไป? ตอนนี้ข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว
เจ้ากลับจ าข้าไม่ได้?”
ในตอนนี้ท่านเสนาบดีเฮ่อได้ตกตะลึงไปแล้ว เมื่อครู่นี้เขาก็ได้
เห็นการเคลื่อนไหวของเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยเช่นกัน
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบุตรสาวของเขาได้เรียนรู้วิทยายุทธ์
เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด
อีกทั้งเมื่อเห็นนางอยู่ใกล้กับขันทีหลิวขนาดนั้น เขาก็กลัวว่า
ขันทีหลิวจะหมดหนทางแล้วท าอะไรบ้า ๆ โดยจับตัวนางไว้เป็นตัว
ประกันเพื่อข่มขู่เขา
“หร่านหร่าน มายืนข้างพ่อ อย่าได้เสียเวลาพูดจากับคนแบบนี้
เลย”
เสนาบดีเฮ่อได้เตรียมใจพร้อมที่จะตายไปแล้ว หากวันนี้บุตรสาว
และบุตรเขยไม่ได้มา เขาอาจจะดื่มยาพิษในขวดบนโต๊ะนั้นไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนที่เขารักและห่วงใยอยู่ที่นี่ เขาจะท าแบบ
นั้นไม่ได้เด็ดขาด
ดูเหมือนว่าเขาจ าเป็นต้องสู้กับขันทีหลิวนี้จนถึงที่สุดแล้ว
พูดถึงการสู้จนถึงที่สุด เขากลับลืมโม่จิ่วเยี่ยไปเสียสนิท เมื่อมี
เทพสงครามแห่งต้าซุ่นในอดีตอยู่ที่นี่ จะปล่อยให้พ่อลูกตกอยู่ใน
อันตรายได้อย่างไร?
โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ต้องการให้เฮ่อจือหร่านเสี่ยงอันตรายใด ๆ เขาจึง
ยืนขวางหน้าพ่อลูกตระกูลเฮ่อทั้งสอง จ้องมองขันทีหลิวตรง ๆ
จากสายตาเยือกเย็นของเขา ไม่ยากที่จะตัดสินได้ว่า เขามอง
ขันทีหลิวราวกับก าลังมองศพ
ลุงเฟิงยืนฟังความเคลื่อนไหวอยู่นอกประตูห้องหนังสือ เขารู้ดีถึง
ความสามารถของโม่จิ่วเยี่ย และทราบว่าเมื่อมีเขาอยู่ ท่านเสนาบดี
และคุณหนูจะไม่ตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นเขาจึงยืนหยัดท าหน้าที่
อย่างซื่อสัตย์อยู่ตรงนั้น
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินท่านเสนาบดีเฮ่อเรียกคุณหนูให้ไปอยู่ข้าง ๆ
ตัวเอง แม้จะวางใจในความสามารถของโม่จิ่วเยี่ย แต่เขาก็อดเป็น
ห่วงไม่ได้
ทางด้านนี้ โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งจะยื่นมือไปบีบคอของขันทีหลิว ลุงเฟิงก็
ถือไม้กระบองขนาดเท่าแขนพังประตูเข้ามา
เดิมทีเขาคิดว่าจะตายตามท่านเสนาบดีไป แต่วันนี้คุณหนูและ
ท่านเขยกลับมาแล้ว ท่านเสนาบดีเฮ่อคงจะไม่เลือกท าเช่นนั้น
ในเมื่อต้องสู้ตาย เขาก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย
“เจ้าสุนัขขันที่ กล้าดีมารังแกนายท่านกับคุณหนูรึ สมควร
ตาย!!”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นลุงเฟิงเดินเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน จึงรีบโยนขันที
หลิวที่เกือบจะถูกเขาบีบคอตายไปให้
ร่างที่อ้วนท้วนของขันทีหลิวลอยไปตามแรงของโม่จิ่วเยี่ย
เหมือนก้อนเนื้อที่ตกลงไปที่เท้าของลุงเฟิง
ลุงเฟิงก็ว่องไวไม่แพ้กัน ไม้กระบองที่เพิ่งยกขึ้นก็ฟาดลงบนร่าง
ของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
ครั้งนี้ลุงเฟิงใช้แรงทั้งหมดที่มี ขันทีหลิวถูกตีจนไม่ทันได้ร้องก็
สลบไปเสียแล้ว
ในเมื่อโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านเลือกที่จะปรากฏตัวต่อหน้าขันที
เหล่านี้แล้ว ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอด
ทั้งสองคนต่างมีความแม่นย าในการลงมือ สามารถมั่นใจได้ว่า
ขันทีสองคนที่ถูกท าให้หมดสติเป็นคนแรกนั้นจะไม่ฟื้นขึ้นมาภายใน
ครึ่งชั่วยาม
ขันทีหลิวก็ถูกไม้กระบองของลุงเฟิงฟาดเอาจนเกือบเอาชีวิตไม่
รอด
“ท่านพ่อ คนพวกนี้ถูกจักรพรรดินีส่งมา นางต้องการเอาชีวิต
ท่านหรือ?”
ในเวลานี้ราชส านักก าลังวุ่นวาย เสนาบดีเฮ่อไม่เต็มใจที่จะ
ร่วมมือกับฝ่ายของจักรพรรดินี เป็นธรรมดาที่เขาได้เตรียมพร้อมที่จะ
ตายอยู่แล้ว
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุตรสาวของตน เรื่องเช่นนี้เขาไม่
อยากจะกล่าวออกมา
เสนาบดีเฮ่อไม่ต้องการจะพูด แต่ลุงเฟิงกลับอดใจไม่ไหว
เขาเห็นว่านายท่านของตนยังคงลังเลไม่ยอมเอ่ยปาก จึงก้าว
ออกมาพูดว่า “คุณหนู ข้าขอร้องท่านให้ช่วยเกลี้ยกล่อมนายท่าน
ด้วยเถิด! เมื่อวานซืนนายท่านได้ไล่ข้ารับใช้ในจวนออกไปจน
หมดแล้ว เตรียมพร้อมที่จะไปตายเสียด้วยซ ้า หากไม่ใช่เพราะข้ายืน
กรานจะอยู่ต่อ นายท่านคงจะไล่แม้แต่ข้าออกไปด้วย”
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้ อย่าได้พูดเรื่องพวกนี้กับหร่านหร่าน นาง
เป็นเพียงสตรี ไม่เหมาะที่จะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้” เสนาบดีเฮ่อขู่
ตวาดลุงเฟิงอย่างดุดัน ไม่ยอมให้เขาพูด
ลุงเฟิงเพิ่งจะหาเส้นฟางที่จะช่วยชีวิตนายท่านของตนได้ จะยอม
หยุดได้อย่างไร
“นายท่าน วันนี้ต่อให้ท่านจะฆ่าข้า ข้าก็ต้องบอกคุณหนูให้ได้
ต้องให้คุณหนูพาท่านออกไปจากสถานที่อันตรายนี้ให้ได้”
พูดจบ ลุงเฟิงไม่สนใจค าเตือนของเสนาบดีเฮ่อเลย กลับหันไป
พูดกับเฮ่อจือหร่านอีกครั้งว่า “คุณหนู ไม่ว่าอย่างไรท่านต้องเกลี้ย
กล่อมนายท่านให้ออกไปจากที่นี้ให้ได้นะขอรับ ตอนนี้ฝ่ายของ
จักรพรรดินีไม่อาจทนนายท่านได้อีกต่อไปแล้ว…”
“นายท่านอุทิศชีวิตส่วนใหญ่รับใช้ราชส านักอย่างทุ่มเทและ
จริงจัง ไม่ควรจบลงเช่นนี้ เมื่อครู่คุณหนูก็เห็นแล้ว หากไม่ใช่เพราะ
คุณหนูและท่านเขยอยู่ที่นี่ นายท่านคงเสียชีวิตไปแล้ว…”
ลุงเฟิงพูดต่อไม่ออกแล้ว ดวงตาแดงก ่า