ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 510 ชีวิตและความตายอยู่ในความคิดเพียงชั่วครู่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 510 ชีวิตและความตายอยู่ในความคิดเพียงชั่วครู่
เสนาบดีเฮ่อไม่รู้ว่าตอนนี้บุตรสาวของเขาเปลี่ยนวิญญาณไป
แล้ว นางไม่กลัวเรื่องชีวิตและความตายเหล่านี้เลย
“ท่านพ่อ ข้ากับสามีเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ก็เพื่อมาจัดการกับ
พรรคพวกของจักรพรรดินี นอกจากนี้ ท่านแม่กับพี่ใหญ่ต่างก็อยาก
ให้ท่านไปใช้ชีวิตที่ซีเป่ยกับพวกเรา ออกห่างจากสถานที่วุ่นวาย
เช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรการที่ท่านสละชีวิตเพื่อราชส านักมันก็ไม่คุ้มค่า
เลย”
เสนาบดีเฮ่อไม่คิดว่าบุตรสาวของตนแค่ไปอยู่ซีเป่ยในระยะเวลา
สั้น ๆ เพียงหนึ่งปี แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงมากมายถึงเพียงนี้
นางไม่เพียงสามารถร่วมมือกับลูกเขยลงมือท าให้คนสลบได้
เท่านั้น แต่ยังกล่าวเหตุผลอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อีกด้วย ซึ่งแตกต่าง
อย่างสิ้นเชิงจากบุตรสาวที่อ่อนหวานในความทรงจ าของเขา
เวลานี้เขาไม่มีใจจะค านึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เขารู้สึก
ว่าการเปลี่ยนแปลงของเฮ่อจือหร่านนั้นเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตใน
ซีเป่ย
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นเพราะเขาและภรรยาที่ลงมือวางยาสลบ
บุตรสาวและส่งนางไปแต่งงานกับคนสกุลโม่
เมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของบุตรสาว เสนาบดีเฮ่อก็รู้สึกสับสน
วุ่นวายใจ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าที่บิดาไม่พูดอะไรนั้นเป็นเพราะรู้สึกละอายใจ
ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของนาง
นางคิดว่าเขาก าลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่นางพูด หลังเห็นบิดายังไม่เอ่ย
อะไรสักทีจึงเร่งเร้าว่า “ท่านพ่อ ความเป็นความตายอยู่ในช่วงเวลา
เพียงชั่วพริบตา ต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่”
เมื่อได้ยินค าพูดของนาง เสนาบดีเฮ่อจึงได้สติกลับคืนมา
เขาสูดลมหายใจลึก ๆ
“พ่อรับใช้ราชส านักมาทั้งชีวิต ตอนนี้จะถอยหนีไปได้อย่างไร?
ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าพ่อจะมีวิธีหนีออกจากเมืองหลวงได้ เจ้าคิดว่า
จักรพรรดินีและตระกูลเซวียจะปล่อยพ่อไปหรือ?”
“พ่อตัดสินใจแล้ว แม่กับพี่ชายเจ้าต่างอยู่ที่ซีเป่ยซึ่งตอนนี้ยัง
ปลอดภัยดี การมาของเจ้าก็ไม่มีใครรู้ อย่างที่เห็น ตอนนี้ในจวนมี
เพียงพ่อเท่านั้น หากพวกเขาต้องการฆ่าหรือท าร้ายก็ขอให้มาลงที่
พ่อคนเดียวก็พอ”
“พ่อมีชีวิตมาจนถึงป่านนี้แล้ว ความสุขที่ควรได้รับก็ได้รับมา
มากพอแล้ว แม้ว่าจะตายไปก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย”
“ตรงกันข้ามกับเจ้าและพี่ชายของเจ้า ตราบใดที่พวกเจ้าพี่น้อง
ยังปลอดภัยดี พ่อก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้ว”
เสนาบดีเฮ่อไม่คิดว่าบุตรสาวและลูกเขยจะสามารถแก้ไขวิกฤต
ครั้งนี้ได้ ในใจของเขา หากสามารถท าให้คนในครอบครัวมีชีวิตรอด
การที่เขาต้องตายไปคนเดียวก็ไม่เป็นไร
โม่จิ่วเยี่ยก้าวมาข้างหน้า “ท่านพ่อตา ข้ากับหร่านหร่านมาเมือง
หลวงก็เพื่อกวาดล้างคนของจักรพรรดินีให้หมดสิ้น ท่านเชื่อข้าเถอะ
ข้าโม่จิ่วเยี่ยจะต้องท าตามที่พูดไว้อย่างแน่นอน”
เพื่อให้เสนาบดีเฮ่อเชื่อในค าพูดของตน โม่จิ่วเยี่ยจึงกล่าวต่อไป
ว่า “ข้าคิดว่าท่านคงจะรู้เรื่องนี้แล้ว ไม่นานมานี้เมืองมณฑลของซีเป่
ยส่งรายงานมาว่า มีชาวบ้านกว่าสองร้อยคนถูกสังหาร”
ได้ยินถึงตรงนี้ เสนาบดีเฮ่อก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เรื่อง
นี้เกี่ยวข้องกับสกุลโม่จริงหรือ?”
นึกถึงเหล่านักฆ่าเหล่านั้น ดวงตาของโม่จิ่วเยี่ยก็เผยแววเยียบ
เย็นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“คนเหล่านั้นถูกสกุลโม่สังหารจริง แต่พวกเขาไม่ใช่ชาวบ้าน
ธรรมดา แต่เป็นนักฆ่าที่จักรพรรดินีส่งมาท าลายล้างคนสกุลโม่
ต่างหาก ท่านพ่อตาโปรดคิดดูสักหน่อย สกุลโม่ของข้าถูกจักรพรรดิ
ซุ่นอู่สั่งให้ริบทรัพย์และเนรเทศไปซีเป่ยแล้ว แต่จักรพรรดินียังไม่คิด
จะปล่อยพวกข้าไป บัดนี้พวกข้าสกุลโม่ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
แค่ต้องการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างสงบสุข แต่กลับมีคนไม่
ยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้น”
“เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว แม้จะต้องแบกรับข้อหากบฏ
ข้าก็ยอมท าทุกอย่าง”
“ตามหลักแล้ว ค าพูดที่ขัดต่อราชบัลลังก์เช่นนี้ไม่ควรกล่าวต่อ
หน้าท่านเสนาบดีเฮ่อผู้จงรักภักดี แต่ยามนี้ต่างไปจากวันวาน เป็น
ข้าราชการผู้ซื่อสัตย์แล้วอย่างไรเล่า? ก็ยังคงต้องถูกพวกคนเจ้าเล่ห์
หมายตาอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
เป็นไปตามที่โม่จิ่วเยี่ยคิดไว้จริง ๆ วันนี้เสนาบดีเฮ่อได้ฟังค าพูด
ของเขาแล้ว อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ได้ต าหนิ แต่กลับฉุกคิดขึ้นมา
หลังจากผ่านไปนาน เขาจึงถามโม่จิ่วเยี่ยกลับว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า
ตอนนี้ฝ่ายจักรพรรดินีมีอ านาจมากแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงขุนนางใน
ราชส านักที่เข้าร่วมกับนางมากกว่าครึ่ง แม้แต่ทหารองครักษ์และ
ทหารรักษาเมืองก็ถูกเปลี่ยนเป็นคนของนางไปหมดแล้ว หากเจ้า
ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ก็มีเพียงจักรพรรดินีและคนตระกูลเซวีย
ตายไปจนสิ้น มิฉะนั้น ด้วยนิสัยอาฆาตแค้นของจักรพรรดินี นางจะ
ปล่อยสกุลโม่ไปได้อย่างไร?”
“เป็นเช่นนั้นจริง ดังนั้นการที่ข้ามาเมืองหลวงครั้งนี้ ก็เพื่อ
ต้องการก าจัดจักรพรรดินีและตระกูลเซวียให้สิ้นซาก”
โม่จิ่วเยี่ยพูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่มี
ความส าคัญอะไรส าหรับเขาเลย
อย่างไรก็ตาม ในใจของเสนาบดีเฮ่อตอนนี้กลับเป็นดั่งคลื่นลม
ปั่นป่วน
จักรพรรดินีและตระกูลเซวียคงเตรียมการไว้อย่างรอบคอบแล้ว
ถึงสามารถท าเรื่องเช่นนี้ได้
ไม่ต้องพูดถึงว่าในราชส านักจะมีอันตรายหรือไม่ อย่างน้อย
รอบตัวคนส าคัญเหล่านี้ก็ต้องมีองครักษ์ลับนับไม่ถ้วนคอยคุ้มกันอยู่
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใดก็ยังสู้คนมากมือไม่ได้
“จิ่วเยี่ย ข้ารู้ความสามารถของเจ้าดี แต่เจ้าก็เป็นเพียงคนคน
หนึ่ง เรื่องนี้ข้ายังหวังว่าเจ้าจะพิจารณาให้รอบคอบ”
พูดจบเขาก็มองไปทางเฮ่อจือหร่าน และยิ่งคาดเดาความคิดของ
บุตรสาวไม่ออก
เมื่อครั้งที่ให้นางแต่งกับโม่จิ่วเยี่ย นางไม่ยินยอมเด็ดขาด เหตุผล
เพราะนางไม่อยากเป็นม่ายเหมือนกับสตรีในสกุลโม่คนอื่น
แต่การกระท าของโม่จิ่วเยี่ยในตอนนี้ ช่างเหมือนกับคนที่ไม่คิด
จะรักษาชีวิตเอาไว้เลย หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา หร่านหร่านก็จะ
กลายเป็นหญิงม่ายแน่
นางรังเกียจการเป็นม่ายถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดในยามนี้จึงไม่
ห้ามปรามโม่จิ่วเยี่ยเล่า?
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ความคิดในใจของบิดา นางคิดว่าเขาก าลังช่วย
โม่จิ่วเยี่ยคิดหาหนทางแก้
“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น แค่อยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ
พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องไปเข้าเฝ้ายามเช้า ท่านเชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ ถึงแม้องค์
จักรพรรดินีจะพบว่าคนที่นางส่งไปท าภารกิจไม่ส าเร็จ นางก็จะไม่รีบ
ลงมือกับท่าน”
“หร่านหร่าน เจ้าคิดจะท าอะไรกันแน่?”
หากเป็นโม่จิ่วเยี่ยพูดออกมา เสนาบดีเฮ่อก็อาจคิดว่าเขาเป็น
วีรบุรุษกล้าหาญ แต่นี่เป็นบุตรสาวของเขา เป็นหญิงสาวที่อ่อนหวาน
แล้วท าไมถึงพูดออกมาเช่นนี้ได้?
หากภายหลังมีการเคลื่อนไหว เฮ่อจือหร่านจะต้องติดตามโม่จิ่ว
เยี่ยไปด้วยแน่นอน
ดังนั้น นางจึงคิดว่าจ าเป็นต้องอธิบายตอนนี้
“ท่านพ่อ ตั้งแต่ข้าติดตามสกุลโม่เนรเทศไป ตลอดทางข้าได้
ผ่านความยากล าบากมามากมาย ไม่ต้องพูดถึงมือสังหารที่ไม่รู้ว่า
ใครส่งมาไล่ล่าข้าบ้าง ในยามที่ต้องกินกลางดินนอนกลางทราย ข้า
ยังต้องเผชิญกับการโจมตีของพวกหมาป่าหิวโหย เพื่อให้สามารถ
ป้องกันตัวเองได้ สามีจึงสอนวิชาป้องกันตัวให้ข้า ยามนี้บุตรสาวของ
ท่านไม่ใช่คุณหนูผู้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว การจัดการกับพวก
คนชั่วไม่ใช่เรื่องยากเย็นส าหรับนางอีกต่อไป”
กล่าวจบ นางก็ชี้ไปยังขันทีที่เพิ่งถูกตนเองท าให้สลบ
“ท่านพ่อก็เพิ่งได้เห็นแล้ว ฝีมือของบุตรสาวท่านตอนนี้ไม่เลว
เลยทีเดียว”
เสนาบดีเฮ่อที่เดิมสงสัยอยู่แล้วว่าบุตรสาวไปเรียนวิชาการต่อสู้
มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยค าพูดของเฮ่อจือหร่านจึงช่วยไขข้อข้องใจให้
เขาได้
แต่ทว่าเมื่อเขาคิดทบทวนอีกครั้ง จู่ ๆ ก็ตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมา
“หร่านหร่าน เจ้าพูดเรื่องนี้กับพ่อ เป็นเพราะเจ้าต้องการไปหา
เรื่องคนพวกนั้นพร้อมกับโม่จิ่วเยี่ยใช่หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าหากนางต้องการจะออกเดินทางไปพร้อมกับ
โม่จิ่วเยี่ยต่อหน้าบิดาในภายหลัง ย่อมจะต้องใช้วาจาโน้มน้าวอยู่บ้าง
มันเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มีพ่อแม่คนไหนบ้างเต็มใจจะมอง
ลูก ๆ ของตนเองเสี่ยงอันตรายด้วยตาตนเอง?
แต่การร่วมเดินทางไปกับโม่จิ่วเยี่ยเป็นสิ่งที่เฮ่อจือหร่าน
จ าเป็นต้องท า ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องพูดให้บิดาเข้าใจให้ได้
บทที่ 511 ข้าขอฝากหร่านหร่านไว้กับเจ้า
นางหยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ หลายห่อออกมาจากอกเสื้อแล้วเปิด
ออก วางลงต่อหน้าเสนาบดีเฮ่อ
“ท่านพ่อ ท่านดูสิ่งเหล่านี้สิ พวกมันล้วนเป็นยาสลบที่ข้าท าเอง
มีสิ่งเหล่านี้อยู่ เมื่อเผชิญกับอันตรายก็สามารถรักษาชีวิตได้ อีก
อย่าง แม้ข้ากับสามีจะต้องการก าจัดคนพวกนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดจะ
บุ่มบ่าม แน่นอนว่าต้องให้ส าคัญกับความปลอดภัยของตนเองที่สุด”
โม่จิ่วเยี่ยก็มองจุดประสงค์ของเฮ่อจือหร่านที่พูดเช่นนี้ออก เขา
จึงช่วยพูดว่า
“ท่านพ่อตา วันนี้เป็นโอกาสที่ดีเลยนะขอรับ”
ขณะก าลังพูด เขาก็ก้มตัวลงและเริ่มค้นหาบนร่างของขันทีหลิว
ไม่นานนัก ในมือของเขาก็ปรากฏป้ายที่คล้ายกับของที่ใช้ตอน
เข้าเมือง
“ท่านพ่อตา ด้วยป้ายนี้ ข้าสามารถเข้าวังได้โดยไม่ต้องใช้ความ
พยายามมากนัก”
เสนาบดีเฮ่อจ้องมองโม่จิ่วเยี่ย จากแววตาอันมุ่งมั่นของอีกฝ่าย
เขาก็สามารถยืนยันได้ว่าลูกเขยไม่ได้ก าลังล้อเล่น
แม้ว่าเขาจะอยากขัดขวางแต่ก็คงไร้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น เขา
ก็เข้าใจดีว่าหากต้องการก าจัดฝ่ายองค์จักรพรรดินีให้หมดสิ้นไป สิ่ง
แรกที่ต้องท าคือท าลายอ านาจของพวกเขา
และผู้ที่จะท าลายอ านาจของฝ่ายจักรพรรดินีได้ คือจักรพรรดิ
ซุ่นอู่
แต่ตอนนี้จักรพรรดิซุ่นอู่เป็นตายร้ายดีล้วนไม่แน่ชัด หากโม่จิ่
วเยี่ยสามารถเข้าวังไปสืบข่าวที่เป็นประโยชน์ได้อย่างราบรื่นก็จะเป็น
เรื่องดี อย่างน้อยก็ได้รู้สถานการณ์ภายในของศัตรู พวกเขาก็จะคิด
กลยุทธ์ตามข้อมูลเหล่านั้นได้
คิดไปคิดมา นอกจากเรื่องที่บุตรสาวของตนอยากติดตามโม่จิ่ว
เยี่ยเข้าวังไปด้วยแล้ว เสนาบดีเฮ่อก็หาเหตุผลที่จะขัดขวางการ
กระท าของพวกเขาไม่ได้เลย
เฮ่อจือหร่านเองก็รู้จักพิจารณาสถานการณ์เช่นกัน
“ท่านพ่อ ข้าจะแต่งกายเป็นขันทีและติดตามสามีไป เพราะอาจจะ
ต้องไปสืบสวนที่วังหลัง สามีข้าเป็นบุรุษ การเข้าออกที่นั่นคงไม่
สะดวก ท่านวางใจเถอะ ข้าสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย”
เสนาบดีเฮ่อมองเฮ่อจือหร่านอย่างจนปัญญา ในที่สุดก็ยอม
ประนีประนอม
เขากล่าวกับโม่จิ่วเยี่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอฝากห
ร่านหร่านไว้กับเจ้า”
“ท่านพ่อตาวางใจได้ ข้าจะพาหร่านหร่านกลับมาอย่างปลอดภัย
แน่นอน”
เมื่อมองท้องฟ้าก็เห็นว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว เสนาบดีเฮ่อเตือน
ว่า “ตามที่ข้ารู้มา ยามเฝ้าประตูวังจะเปลี่ยนเวรยามในยามจื่อ หาก
พวกเจ้าจะลงมือก็ควรเป็นหลังยามจื่อจะดีที่สุด”
เรื่องนี้โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างรู้สาเหตุดี
เพราะเมื่อครู่ตอนที่ขันทีหลิวพาขันทีอีกสองคนออกจากวังนั้น
เป็นเวรยามของคนเฝ้าประตูช่วงครึ่งคืนแรก หากกลับเข้าไปก่อนที่
พวกเขาจะเปลี่ยนเวรยาม นอกจากคนจะเปลี่ยนไปแล้วก็ยังขาดไป
อีกหนึ่งคน แน่นอนว่าต้องท าให้ยามที่เฝ้าสงสัย
หลังจากผ่านยามจื่อไปแล้ว ยามเฝ้าประตูเหล่านั้นจะเปลี่ยนเวร
ยามซึ่งจะต่างออกไป ไม่มีใครรู้ว่าคนที่ออกไปในช่วงครึ่งคืนแรกเป็น
ใครและมีกี่คน
ด้วยเวลามีจ ากัด โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านไม่สะดวกจะพูดคุยกับ
เสนาบดีเฮ่อมากไปกว่านี้ เขาเรียกลุงเฟิงเข้ามา แล้วลากขันทีทั้ง
สามคนไปที่ลานพร้อมกัน
อย่างไรก็ตามลุงเฟิงเพิ่งบอกไปว่า ท่านพ่อตาได้ส่งบรรดาบ่าว
รับใช้ออกไปหมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาเห็น
โม่จิ่วเยี่ยถอดเสื้อผ้าขันทีสองคนออก จากนั้นก็ลงมือสังหาร
พวกเขาอย่างรวดเร็ว
“ลุงเฟิง รบกวนท่านจัดการศพพวกนี้ด้วย”
“ท่านเขยวางใจได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”
กลางดึกเช่นนี้ เมื่อมองศพทั้งสามศพ ลุงเฟิงก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่
ในใจ แต่พอนึกว่านายท่านของตนจะมีโอกาสรอดชีวิตเพราะเรื่องนี้
เขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เวลาไม่คอยท่า หลังเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาถึงยามจื่อแล้ว โม่จิ่ว
เยี่ยกับเฮ่อจือหร่านจึงหลบไปหลังฉากบังตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุด
ของขันทีทั้งสองคนนั้น
โชคดีที่ขันทีคนหนึ่งมีรูปร่างค่อนข้างเตี้ย เมื่อเฮ่อจือหร่านสวม
ใส่เสื้อผ้าของเขาแล้ว นอกจากจะหลวมไปหน่อย ความยาวก็พอดี
มาก
โม่จิ่วเยี่ยมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ เขาจึงสวมเสื้อผ้าของขันที
หลิวซึ่งก็หลวมไปเช่นกัน แต่ดูแล้วไม่มีอะไรผิดแปลก
เฮ่อจือหร่านแต่งหน้าอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ก่อนทั้งสองจะออกมา
จากฉากบังตา
“ท่านพ่อ พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้ การเดินทางครั้งนี้อาจใช้เวลานาน
สักหน่อย ขอท่านอย่าได้เป็นกังวล เชื่อมั่นในความสามารถของสามี
ข้าเถอะ พวกข้าจะต้องปลอดภัยแน่นอน”
เฮ่อจือหร่านไม่กล้ารับรองว่าการเดินทางครั้งนี้ของนางกับโม่จิ่
วเยี่ยจะราบรื่นหรือไม่ ความไม่ราบรื่นนี้ไม่ใช่ว่าจะมีอันตราย แต่เป็น
เรื่องที่ว่าจะได้พบกับคนที่ต้องการพบหรือไม่
หากเกิดอุปสรรคขึ้นมา พวกเขาจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่มิติสัก
ระยะหนึ่งแล้วค่อยหาโอกาสลงมือ
ดังนั้น นางจึงจ าเป็นต้องพูดสักหน่อย
หากเสนาบดีเฮ่อเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเข้าวังแล้วไม่กลับมา
เสียที่ แล้วเกิดความคิดจะสู้จนตายขึ้นมา ก็จะเป็นการสูญเสียที่ไม่
คุ้มค่าเอาเสียเลย
แค่อธิบายเรื่องพวกนี้ยังไม่พอ
“ท่านพ่อ ตอนนี้จวนเสนาบดีไม่ปลอดภัยแล้ว จักรพรรดินีคิดจะ
สังหารท่าน วันนี้นางส่งขันทีมาเพียงสามคนและท างานไม่ส าเร็จ ไม่รู้
ว่าจะใช้วิธีอื่นมาลงมือสังหารท่านอีกหรือไม่ ดังนั้นเพื่อความ
ปลอดภัยของท่าน รอให้ลุงเฟิงจัดการศพเรียบร้อยแล้ว พวกท่านก็
ออกเดินทางได้เลย ข้ากับสามีจะกลับมาแล้วไปพบท่านที่จวนตระกูล
เฟ่ย”
ตามความคิดของเสนาบดีเฮ่อ เขาไม่อยากจะออกจากจวน
เสนาบดีเลย
อีกอย่าง ก่อนที่เฮ่อจือหร่านและคนอื่น ๆ จะมาถึง เขาก็คิดจะ
ตายอยู่แล้ว ทว่าเมื่อมองเห็นสายตาของบุตรสาวที่จ้องมองตนอย่าง
คาดหวัง หัวใจของเขาก็อ่อนลง
“ก็ได้ พ่อจะท าตามที่เจ้าว่า อีกสักพักจะไปหาคุณชายเฟ่ยพร้อม
ลุงเฟิง”
ครั้งก่อนโม่จิ่วเยี่ยได้บอกเขาถึงตัวตนที่แท้จริงของเฟ่ยหนานอวี่
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ติดต่อกับเฟ่ยหนานอวี่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้
ความสามารถของเขา
หนานฉีเป็นคนโง่เขลาและหยิ่งผยอง ก่อนที่คนของจักรพรรดินี
จะควบคุมราชส านัก หนานฉีเคยรุ่งโรจน์มาก
การที่หนานฉีสามารถรุ่งโรจน์ได้ ก็เพราะการเสนอความคิดเห็น
ที่น่าประทับใจมากมายในราชส านัก
เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นหรือไม่ แต่อย่างน้อยตนเองก็เห็น
ได้ชัดเจน
หนานฉีมักจะพาเฟ่ยหนานอวี่เข้าร่วมประชุมตอนเช้าเสมอ
ระหว่างทางเฟ่ยหนานอวี่จะคอยก าชับหนานฉีเรื่องต่าง ๆ ไม่หยุด
หย่อน
ด้วยเหตุนี้เสนาบดีเฮ่อจึงมั่นใจว่าข้อเสนอที่มีวิสัยทัศน์ทั้งหมด
ของหนานฉีนั้นล้วนมาจากการชี้แนะของเฟ่ยหนานอวี่ที่อยู่เบื้องหลัง
เมื่อเทียบกับหนานฉีซึ่งเป็นองค์ชายตัวปลอม เสนาบดีเฮ่อยัง
เห็นด้วยกับการที่เฟ่ยหนานอวี่จะสืบทอดบัลลังก์มากกว่า
ไม่ต้องพูดถึงว่าเฟ่ยหนานอวี่จะมีความรู้อันลึกซึ้งหรือไม่ แค่
พิจารณาในแง่ของสายเลือดราชวงศ์ที่แท้จริงแล้ว เขาก็คือทายาท
ของราชวงศ์ตัวจริง
เมื่อเห็นบิดาตอบตกลง เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยจึงออกเดินทาง
ไปท่ามกลางแสงจันทร์
ทหารยามที่ลาดตระเวนบนถนนยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลาย ยังคง
อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมอย่างเคร่งครัด
เพื่อลดปัญหายุ่งยาก โม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านใช้วิชาตัวเบา
เหาะเหินบนหลังคาตลอดเส้นทางจนมาถึงหน้าประตูวัง
ทหารยามที่เฝ้าประตูทุกนายล้วนมีท่าทางตื่นตัว เห็นได้ชัดว่า
ล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ
ทั้งสองจัดการความคิดของตนเองครู่หนึ่ง พยายามท าให้ตัวเองดู
เป็นธรรมชาติมากที่สุด
โม่จิ่วเยี่ยเดินน าหน้า ส่วนเฮ่อจือหร่านก้มหน้าเดินตามหลังอย่าง
ใกล้ชิด
แท้จริงแล้วโม่จิ่วเยี่ยเคยเข้าออกวังหลวงบ่อยครั้งตั้งแต่เด็ก
ท่าทางและกิริยาบางอย่างเขาจึงยังสามารถเลียนแบบได้
โดยเฉพาะเมื่อสวมชุดของขันทีหลิว ขันทีหลิวเป็นขันทีคนสนิท
ของจักรพรรดินี ย่อมต้องมีต าแหน่งสูงแน่นอน
คนประเภทนี้ไม่มีความสามารถอื่นใด สิ่งที่ถนัดที่สุดก็คือการ
อาศัยอ านาจผู้อื่นข่มเหงคน
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง พอเดินมาถึงประตูวัง
โม่จิ่วเยี่ยก็เอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้นเล็กน้อยให้เหมาะสมพอดี
พยายามท าเสียงของตนฟังดูแหลมสูง
“เปิดประตู พวกข้าออกไปท าธุระให้องค์จักรพรรดินี ตอนนี้มี
เรื่องส าคัญจะต้องรายงานพระองค์”