ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 517 คนผู้นี้อาจจะรู้สถานการณ์ของจักรพรรดิซุ่นอู่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 517 คนผู้นี้อาจจะรู้สถานการณ์ของจักรพรรดิซุ่นอู่
พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบของคนข้างในทันที่
“หวังมามา ข้าไม่รู้ว่าจิ่วเยี่ยกับภรรยาของเขาจะหนีออกไปได้
ส าเร็จหรือไม่”
“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงก าลังคิดถึงพวกเขาหรือ หวังว่าพวกเขาจะ
ออกไปและพบองค์ชายสามเร็ว ๆ จะได้หาทางมาพบท่าน?”
“ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวในชีวิตของข้า คือการ
สับเปลี่ยนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองในตอนนั้น ตอนนี้จักรพรรดินี
จงใจทรมานข้า ไม่ให้อาหารพวกเรา เพียงเพื่อจะรอดูข้าตาย แม้ว่า
อาการป่วยของข้าจะได้รับการรักษาจากภรรยาของจิ่วเยี่ยแล้ว แต่ข้า
ก็เกรงว่าชีวิตนี้คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือปีศาจของจักรพรรดินี ข้าเพียง
อยากจะพบลูกในไส้ที่ข้าติดค้างเขามายี่สิบกว่าปีก่อนที่ข้าจะตาย
ชาตินี้ข้าคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายแล้ว”
“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงอย่าคิดเช่นนั้นเลย สิ่งที่พรรคพวกของ
จักรพรรดินีท าเป็นการคิดคดทรยศ ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ว่า
สถานการณ์ขององค์จักรพรรดิเป็นอย่างไรกันแน่ หากว่าองค์
จักรพรรดิมีโอกาสจะฟื้นฟูราชส านักได้ พวกเราก็รอดแล้ว”
“ฮ่า ๆ …ไม่มีใครเข้าใจนิสัยขององค์จักรพรรดิดีไปกว่าข้าหรอก
พระองค์ทรงหยิ่งผยองและไม่มีสติเมื่อเผชิญกับปัญหา พวกเราจะหวัง
ให้คนเช่นนี้มาพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร?”
ค าพูดที่ตามมาหลังจากนั้น ล้วนเป็นหยวนกุ้ยเฟยที่ก าชับหวัง
มามาเรื่องต่าง ๆ เช่น หากนางตายไป ต้องบอกเฟ่ยหนานอวี่ว่านางผู้
เป็นมารดาท าผิดต่อเขา ขอโทษเขา และค าพูดอื่นในท านองนั้น
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก็ไม่มีใจจะฟังต่ออีก อย่างไรพวกเขารู้
ได้จากน ้าเสียงของหยวนกุ้ยเฟยว่านางไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อวาน
แล้ว ร่างกายของนางก าลังค่อย ๆ ฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี
ตราบใดที่ร่างกายของหยวนกุ้ยเฟยไม่มีปัญหา พวกเขาก็ถือว่า
ได้ท าเรื่องใหญ่ให้กับเฟ่ยหนานอวี่แล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าในอนาคตแม่ลูกคู่นี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไรก็ไม่ใช่
เรื่องที่พวกเขาควรสนใจ
โม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านใช้วิชาตัวเบากระโดดข้ามก าแพงวัง
หลบหลีกทหารยามที่ลาดตระเวนไปตลอดทางจนมาถึงด้านนอก
ต าหนักบรรทมขององค์จักรพรรดิ
ต าหนักบรรทมขององค์จักรพรรดิย่อมเป็นสถานที่ที่หรูหราที่สุด
ในวังหลวงอย่างแน่นอน
ตามความทรงจ าของโม่จิ่วเยี่ย แม้จะเป็นยามดึกดื่นที่นี่ก็ควรจะ
สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
แต่วันนี้มันกลับตรงกันข้ามกับความทรงจ าของเขาโดยสิ้นเชิง
ที่นี่ไม่เพียงไม่มีแสงไฟส่องสว่าง แม้แต่ยามรักษาการณ์รอบ ๆ ก็ยังไม่
มีเลยสักคน
จากสิ่งนี้สามารถสรุปได้คร่าว ๆ ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ได้อยู่ที่นี่
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมาถึงแล้ว พวกเขาย่อมต้องเข้าไป
ตรวจสอบดู ไม่อาจปล่อยให้ร่องรอยที่มีประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย
หลุดรอดไปได้
โม่จิ่วเยี่ยสังเกตรอบด้านอย่างละเอียด นอกจากจะมีทหารยาม
ผ่านไปมาเป็นครั้งคราว ที่นี่ก็ไม่มีทหารยามประจ าการ
ดังนั้นหลังจากที่กองก าลังลาดตระเวนเพิ่งผ่านไป โม่จิ่วเยี่ยจึง
โอบเอวเฮ่อจือหร่าน แล้วทั้งสองคนก็กระโดดข้ามก าแพงเข้าไปอย่าง
แผ่วเบา
ภายในต าหนักมืดสนิท โชคดีที่โม่จิ่วเยี่ยคุ้นเคยกับที่นี่ดี แม้จะ
อาศัยเพียงแสงจันทร์ก็สามารถหาทางไปยังจุดที่ต้องการได้
เขาจูงมือเฮ่อจือหร่านตรงไปยังห้องบรรทมของจักรพรรดิซุ่นอู่
ห้องบรรทมของจักรพรรดิซุ่นอู่มีลักษณะคล้ายกับห้องชุด
สมัยใหม่ เมื่อเข้าประตูมาจะเป็นห้องโถงใหญ่ส าหรับท างานชั่วคราว
ส่วนห้องด้านในที่กั้นไว้คือที่บรรทมของเขา
ประตูห้องไม่ได้ล็อกไว้ โม่จิ่วเยี่ยเพียงผลักเบา ๆ ก็เปิดออก พวก
เขาสามารถยืนยันได้แล้วว่าทั่วทั้งต าหนักว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่ อีก
ทั้งต าหนักของจักรพรรดิซุ่นอู่ยังตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอาคาร
อื่น ๆ ก าแพงวังก็สร้างสูงลิบ คนภายนอกหากไม่ปีนขึ้นที่สูงก็ไม่อาจ
มองเห็นสภาพภายในได้เลย
หลังจากประเมินระดับความปลอดภัยแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงหยิบไฟ
ฉายออกมาจากพื้นที่มิติ
พวกเขาอาศัยแสงสว่างจากไฟฉายส ารวจโดยรอบ
ตรงกลางมีเตียงนอนนุ่ม วางหมอนอิงและของอื่น ๆ อย่างไม่เป็น
ระเบียบ ทั้งยังมีผ้าห่มบางผืนหนึ่งตกอยู่บนพื้น
หากวิเคราะห์ตามหลักตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เป็นไปได้อย่าง
มากว่าจักรพรรดิซุ่นอู่จะถูกพาตัวไปขณะก าลังพักผ่อนไม่ไกล
ออกไป ตรงข้ามกับโต๊ะและเก้าอี้นอน มีฎีกาที่ไม่ได้วางเรียงไว้อย่าง
เป็นระเบียบเหมือนเช่นเคย เห็นได้ชัดว่ามีคนแตะต้องและวางกองไว้
แบบนั้นอย่างไม่ใส่ใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้พิสูจน์ให้เห็นเรื่องหนึ่ง จักรพรรดิซุ่นอู่ถูกคน
บังคับพาตัวไปแล้ว
เฮ่อจือหร่านมักจะฉวยโอกาสเสมอ ก่อนจะออกจากที่นี่ นางโบก
มือเบา ๆ ข้าวของในห้องก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
ยังมีห้องด้านในที่จักรพรรดิซุ่นอู่ใช้พักผ่อน หลังจากตรวจสอบ
แล้ว ทุกอย่างก็ถูกเก็บเข้าไปในพื้นที่มิติ
เฮ่อจือหร่านท าเช่นนี้ไม่ใช่เพราะนางโลภมาก แต่เป็นเพราะ
จักรพรรดิซุ่นอู่ติดค้างสกุลโม่ ติดค้างราษฎรทั่วหล้า
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย โม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่าน
กระโจนออกจากต าหนักบรรทมของจักรพรรดิซุ่นอู่ ทั้งสองมุ่งหน้าไป
ยังที่พ านักขององค์จักรพรรดินี
การหายตัวไปของจักรพรรดิซุ่นอู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือ
ของฝ่ายจักรพรรดินี หากต้องการรู้ชะตากรรมของอีกฝ่ายก็
จ าเป็นต้องเริ่มสืบจากนาง
ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ตลอดทาง ไม่นานนักก็มาถึงต าหนักเฟิ่งซีของ
จักรพรรดินี
ที่นี่ตรงข้ามกับความเงียบเหงาของต าหนักบรรทมของจักรพรรดิ
ซุ่นอู่ชัดเจน ไม่เพียงภายในจะสว่างไสวด้วยแสงไฟ แม้แต่รอบก าแพง
ต าหนักก็มีคนถือโคมยืนเฝ้าอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ทุก ๆ ประมาณห้านาทีก็จะมีกองลาดตระเวนของ
องครักษ์เดินผ่าน
โม่จิ่วเยี่ยค านวณเวลาของทหารยามลาดตระเวนไว้แล้ว จึงพา
เฮ่อจือหร่านอ้อมไปด้านหลังต าหนักเฟิ่งซีที่มีการรักษาความ
ปลอดภัยน้อยที่สุด ก่อนจะกระโดดเข้าไป
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะคุ้นเคยกับพื้นที่ของวังหลวง แต่เขาไม่เคยไปที่
ต าหนักเฟิ่งซีของจักรพรรดินีเลย จึงไม่ค่อยรู้โครงสร้างภายในมาก
นัก
เขาเตรียมพร้อมจะซ่อนตัวทันทีที่กระโดดเข้าไป แต่โชคดีที่พวก
เขาลงมาในสวนหลังของต าหนักซึ่งไม่มีใครอยู่แถวนั้น
หากต้องการได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็จ าเป็นต้องไปยังที่ที่มีคน
อยู่
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านพลางสังเกตสถานการณ์รอบข้าง มุ่ง
หน้าไปยังต าแหน่งต าหนักของจักรพรรดินี
ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ห่างไกลที่สุดในต าหนักเฟิ่งซี นอกจากห้อง
เก็บของไม่กี่ห้องแล้วก็ไม่มีอะไรอีก
เพิ่งเดินออกไปไม่นาน โม่จิ่วเยี่ยก็หยุดฝีเท้าลงทันที่
เฮ่อจือหร่านย่อมไม่มีประสาทรับรู้เฉียบแหลมเท่ากับเขา แต่นาง
รู้ดีว่าโม่จิ่วเยี่ยหยุดกะทันหันเช่นนี้ต้องเพราะเขาพบเห็นบางสิ่ง
นางถามเสียงเบาว่า “ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยท าสัญญาณมือให้เงียบ พลางโอบเอวเฮ่อจือหร่าน แล้ว
กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ
ไม่นานนักเสียงด่าทอก็ดังชัดเข้าโสตประสาทของทั้งคู่
“หึ ๆ …ไม่คิดว่าจิ้งจอกเฒ่าอย่างท่านจะตกอยู่ในมือของข้าได้
องค์จักรพรรดินีทรงเมตตา ต้องการให้ท่านตายอย่างสบาย แต่ข้าไม่
ยอมให้เป็นเช่นนั้นหรอก”
“สวีลี่ เจ้าเป็นแค่คนต ่าช้าที่ได้ดี เมื่อก่อนหากไม่ใช่เพราะข้า
สงสารเจ้า พาเจ้ามาอยู่ข้างกายและสั่งสอน เจ้าจะมีวันนี้ได้หรือ? แต่
ผลสุดท้ายเจ้ากลับเนรคุณ ปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้หรือ?”
“เหอะ! ตอนนั้นท่านพาข้ามาอยู่ข้างกายและสั่งสอน แต่นั่น
เรียกว่าการสั่งสอนหรือ? ข้าคอยเทน ้าล้างเท้าให้ท่านทุกวัน หากไม่
พอใจก็ทุบตีด่าว่าข้า สิ่งเหล่านี้ข้าย่อมจดจ าไปชั่วชีวิตเลย”
หนึ่งในเสียงของคู่สนทนานั้น โม่จิ่วเยี่ยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
มันคือเสียงของขันทีใหญ่ฉีฉางซุน ผู้รับใช้ใกล้ชิดจักรพรรดิซุ่น
อู่
เขาพูดด้วยเสียงที่มีเพียงเฮ่อจือหร่านเท่านั้นที่ได้ยิน “หร่านห
ร่าน เจ้ารออยู่ที่นี่ คนผู้นี้อาจจะรู้สถานการณ์ของจักรพรรดิซุ่นอู่”
พูดจบ เขาก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยาน เพียงชั่วพริบตาก็มาอยู่
ด้านหลังของคนพวกนั้น