ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 518 ข้าสัญญาว่าจะท าให้เจ้าได้รับความเจริญรุ่งเรืองใน
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 518 ข้าสัญญาว่าจะท าให้เจ้าได้รับความเจริญรุ่งเรืองใน
ภายภาคหน้า
โม่จิ่วเยี่ยลงมือรวดเร็ว ขณะที่ขันทีรับใช้สองคนของฉีฉางซุนยัง
ไม่ทันตั้งตัว พวกเขาก็ถูกส่งไปยมโลกเสียแล้ว
ฉีฉางซุนก าลังถูกมัดด้วยเชือกห้าเส้น สูญเสียแรงในการทรงตัว
ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นทันที่
ขณะที่เขาก าลังจะร้องด้วยความเจ็บปวด โม่จิ่วเยี่ยก็เอามีดจ่อ
ล าคอของเขา
“ถ้าไม่อยากตาย ก็อย่าส่งเสียง”
ฉีฉางซุนอยู่ข้างกายจักรพรรดิซุ่นอู่มานาน เขามีสายตาในการ
พิจารณาสถานการณ์ โดยเฉพาะในยามคับขัน เขาย่อมไม่กล้าท า
อะไรโดยพลการ
โม่จิ่วเยี่ยเห็นเขาพูดรู้เรื่องจึงเก็บมีดไป
ฉีฉางซุนก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับผู้มาเยือน ดวงตาของเขา
จ้องมองเท้าของตัวเองตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ด้วยแสงจันทร์เขายังสามารถมองเห็นได้ว่าบุคคล
ตรงหน้าแต่งกายเหมือนขันทีเช่นกัน จากจุดนี้เขายืนยันได้ว่าคนคน
นี้ก็มาจากในวัง แต่ไม่รู้ว่าท างานอยู่ที่ไหนและเสียงของอีกฝ่ายก็ไม่
คุ้นหูเอาเสียเลย
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าท างานให้ที่ไหน แต่ถ้าเจ้าไว้ชีวิตข้า ข้าสัญญาว่า
จะท าให้เจ้าได้รับความเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้า”
โม่จิ่วเยี่ยแค่นเสียงหัวเราะดูแคลน “ผู้ดูแลฉีควรคิดถึงเรื่องว่า
ตัวเองจะมีชีวิตรอดไปได้หรือไม่ก่อนเถอะ!”
ฉีฉางซุนได้ยินค าพูดของเขา ร่างกายพลันสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
เขาพยายามรักษาความสงบนิ่งและกล่าวว่า
“เจ้าฆ่าคนของจักรพรรดินีไปแล้ว แสดงว่าไม่ได้เป็นพวก
เดียวกับพวกเขา ดังนั้นข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่ท าร้ายข้า”
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจคนผู้นี้มานานแล้ว เขามีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย คุ้น
ชินกับการประจบสอพลอและเหยียบย ่าผู้อื่นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม คุณธรรมของฉีฉางซุนเป็นอย่างไรไม่เกี่ยวกับเขา
เลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะต้องการสืบข่าวบางอย่างจากปากอีกฝ่าย
เขาคงไม่สนใจเรื่องยุ่งยากเช่นนี้
“ข้าจะถามเจ้า องค์จักรพรรดิตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
เมื่อกล่าวถึงองค์จักรพรรดิ ฉีฉางซุนก็ไม่แสร้งท าเป็นนกกระทา
อีกต่อไป
ไม่ว่าจะเพื่ออนาคตของตัวเองหรือเพราะความจงรักภักดีอย่าง
แท้จริง เขากลับเงยหน้าขึ้นสบตาโม่จิ่วเยี่ย
คนตรงหน้านี้เขาไม่รู้จักจริง ๆ แต่คนที่สามารถถามเช่นนี้ได้
นอกจากคนขององค์ชายหนานฉีแล้ว คงไม่มีใครอื่นอีก
สุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือ
องค์ชายหนานฉีเอง
“เจ้ารีบไปรายงานองค์ชายหนานฉีเถิด สถานการณ์ขององค์
จักรพรรดิไม่ค่อยดีนัก พระองค์กับพระพันปีถูกกักขังอยู่ในห้องลับ
ของต าหนักเฟิ่งซี พระพันปีอายุมากแล้ว พระนางสิ้นพระชนม์ไปเมื่อ
สามวันก่อน จักรพรรดินีสั่งห้ามไม่ให้เก็บพระศพ ทั้งยังจงใจทิ้งร่าง
ของพระนางไปวางไว้ในห้องเดียวกันกับองค์จักรพรรดิ โชคดีที่องค์
จักรพรรดิยังมีประโยชน์ต่อจักรพรรดินีอยู่ มิเช่นนั้นเกรงว่าบัดนี้
พระองค์ก็คงเป็นเช่นเดียวกับพระพันปี ถูกกักขังจนสิ้นพระชนม์ไป
แล้ว…”
ฉีฉางซุนพูดจาไม่หยุด พูดมามากมาย โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่ามีเพียง
ประโยคเดียวที่มีประโยชน์ต่อเขา นั่นคือจักรพรรดิซุ่นอู่ถูกกักขังอยู่
ในห้องลับของต าหนักเฟิ่งซี
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าห้องลับอยู่ที่ใด”
เพราะในความทรงจ าของเขา วังหลวงนอกจากช่องทางลับที่เขา
เคยพาเฮ่อจือหร่านไปขนสิ่งของจากท้องพระคลังแล้วก็ไม่มีห้องลับ
อื่นอีก
ส่วนทางลับนั้นก็เพียงน าไปสู่ต าแหน่งของท้องพระคลัง คาดว่า
หลังจากเกิดเหตุการณ์ท้องพระคลังถูกขโมย ช่องทางลับคงถูก
จักรพรรดิซุ่นอู่ส่งคนไปปิดกั้นนานแล้ว
นี่ก็เป็นสาเหตุที่โม่จิ่วเยี่ยเลือกจะปีนก าแพงเข้ามาโดยตรง
โดยเฉพาะสถานที่ที่บรรดานางสนมในวังหลังอาศัยอยู่ ไม่
อนุญาตให้สร้างห้องลับใด ๆ เด็ดขาด
มันเป็นวิธีหนึ่งที่องค์จักรพรรดิทุกยุคทุกสมัยใช้ป้องกันไม่ให้
นางในวังหลังมีสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งก่อสร้างและที่พักอาศัยทั้งหมด
ต้องสร้างอย่างเปิดเผย
“ตอนที่ข้าถูกจับ ดวงตาถูกปิด แต่ข้าสามารถรู้สึกได้ว่าการไป
ยังห้องลับและต าหนักของจักรพรรดินีนั้นเป็นทิศทางเดียวกัน”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าในเวลาเช่นนี้ ฉีฉางซุนคงไม่โกหกแน่นอน เมื่อ
เขาบอกว่าไม่รู้ก็หมายความว่าเขาไม่รู้ต าแหน่งที่แน่ชัดจริง ๆ
โชคดีที่เขายังสามารถบอกทิศทางคร่าว ๆ ของห้องลับได้ ซึ่งก็
ช่วยให้ชายหนุ่มสะดวกค้นหา
เมื่อได้ข่าวที่ต้องการแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่มีใจจะยุ่งเกี่ยวอยู่กับฉี
ฉางซุนอีกต่อไป
แม้ว่านิสัยของฉีฉางซุนจะไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็ไม่เคยล่วงเกินโม่
จิ่วเยี่ย ดังนั้นโม่จิ่วเยี่ยจึงไม่จ าเป็นต้องฆ่าเขา
“ข้าจะไม่เอาชีวิตเจ้า เจ้าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ
ความสามารถของตัวเองแล้ว”
ฉีฉางซุนได้ยินว่าอีกฝ่ายจะปล่อยตนไปในใจก็รู้สึกโล่งอกทันที่
เขาฉลาดพอที่จะไม่ซักถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย
“เจ้าไปแจ้งองค์ชายหนานฉีให้มาช่วยองค์จักรพรรดิเถอะ ที่นี่ข้า
จะจัดการเอง”
โม่จิ่วเยี่ยเชื่อว่าฉีฉางซุนจะสามารถจัดการกับศพสองศพ
ตรงหน้าได้ เพราะเงื่อนไขที่เขาจะมีชีวิตรอดก็คือยิ่งจักรพรรดินีรู้ว่า
เขาหนีไปช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
โม่จิ่วเยี่ยเดินอ้อมไปด้านหลังของฉีฉางซุนแล้วกระโดดขึ้นต้นไม้
ใหญ่
เสียงสนทนาระหว่างโม่จิ่วเยี่ยกับฉีฉางซุนเมื่อครู่นี้ไม่ดังนัก
เฮ่อจือหร่านจึงได้ยินไม่ชัด ไม่รอให้นางเอ่ยปากถาม โม่จิ่วเยี่ยก็
กระซิบบอกข่าวที่ได้รู้มาให้นางฟัง
“ท่านพี่ ในเมื่อไม่รู้ต าแหน่งที่แน่ชัดของห้องลับ ท าไมพวกเราไม่
ไปตรวจดูที่ห้องบรรทมของจักรพรรดินีก่อนเล่า บางทีอาจพบเบาะแส
ก็ได้”
“อืม รอให้ฉีฉางซุนออกไปจากที่นี่ก่อน พวกเราค่อยไป”
หลังเห็นว่าฉีฉางซุนลากศพออกไป พวกเขาจึงกระโดดลงจาก
ต้นไม้แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังทางที่มีแสงสว่าง
ต าหนักเฟิ่งซีคือที่ประทับของจักรพรรดินี ดังนั้นจึงมีพื้นที่กว้าง
ใหญ่กว่าต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยมากนัก
ไม่ว่าวังจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนกฎที่ว่า
เจ้านายจะต้องอยู่ในต าแหน่งตรงกลางที่หรูหราที่สุดได้
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านหลบหลีกสายตาของทหารยาม กระทั่ง
พบต าหนักบรรทมของจักรพรรดินี
ที่นี่ยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงโคมไฟ นางก านัลและขันทียืนเรียง
รายอย่างเป็นระเบียบอยู่สองข้างประตูห้อง รอรับค าสั่ง
การที่มารดาแห่งแผ่นดินจะมีบ่าวไพร่มากมายไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่การที่มีบ่าวไพร่กลุ่มใหญ่มายืนรออยู่ในยามดึกเช่นนี้กลับเป็น
เรื่องผิดปกติ
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านอ้อมไปด้านหลังต าหนักบรรทม
หลังจากตรวจดูโดยรอบและเห็นว่าไม่มีอันตราย ทั้งคู่ก็กระโดดขึ้นไป
บนหลังคาพร้อมกัน
โม่จิ่วเยี่ยหาต าแหน่งที่เหมาะสม ค่อย ๆ เปิดกระเบื้องแผ่นหนึ่ง
ขึ้นอย่างเบามือ แสงจ้าพุ่งออกมาจากช่องนั้น
พวกเขาจ้องมองลงไปด้านล่าง
ที่นี่ไม่ใช่ห้องบรรทมของจักรพรรดินี แต่เป็นสถานที่ที่นางใช้
รับรองเหล่าสนมที่มาคารวะตามปกติ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นที่ท างาน
ของจักรพรรดินีนั่นเอง
ยามนี้แสงไฟภายในห้องสว่างไสว
จักรพรรดินีในชุดล าลองประทับนั่งอยู่ตรงกลางบนต าแหน่ง
สูงสุด นางจ้องมองผู้คนตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“พวกเจ้าบอกว่าคนที่ข้าส่งไปจวนขุนนางเมื่อวานยังไม่กลับมา
จนถึงตอนนี้หรือ?”
ทันทีที่นางเอ่ยจบ คนผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดหัวหน้าขันทีก็คุกเข่าลง
“กระหม่อมเพิ่งส่งคนไปตรวจสอบที่บ้านของเสี่ยวหลิวมา ไม่มี
ใครอยู่ที่นั่นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดินีได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นด้วยความโกรธเคือง มือข้าง
หนึ่งฟาดลงบนโต๊ะเล็กข้างกายอย่างแรง
“จางเต๋อฝู เจ้าช่างกล้านัก เรื่องใหญ่ขนาดนี้หากข้าไม่ถาม เจ้า
ก็กล้าปิดบังหรือ?”
จางเต๋อฝูตกใจจนเหงื่อเย็นผุดทั่วร่าง รีบก้มศีรษะค านับ
จักรพรรดินี
“ขอจักรพรรดินีโปรดทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมน าคนไป
สอบถามเรื่องตราแผ่นดินหยกขององค์จักรพรรดิตั้งแต่เช้าแล้ว เพิ่ง
ออกมาจากห้องลับเมื่อครู่นี้เองพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าสอบถามเรื่องที่อยู่ของตราแผ่นดินหยกได้หรือไม่?”
เมื่อพูดถึงตราแผ่นดินหยก ทั้งโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างรู้สึก
เหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง
จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ใช่จักรพรรดิที่ขยันขันแข็งและรักประชาชน
ตามหลักการแล้วนอกจากเข้าประชุมตอนเช้า อีกฝ่ายควรท างานใน
ห้องทรงอักษร
ทว่าเนื่องจากความเกียจคร้านของเขา ห้องทรงอักษรในวังหลวง
จึงเป็นเพียงของประดับเท่านั้น
อย่างมากเขาก็แค่อ่านฎีกาในต าหนักบรรทมของตนเองเมื่อคิด
อยากจะท าเท่านั้น