ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 76 ปานประจ าตระกูล
“ตอนยังเด็ก ข้าเคยเป็นสหายร่วมเรียนของหนานฉี จึงได้เข้า
ออกต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง หยวนกุ้ยเฟยเห็น
ข้ากับหนานฉีก าลังคุยเล่นกับ ซิ่งเฟ่ย คนสนิทของนาง”
“หยวนกุ้ยเฟยเคยถามซิ่งเฟ่ยว่า นางจ าได้ว่าซิ่งเฟ่ยมีหลานชาย
ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราอยู่คนหนึ่ง หากสะดวกก็พาเขามา
เล่นในวังกับพวกเราได้”
“ตอนนั้น ซิ่งเฟ่ยปฏิเสธทันที่ นางบอกว่าหลานชายของนางที่ชื่อ
‘หนานอวี่’ นั้นต ่าต้อยนัก เกรงว่าถ้าเข้ามาในวังจะท าให้พวกนาง
ล าบากใจ”
เมื่อนึกถึงอายุของเฟ่ยหนานอวี่ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ก็
พบว่าเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโม่จิ่วเยี่ยจริง ๆ
เพราะฉะนั้น เฮ่อจือหร่านจึงมั่นใจว่าหลานชายของซิ่งเฟ่ยก็คือ
เฟ่ยหนานอวี่อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่จากเรื่องที่โม่จิ่วเยี่ยเล่า ซิ่งเฟ่ยเป็นถึงคนสนิทของหยวนกุ้ย
เฟย เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ขัดสนเรื่องเงินทองอะไร แล้วเหตุใด
ครอบครัวของหลานชายแท้ ๆ ที่ยากจนข้นแค้นขนาดนั้น นางถึงไม่
ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลย
ค าถามนี้ผุดขึ้นมาในใจของเฮ่อจือหร่านเพียงชั่วครู่ เพราะไม่ว่า
คนอื่นจะปฏิบัติต่อญาติพี่น้องกันอย่างไร มันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ
แผนการใหญ่ของนาง
การที่นางต้องเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้โม่จิ่วเยี่ยฟัง ก็เพื่อให้เขารู้ว่า
บนโลกนี้มีเฟ่ยหนานอวี่อยู่เท่านั้น
เมื่อนึกถึงโม่จิ่วเยี่ยเล่าว่าตอนเด็ก ๆ เขามักจะเข้าออกต าหนัก
ของหยวนกุ้ยเฟยอยู่บ่อยครั้ง เฮ่อจือหร่านจึงหยั่งเชิงถามเขาว่า
“ทาุ่นไปที่ต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยบ่อย ๆ แล้วนางปฏิบัติต่อ
ท่านอย่างไรบ้าง”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็จ าได้ขึ้นใจ
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท าไมกุ้ยเฟยถึงได้ปฏิบัติต่อข้าดีกว่า
หนานฉีด้วยซ ้า”
เฮ่อจือหร่านคิดในใจ ‘อย่างนี้นี่เอง มันช่างตรงกับที่บันทึกนอก
ประวัติศาสตร์บอกไว้เสียจริง”
‘หยวนกุ้ยเฟยต้องรู้แน่ว่าโม่จิ่วเยี่ยคือลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง
เรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้’
โม่จิ่วเยี่ยเป็นคนช่างสังเกต เขารู้สึกได้ว่าค าถามของเฮ่อจือห
ร่านนั้นฟังดูแปลก
“เจ้าถามเช่นนี้ท าไม”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านก็อดแกล้งเขา
ไม่ได้
“ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว ท่านอาจจะเป็นบุตรของ
หยวนกุ้ยเฟย”
“เป็นไปไม่ได้!” โม่จิ่วเยี่ยโต้แย้งทันควัน สีหน้าของเขา
เคร่งเครียดขึ้นไปอีก
“ท่านจะแน่ใจได้อย่างไร” เฮ่อจือหร่านยังคงคาดคั้น
“ข้าต้องแน่ใจแน่นอน พวกเราบุรุษสกุลโม่ทุกคน เกิดมาพร้อม
กับปานประจ าตระกูล” โม่จิ่วเยี่ยไม่เคยนึกสงสัยในชาติก าเนิดของ
ตนเองเลยแม้แต่น้อย
“ปานประจ าตระกูล?” เฮ่อจือหร่านเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
ตระกูลหนึ่งจะมีปานประจ าตระกูลได้อย่างไร เรื่องแบบนี้ไม่สามารถ
อธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ นอกเสียจากว่ามนุษย์จะเป็นคนท า
ให้เกิดขึ้นเองเท่านั้น
“ตอนที่ข้ากับพี่ชายทั้งแปดคนเกิดมา บนไหล่ซ้ายของพวกเรามี
ปานรูปจันทร์เสี้ยวอยู่”
“ท่านพ่อบอกว่า นี่คือสัญลักษณ์ที่สืบทอดกันมายาวนานใน
สกุลโม่ บรรพบุรุษของข้ารวมถึงบรรพชนรุ่นก่อน ๆ ก็ล้วนมีปาน
เช่นนี้”
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างมั่นใจ เฮ่อจือหร่านก็เริ่มสับสน
ใต้หล้านี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นได้มากมาย การที่คนเรา
ข้ามภพข้ามมิติมาก็ยังเกิดได้ เรื่องปานประจ าตระกูลก็คงไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไร
ตอนที่เฮ่อจือหร่านอ่านประวัติของโม่จิ่วเยี่ย สิ่งแรกที่นางคิดก็
คือนี่อาจเป็นสาเหตุแท้จริงที่ท าให้หนานฉีคิดก าจัดเขา
การคาดเดานั้นถูกปฏิเสธไปโดยปานประจ าสกุลโม่ เหตุผลที่
หนานฉีจ้องเล่นงานโม่จิ่วเยี่ยจึงกลายเป็นปริศนาอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ภานในหัวสมองของโม่จิ่วเยี่ยก็เต็มไปด้วย
ค าถามมากมาย
ท าไมหนานฉีถึงต้องการฆ่าเขา?
ท าไมเฮ่อจือหร่านถึงตั้งค าถามแบบนี้?
ทั้งสองคนต่างก็ครุ่นคิดในใจ ไม่พูดอะไรออกมาอีก
เพราะความกังวลในใจ อาหารเย็นจึงกินกันอย่างขอไปที่
เมื่อกลับมานอนที่กระโจมอีกครั้ง เฮ่อจือหร่านก็นอนไม่หลับ
จิตส านึกของนางเข้าสู่พื้นที่มิติ หลังตรวจสอบยอดขายของ
ร้านค้า ก็พบว่าวันนี้ขายไปได้เพียงชิ้นเดียว และเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น
สองแสนห้าหมื่นหยวน
สินค้ายังมีอีกมาก นางไม่จ าเป็นต้องเติมสินค้า เฮ่อจือหร่านจึง
ตัดสินใจอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เล่มนั้นต่อ หวังว่าจะได้ข้อมูลอะไร
เพิ่มเติม
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักชั้นบนของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ณ
อ าเภอผิงหยวน
หนานฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะ พลางนิ้วเคาะเป็นจังหวะ
“ท่านอ๋อง สาส์นจากขันทีหลี่ขอรับ”
ขณะเอ่ย เหอเฟิงก็ได้น ากระดาษม้วนเล็ก ๆ วางไว้ตรงหน้า
หนานฉีอย่างนอบน้อม
หนานฉีคลี่กระดาษม้วนออกอย่างใจเย็น แต่เมื่ออ่านเนื้อหาจบ
เขาก็ทุบโต๊ะอย่างแรง
“เจ้าพวกไร้ประโยชน์! สั่งให้ไปฆ่าคนแท้ ๆ แต่ยังฆ่าผิดคน พวก
มันยังมีค่าอะไรให้ข้าเลี้ยงดูไว้อีก”
เหอเฟิงไม่รู้ว่าในจดหมายของหลี่ลู่เขียนอะไรไว้ แต่เห็นท่านอ๋อง
กริ้วโกรธเช่นนี้ คาดว่าคงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ๆ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ ท่านอ๋อง” เหอเฟิงเอ่ยถามอย่าง
ระมัดระวัง
หนานฉีโยนกระดาษในมือให้เขาอย่างไม่สบอารมณ์
“เจ้าดูเอาเอง”
หลังจากเหอเฟิงอ่านข้อความในกระดาษจบ เขาก็เอ่ยวิเคราะห์
ว่า “ดูเหมือนตระกูลของหลี่เหลียงจะถูกคุมตัวกลับมาที่เมืองหลวง
แล้ว คาดข่าวของขันทีหลี่คงไม่ผิดพลาด”
“หึ! ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยฟื้นแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนรอบคอบ คงเดา
ออกแล้วว่าเหอเลี่ยงเป็นแค่แพะรับบาป ต่อไปถ้าอยากเอาชีวิตเขา ก็
คงไม่ง่ายแล้ว”
หนานฉีเริ่มใจเย็นลง ค่อย ๆ ขบคิดว่าจะท าอย่างไรต่อไป
แม้เหอเฟิงจะไม่รู้ว่าท าไมท่านอ๋องถึงอยากฆ่าโม่จิ่วเยี่ยนักหนา
แต่เขารู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ท่านอ๋องก็ต้องท าให้ส าเร็จ
“ท่านอ๋อง จะให้กระหม่อมส่งคนไปสืบข่าวดีหรือไม่ ดูว่าตอนนี้
ขบวนนักโทษของโม่จิ่วเยี่ยเดินทางไปถึงไหนแล้ว พวกเราจะได้
วางแผนขั้นต่อไปได้”
หนานฉีโบกมือ “ไม่ต้องหรอก ตระกูลหลี่ถูกส่งตัวกลับเมือง
หลวง ขบวนนักโทษคงต้องรอพวกเขาให้กลับไปสมทบก่อนแล้วจึง
ค่อยเดินทางต่อ”
“อ าเภอผิงหยวนเป็นทางผ่านไปซีเป่ย พวกเราทุกคนรออยู่ที่นี่
ข้าจะไปพบโม่จิ่วเยี่ยด้วยตัวเอง”
เมื่อเจ้านายตัดสินใจแล้ว เหอเฟิงก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ท่านอ๋อง พรุ่งนี้จะครบก าหนดที่อาจารย์อู๋เฉินบอกไว้แล้ว ถ้า
ท่านยังไม่เจอคนผู้นั้น พวกเราควรท าอย่างไร?”
“อาจารย์อู๋เฉินไม่เคยท านายพลาด ข้าต้องหาคนผู้นั้นให้เจอ”
น ้าเสียงของหนานฉีเปี่ยมล้นด้วยความเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาตั้งใจจะรอโม่จิ่วเยี่ยอยู่ที่นี่แล้ว การใช้โอกาสนี้
เพื่อค้นหาคนผู้นั้นสักสองสามวันย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร…
………
เฮ่อจือหร่านน าบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งเล่มกลับมาอ่านซ ้าอีกครั้ง
โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อความที่บรรยายถึงชาติก าเนิดของ
โม่จิ่วเยี่ย
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เนื้อหาส่วนนี้ก็ไม่มีจุดบกพร่อง
อีกทั้งโม่จิ่วเยี่ยยังบอกด้วยว่าท่าทีของกุ้ยเฟยมีต่อเขานั้นดีกว่า
หนานฉีเสียอีก เช่นนั้นมันเป็นเพราะอะไรกัน?
เฮ่อจือหร่านครุ่นคิดอย่างหนักถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ จนใน
ที่สุดนางก็นึกถึงหนานฉีขึ้นมาได้
เมื่อค้นพบหนทางก้าวหน้าครั้งใหม่ เฮ่อจือหร่านก็อดตื่นเต้น
ไม่ได้ นางพลิกตัวอย่างแรงจนเผลอไปกดแขนโม่จิ่วเยี่ยเข้า
เมื่อรู้สึกตัว เฮ่อจือหร่านรีบขยับตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของนางไปท าให้โม่จิ่วเยี่ยตื่นขึ้น
หรือเป็นเพราะเขาเองก็ยังไม่ได้หลับเหมือนกับนาง
ทันใดนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็ลุกขึ้นนั่ง น ้าเสียงของชายหนุ่มยังคง
ราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเคย
“เจ้าก็นอนไม่หลับหรือ”
“อืม ข้าคิดอะไรไปเรื่อยจึงนอนไม่หลับ” เฮ่อจือหร่านไม่ได้ปิดบัง
โม่จิ่วเยี่ยถามต่อ “ยังคงนึกถึงเรื่องชาติก าเนิดของข้าอยู่?”
เมื่อถูกถามตรงประเด็นขนาดนี้ เฮ่อจือหร่านก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านเคยอาบน ้ากับหนานฉีบ้างหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยเองก็เป็นคนฉลาด เขารู้ทันทีว่าค าถามนี้ต้องการจะสื่อ
อะไร “ข้ายืนยันได้ว่าเขาไม่มีปาน”