ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 93 เมิ่งไห่หนิง
สกุลโม่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เฮ่อจือหร่านยังใช้เวลานี้
ฝังเข็มให้หลี่เถี่ยจู้อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าหลี่เถี่ยจู้มีอาการดีขึ้น คนที่เคยคิดจะหนีก็ตัดสินใจ
ล้มเลิกเรื่องนี้
น ้าที่ท่วมขังเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เผิงวั่งสั่งให้จางชิงน าเจ้าหน้าที่สอง
คนลงไปส ารวจ ถ้าหากน ้าลดลงมาก พวกเขาก็จะออกเดินทางต่อใน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ภารกิจของพวกเขาล่าช้ามากเกินไป ถ้าไม่เร่งรีบ พวกเขาอาจ
ส่งตัวนักโทษไปถึงซีเป่ยไม่ทันเวลา
จางชิงพาคนออกไปประมาณหนึ่งชั่วยามก็วิ่งกลับมาพลาง
หายใจหอบ
“หัวหน้า น ้าตรงเชิงเขาลดลงไปมากแล้ว ข้าลองตรวจดูจุดที่ลึก
ที่สุดถึงแค่ระดับเข่า อีกทั้งนายอ าเภอตงเฟิงยังมาที่นี่ด้วยตัวเอง ศพ
ในน ้าถูกพวกเขาลากขึ้นมาส่วนหนึ่งแล้ว”
หลังได้ยินว่านายอ าเภอตงเฟิงมาช่วยด้วยตัวเอง เผิงวั่งก็นึกถึง
ข้อเสนอแนะของเฮ่อจือหร่าน
ศพเหล่านี้ถ้าไม่เผา จะท าให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย
นึกถึงตรงนี้ เผิงวั่งรู้สึกว่าตนเองจ าเป็นต้องไปพูดคุยเรื่องนี้กับ
นายอ าเภอด้วยตัวเอง
เพราะเรื่องนี้เขาได้ยินจากเฮ่อจือหร่าน ดังนั้นเผิงวั่งตัดสินใจพา
เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยไปด้วยกัน
พอจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่นี่เสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็รีบลงจากภูเขา
กระทั่งมาถึงเชิงเขาแล้ว สิ่งที่เห็นคือความวุ่นวาย
บ้านเรือนในหมู่บ้านถูกน ้าท่วมจนพังยับเยิน ศพสิบกว่าร่างลอย
อยู่ในน ้าที่ขุ่นข้น นอกจากนี้ยังมีสิ่งของของชาวบ้านถูกน ้าพัด
กระจัดกระจายไปทั่ว
ชายหนุ่มแต่งกายชุดขุนนางนายอ าเภอยืนอยู่ไกล ๆ ก าลังสั่งให้
คนยกศพไปไว้บนที่สูง
ขณะเฮ่อจือหร่านและอีกสองคนก าลังสังเกตท่านนายอ าเภอ
สายตาของอีกฝ่ายก็มองตรงมาที่พวกเขา
ถ้าไม่ใช่เผิงวั่งยังสวมชุดเจ้าหน้าที่ เขาอาจจะคิดว่าคนพวกนี้
เป็นชาวบ้านที่รอดชีวิต
ท่านนายอ าเภอสั่งการลูกน้องสองสามค าแล้วเดินลุยน ้ามายัง
พวกเขา
ทางเผิงวั่งก็พาเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยเดินเข้าไปหา
เมื่อทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน นายอ าเภอและเผิงวั่งก็จดจ ากันได้
การพบคนรู้จักเผิงวั่งย่อมรู้สึกยินดีมาก
“น้องชายเมิ่งใช่หรือไม่”
เมิ่งไห่หนิงยกมือคารวะเผิงวั่ง “พี่เพิ่ง นานแล้วที่พวกเราไม่ได้พบ
กัน”
ขณะเดินเข้าใกล้เมิ่งไห่หนิงซึ่งอยู่ห่างออกไป เผิงวั่งก็แนะน าชาย
ผู้นั้นให้กับโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านเบา ๆ
“เขาคนนี้คือคุณชายเมิ่งไห่หนิง หลานชายของท่านเสนาบดีเมิ่ง
ของจักรพรรดิองค์ก่อน”
โม่จิ่วเยี่ยไม่รู้จักเมิ่งไห่หนิง แต่เขาคุ้นเคยกับท่านเสนาบดีเมิ่งที่
เผิงวั่งกล่าวถึง
ท่านเสนาบดีเมิ่งเป็นดั่งมือขวาขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน
อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นเสาหลักของราชวงศ์ต้าซุ่นเลยก็ว่าได้
จนกระทั่งจักรพรรดิซุ่นอู่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรง
ต้องการรวบรวมอ านาจไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว จึงอ้างเหตุผลว่าท่าน
เสนาบดีเมิ่งชรามากแล้ว จึงให้เขากลับมาบ้านเกิดไปใช้ชีวิตในบั้น
ปลาย
จากนั้นไม่นานก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่า ท่านเสนาบดีเมิ่ง
เสียชีวิตระหว่างทางกลับบ้านเกิด
เฮ่อจือหร่านมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงข้ามกับโม่จิ่วเยี่ย นางไม่
ค่อยรู้เกี่ยวกับท่านเสนาบดีเมิ่งมากนัก แต่ส าหรับหลานชายของเขา
อย่างเมิ่งไห่หนิง นางกลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ในสมัยที่เฟ่ยหนานอวี่ขึ้นครองราชย์ เมิ่งไห่หนิงมีส่วนอย่างมาก
ในการสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่ง
เขาเป็นคนยืดหยุ่น ปรับตัวเก่ง กล้าเสนอความคิดแปลกใหม่ให้
เฟ่ยหนานอวี่อยู่บ่อย ๆ
เฟ่ยหนานอวี่เองก็มองคนออก จึงมอบอิสระให้กับเมิ่งไห่หนิง
อย่างเต็มที่
ส่วนเฮ่อจือหร่านพอได้ยินดังนั้นก็ทบทวนข้อมูลของเมิ่งไห่หนิง
ที่ตัวเองรู้มาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปบอกโม่จิ่วเยี่ยเบา ๆ ว่า “เมิ่ง
ไห่หนิงเป็นคนที่คบได้”
โม่จิ่วเยี่ยได้ฟังก็ไม่รู้ว่าอะไรท าให้เฮ่อจือหร่านถึงพูดแบบนั้น แต่
ที่ผ่าน ๆ มาเขารู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดมักจะเป็นจริงเสมอ
เขาจึงพยักหน้ารับรู้
ไม่นานนัก ทุกคนก็เดินเข้ามา เผิงวั่งทักทายกับเมิ่งไห่หนิงคร่าว
ๆ ก่อนจะแนะน าโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านให้อีกฝ่ายรู้จัก
แน่นอนว่าเมิ่งไห่หนิงรู้จักโม่จิ่วเยี่ยเป็นอย่างดี
เทพสงครามผู้โด่งดังแห่งราชวงศ์ต้าซุ่น ใครบ้างจะไม่รู้จัก
ส่วนเรื่องที่โม่จิ่วเยี่ยถูกใส่ร้ายนั้น เมิ่งไห่หนิงรู้ดีแก่ใจว่าเขาเป็น
ผู้บริสุทธิ์
จักรพรรดิซุ่นอู่หาเรื่องเล่นงานสกุลโม่ก็เพราะอิจฉาที่เขามี
อ านาจมากเกินไปต่างหาก
เพราะท่านปู่ของเขาก็ถูกเพ่งเล็งจากความหวาดระแวงในเรื่อง
อ านาจที่สูงส่งเกินหน้าที่มากไป เขาจึงพบจุดจบอย่างไม่เป็นธรรม
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน…
แม้ครอบครัวของเขาจะรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของท่านปู่ แต่
เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว จึงท าได้เพียงประกาศว่า
ท่านปู่เสียชีวิตจากอาการป่วยเท่านั้น
โม่จิ่วเยี่ยผู้น าทัพขับไล่ศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วน ปกป้องความสงบ
สุขของแคว้นต้าซุ่น เขาเป็นบุคคลที่เมิ่งไห่หนิงนับถือจากก้นบึ้งของ
หัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้น โชคชะตาของสกุลโม่ยังน่าสงสารนัก แทบจะเรียก
ได้ว่ามีชะตากรรมเดียวกับตระกูลของเขา
เขาเดินเข้าไปหาโม่จิ่วเยี่ยโดยไร้เจตนาแอบแฝง แล้วยกมือท า
ความเคารพ
“ท่านแม่ทัพโม่ ข้าน้อยขอคารวะ”
โม่จิ่วเยี่ยรีบตอบรับอย่างสุภาพ “ตอนนี้ข้าไม่ใช่แม่ทัพอีกต่อไป
แล้ว แต่เป็นเพียงนักโทษที่ผู้คนต่างรังเกียจ ท่านเรียกข้าเช่นนี้คงไม่
เหมาะสมนัก”
แท้จริงแล้ว เขาเองก็ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจเรียก
โม่จิ่วเยี่ยแบบนั้น
สกุลโม่สืบทอดความจงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน ในสายตา
ของเมิ่งไห่หนิง พวกเขาล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้ถูกคนใส่
ร้ายและเนรเทศ ต าแหน่งท่านแม่ทัพคงไม่เหมาะที่จะเรียกอีกต่อไป
ด้วยความเคารพต่อคนสกุลโม่ ท าให้เมิ่งไห่หนิงเอ่ยเรียกโม่จิ่ว
เยี่ยว่าท่านแม่ทัพ
เมิ่งไห่หนิงโบกมือ “ไม่หรอก บุรุษสกุลโม่ทุกคนล้วนแต่ปกป้อง
บ้านเมืองกันมารุ่นต่อรุ่น ค าว่าท่านแม่ทัพ ท่านย่อมสมควรได้รับมัน”
เผิงวั่งมองคนทั้งสองผลัดกันปฏิเสธเพียงเพราะเรื่องค าเรียกขาน
เขาจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ดูก็รู้ว่าน้องชายเมิ่งเป็นคนจริงใจและ
ตรงไปตรงมา ส่วนน้องชายโม่ก็เป็นคนซื่อตรง พูดจาตรงไปตรงมา
เช่นกัน ข้าเห็นว่าพวกเจ้าควรเรียกกันว่าพี่น้องให้ดูสนิทสนมกัน
ดีกว่า”
เมื่อโม่จิ่วเยี่ยได้ยินดังนั้น จึงรีบบอกอายุของตนเอง “ตอนนี้ข้า
อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว ไม่ทราบว่าท่านอายุเท่าใด”
เมิ่งไห่หนิงยิ้ม “ข้าอายุมากกว่าเจ้าหนึ่งปี หากเจ้าไม่รังเกียจ
เรียกข้าว่าพี่เมิ่งเถอะ”
“พี่เมิ่ง”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย เผิงวั่งก็ไม่ลืมจุดประสงค์ของการมา
ที่นี่
เขาจึงน าค าแนะน าของเฮ่อจือหร่านมาบอกกับเมิ่งไห่หนิง
ปฏิกิริยาของเมิ่งไห่หนิงหลังจากได้ฟัง ท าให้เฮ่อจือหร่านรู้สึกไม่
ผิดหวัง
เขาเป็นคนอย่างที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จริง ๆ ไม่ใช่คน
หัวโบราณ แต่กล้าคิดกล้าท าและเฉลียวฉลาด
ถึงแม้เมิ่งไห่หนิงจะไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเผิงวั่งในทันที่ แต่เขาก็
ยังไม่ตัดสินใจเช่นกัน
เพื่อยืนยันถึงข้อดีข้อเสียทุกอย่าง เขาจึงซักถามรายละเอียดและ
สาเหตุอย่างถี่ถ้วน
แม้เผิงวั่งจะเป็นคนเสนอความคิดนี้ แต่เขากลับไม่สามารถ
อธิบายรายละเอียดได้
ดังนั้น เขาจึงผลักให้เฮ่อจือหร่านเป็นคนอธิบายแทน แม้เฮ่อจือห
ร่านจะเป็นสตรี แต่เมิ่งไห่หนิงก็ไม่ได้ดูถูกนางแม้แต่น้อย
“น้องสะใภ้หมายความว่า ต้องเผาศพของชาวบ้านเหล่านี้ทั้งหมด
อย่างนั้นหรือ?”
เฮ่อจือหร่านกล่าวอย่างหนักแน่น “ใช่แล้ว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และข้าต้องบอกพี่เมิ่งให้นรู้ว่า คน
ในหมู่บ้านที่อพยพขึ้นภูเขามาด้วยกันนั้น มีคนติดกาฬโรคแล้ว”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้าบอกว่ามีคนในหมู่บ้านที่อพยพไปติดโรค
แล้วหรือ?” เมิ่งไห่หนิงถึงกับสูดหายใจเข้าปอด ข่าวนี้ช่างกะทันหัน
เกินไป จนส าหรับนายอ าเภออย่างเขามันไม่ต่างอะไรกับถูกฟ้าผ่า
ตอนกลางวันแสก ๆ เลย