บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1811-1815
ตอนที่ 1,811: มหันตภัย
บริเวณรอบนอกของวังมังกร บนท้องนภาเหนือซากตำหนักแห่งหนึ่ง
“ตาย!”
ชิงเซียวตะโกนเสียงดังลั่น ด้วยการสะบัดมือหนึ่งครั้ง ลวดลายวงกลมที่ล้อมรอบด้วยอัสนีสีทองพลันปรากฏขึ้น ปิดล้อมพื้นที่ในรัศมีหลายร้อยจั้ง
เปรี้ยง!!
เงาสีแดงสายหนึ่งไม่อาจหนีพ้น จึงถูกทำลายลงทันที
และทันใดนั้น พิรุณแสงแดงสดนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ร่างของชิงเซียวหลบไปอยู่ห่าง ๆ
เขารู้ตั้งนานแล้วว่า พิรุณแสงสีแดงนั้นคือกฎแห่งผลกรรมที่แปลกประหลาดยิ่ง!
ไม่นานนัก พิรุณแสงสีชาดก็เลือนหายไป
ร่างของชิงเซียวเคลื่อนไหวไปมา จากนั้นเขาก็หยิบระฆังวิถีเก่าแก่แตกหักใบหนึ่งออกมาจากกองซาก
“สมบัติชั้นดี!”
ดวงตาของชิงเซียวลุกวาว
ระฆังใบนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ มันทำจากวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่าและหายากอย่าง ‘ทองแดงมรกตไขกระดูกหงส์’ ทั้งใบ
และวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์อย่างทองแดงมรกตไขกระดูกหงส์ก็เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘สมบัติขอบเขตมหาศาล’ กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติชั้นเลิศในโลกแห่งเทพ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระฆังวิถีใบนี้ต้องเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลอันทรงพลังยิ่ง!
ก่อนหน้านี้ เงาสีแดงนั้นซุกซ่อนอยู่ภายในระฆังวิถี หากไม่ใช่เพราะชิงเซียวมีประสาทสัมผัสที่ไวและชิงหลบไปก่อน เขาคงเกือบถูกเงาสีแดงนั่นโจมตีได้แล้ว!
หือ?
ทันใดนั้น ชิงเซียวก็ขมวดคิ้ว
เขาสังเกตเห็นว่าภายในระฆังวิถีนี้สลักตัวอักษรเล็กจ้อยดุจหัวแมลงวันไว้ถี่ยิบ ลายมือบิดเบี้ยวประหลาด ซึ่งก็คืออักขระลับวังมังกร!
“นี่น่าจะเป็นเคล็ดวิชาในการใช้สมบัตินี้ หากอ่านไม่เข้าใจ ย่อมมิอาจใช้อำนาจสมบัติชิ้นนี้ได้อย่างเต็มที่”
ดวงตาของชิงเซียวทอประกาย “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคว้าหลี่เสวียนจวินมาไว้ในมือโดยเร็วที่สุด หาไม่ ต่อให้ได้สมบัติมา ก็มิอาจใช้ได้อย่างเต็มที่”
เขาวิเคราะห์ได้ว่าสมบัติส่วนใหญ่ในซากวังมังกรนี้ ไม่ว่าจะเป็นมรดกคัมภีร์วิถีหรือสมบัติลึกลับชิ้นอื่นก็น่าจะมีปริศนาวังมังกรอยู่ทั้งสิ้น!
เพราะถึงอย่างไร ที่นี่ก็คือถิ่นที่ตั้งของวังมังกร มรดกและสมบัติของที่นี่ย่อมเกี่ยวพันกับอักขระลับอันเป็นเอกลักษณ์ของวังมังกร!
กระทั่งยามสำรวจเขตหวงห้ามบางแห่งในซากวังมังกร หากมีตัวตนซึ่งเชี่ยวชาญปริศนาวังมังกรติดตามมาด้วย เขาก็จะมีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอน
และทั้งหมดนี้ยังทำให้ความสำคัญของซูอี้ที่อยู่ในใจชิงเซียวสูงกว่าคราใด
“ใต้เท้า เงาสีชาดเมื่อครู่เป็นตัวประหลาดอันใดกันขอรับ ไฉนจึงน่ากลัวนัก”
ไกลออกไป มหาเซียนผู้หนึ่งจากบรรพตกลับหัวทะยานมาหา
“เจ้าพวกไม่ใช่ทั้งผีทั้งคนนี้จะเรียกเป็น ‘วิญญาณร้าย’ ก็ได้”
ชิงเซียวกล่าวเนิบ ๆ “พวกเขาประสบหายนะผลกรรมก่อนตาย วิญญาณถูกอุปสรรคผลกรรมเข้าแทรกประหนึ่งคำสาปร้าย จะอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็มิอาจ กระทั่งสติยังสับสนปั่นป่วน”
“วิญญาณร้ายตนก่อนหน้านี้น่าจะเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลก่อนจะตายตก ทว่าหลังจากกลายเป็นวิญญาณร้าย ความแข็งแกร่งของเขาก็แค่ประมาณขุมกำลังระดับมหายุทธ์เท่านั้น”
มหาเซียนผู้นั้นอ้าปากค้าง
ชิงเซียวพูดออกมาอย่างง่ายดาย ทว่าเขากลับเหงื่อแตกพลั่ก
นี่เป็นเพียงบริเวณรอบนอกของซากวังมังกรเท่านั้น แต่วิญญาณร้ายของที่นี่ก็เทียบได้กับระดับมหายุทธ์แล้ว เขาจึงไม่กล้าคิดเลยว่ามหันตภัยเช่นไรซุกซ่อนอยู่ในซากวังมังกร!
“วางใจเถิด วิญญาณร้ายเหล่านี้ประสบกับหายนะผลกรรมก่อนตาย ขอเพียงมิเข้าไปกวนพวกเขาก่อน พวกเขาก็มิเป็นอันต่อเรา”
เขากล่าวเสียงเนิบ ๆ “หากข้าไม่เข้าไปหยิบระฆังเหมือนก่อนหน้านี้ ข้าก็คงมิต้องทำศึกเช่นนี้”
มหาเซียนพยักหน้า
“แล้วสิ่งที่ข้าขอให้เจ้าทำเล่า?”
ชิงเซียวเก็บระฆังวิถีไปแล้วเอ่ยถาม
“เรียนใต้เท้า ผู้น้อยติดต่อสหายร่วมวิถีคนอื่น ๆ แล้ว พวกเขากำลังมารวมตัวกับเราจากบริเวณอื่นขอรับ”
“มีผู้ใดพบจิ่งเฉิงกับจิ่งหงอวี่บ้างหรือไม่?”
“ไม่เลยขอรับ สหายร่วมวิถีคนอื่น ๆ ต่างบอกว่าไม่พบคนทั้งสองเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คิ้วของชิงเซียวก็ขมวดมุ่น หากเขาจับตัวคนทั้งสองไม่ได้ เขาก็ขาดผู้นำทางยามสำรวจซากวังมังกร และคงมิพ้นการเผชิญกับปัญหามากมาย
มหาเซียนกล่าวว่า “แต่ใต้เท้าชิงอู่กล่าวไว้ว่ายามอยู่ข้างนอก นางได้ใช้เคล็ดวิชาทิ้งเครื่องหมายไว้บนร่างของจิ่งหงอวี่แล้ว หลังจากมารวมตัวกับใต้เท้า นางจะพาทุกคนไปจับตัวคนผู้นั้นด้วยกันขอรับ”
ชิงเซียวถอนหายใจ “งั้นก็เป็นไปตามนั้น จะว่าไป มีข่าวคราวเกี่ยวกับหลี่เสวียนจวินบ้างหรือไม่?”
“ไม่เลยขอรับ”
มหาเซียนส่ายหน้า
ทันใดนั้น ชิงเซียวพลันนำยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ เมื่อตรวจสอบเล็กน้อยแล้วเขาพลันกล่าวอย่างปรีดา “จินจู๋หลิวพบร่องรอยของฝานจุยแล้ว!”
ฝานจุยเป็นบริวารที่อยู่ข้างกายของซีหนิง ขอเพียงเขาหาคนผู้นี้พบ การจะได้พบกับซีหนิงและหลี่เสวียนจวินก็มิไกลตัว!
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ตัดสินใจ “ส่งข่าวบอกคนอื่น ๆ ว่าให้ไปรวมตัวกันกับจินจู๋หลิว!”
“ขอรับ!”
“ทำตามแผนเดิม เจ้าไปที่ ‘แท่นบูชาวิญญาณ’ ก่อน!”
จิ่งเฉิงส่งข้อความให้จิ่งหงอวี่โดยใช้เคล็ดวิชาผ่านคันฉ่องสำริดบานหนึ่ง “จำไว้ว่าหากพบผู้ใดอื่น ต้องขยี้ ‘บัญญัติสาส์นวังมังกร’ โดยเร็วที่สุด ห้ามลังเลเด็ดขาด!”
หลังจากจัดการธุระทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย จิ่งเฉิงก็เก็บคันฉ่องสำริดแล้วครุ่นคิด
‘ต่อจากนี้ก็รอให้หลี่เสวียนจวินขยี้ป้ายหยกชิ้นนั้น แผนก็จะถือว่าลุล่วงไปครึ่งหนึ่ง!’
จิ่งเฉิงลอบคิด ‘บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไม่เพียงหมายตาข้า แต่ยังมองว่าหลี่เสวียนจวินเป็นเหยื่อ หากไม่มีเหตุการณ์พลิกผัน หลี่เสวียนจวินจะตกอยู่ในมหันตภัยแน่นอน และเมื่อถึงยามนั้น เกรงว่าบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงก็คงมิอาจช่วยเขาได้!’
“และป้ายหยกที่ข้าให้เขาไปก็คือฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายของเขา ขอเพียงยังอยากมีชีวิตต่อ เขาจะขยี้มันแน่!”
“และถึงยามนั้น…”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของจิ่งเฉิงอย่างช่วยมิได้ “ไฉนต้องกังวลว่าเขาจะไม่รับใช้เผ่าของข้ากัน?”
จิ่งเฉิงรู้ดีว่าเหล่าผู้เข้ามาในซากวังมังกรนี้ดูจะร่วมมือกับพวกเราเผ่าภูตวาฬยักษ์เป็นอย่างดี ทว่าในใจล้วนมีเจตนาแฝงทั้งสิ้น
แม้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าบุตรและบุตรตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นมองว่าเขากับจิ่งหงอวี่เป็นเหยื่อกันแล้ว เพราะการจับตัวพวกเขาทั้งสองสามารถเลี่ยงหายนะมากมายได้!
และหลี่เสวียนจวินก็เป็นเป้าหมายของคนทุกผู้เช่นกัน
เพราะมีเพียงหลี่เสวียนจวินที่สามารถอ่านอักขระลับวังมังกรออก!
เรื่องนี้มิเพียงสำคัญต่อผู้อื่น แต่ก็สำคัญต่อเผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขาเช่นกัน!
การคาดเดานี้จึงทำให้จิ่งเฉิงเชื่อมั่นว่า ยามหลี่เสวียนจวินตกอยู่ในอันตราย เขาจะขยี้ป้ายหยกนั้นแน่นอน
และนี่คือส่วนหนึ่งของแผน!
ยังคงเป็นบริเวณรอบนอกของซากวังมังกร ณ ก้นบึ้งบรรพตใหญ่อันถูกผ่าครึ่งลูกหนึ่ง
“ตั๊กแตนจับจักจั่น หาตระหนักถึงนกขมิ้นเบื้องหลังไม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ใดคือนกขมิ้น? ทุกผู้ล้วนมิอาจคาดเดา บอกคนอื่น ๆ มาร่วมกันข้าเสีย”
ชายชุดดำสวมมงกุฎหยกผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “ในเวลานี้ อยู่เฉย ๆ บนภูดูพยัคฆ์สู้กันไปก่อน”
“ขอรับ!”
ข้างกายเขา ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างผอมในชุดดำผู้หนึ่งรับคำสั่ง
“นอกจากนั้น บอกสหายเต๋าจากลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ โถงดาบวิญญาณหาญและขุมกำลังอื่น ๆ ที่พบระหว่างทางด้วยว่าให้เมินหายนะและโอกาสทั้งหลายให้สิ้น”
ชายชุดดำออกคำสั่ง
“ขอรับ!”
ชายวัยกลางคนชุดดำพยักหน้า
เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่มชุดดำ เขาก็ดูพินอบพิเทายิ่ง
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะชายชุดดำผู้นั้นคือมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ของลัทธิไร้มลทิน อวิ๋นจิ่ว!
บนแม่น้ำสายยาวอันเหือดแห้งไปแสนนาน
ซีหนิงยกมือขึ้น
ฉัวะ!
ปราณสีเขียวครามสายหนึ่งพุ่งทะยานดุจคมมีด ฟาดฟันวิญญาณร้ายอันบ้าคลั่งลงทันที
ท้องนภาเต็มไปด้วยพิรุณแสงแดงฉาน
ซีหนิงไม่แม้แต่จะเหลียวแล จากนั้นก็เคลื่อนกายไปยังก้นมหาธารแห้งเหือด
ที่แห่งนั้นมีหญ้าเกล็ดมังกรสีดำงอกอยู่ต้นหนึ่ง ใบยาวกระจ่างเยี่ยงหยก มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์กำจายจากก้านใบ
“หญ้าเกล็ดมังกรนี้แปรลักษณ์มาแล้วอย่างน้อยเก้าหน รูปลักษณ์ยอดเยี่ยม หายากในโลกหล้า เป็นประโยชน์เกินคณานับในการสร้าง ‘แท่นบูชามหาวิถี’ ยามบรรลุขอบเขตมหาศาล”
เมื่อหญิงสาวคิดถึงตรงนี้ ภาพของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นในใจ “สมบัติโอสถอันไร้เทียมทานนี้เหมาะให้เขาใช้ที่สุด”
นางเด็ดหญ้าเกล็ดมังกรนี้ผนึกไว้ในกล่องหยกใบหนึ่ง ขณะที่ซีหนิงจะจากไปนั้น นางก็พลันสังเกตเห็นบางอย่างและนำยันต์สารสีทองชิ้นหนึ่งออกมา
ยันต์สารกำลังเปล่งแสง ซีหนิงตรวจสอบเล็กน้อย แล้วใบหน้างดงามของนางก็ปรากฏความเยือกเย็น
ฝานจุยกำลังถูกจินจู๋หลิวไล่ล่า!!
ซีหนิงส่งสารผ่านยันต์สีทอง บอกฝานจุยทันทีว่านางจะไปช่วยเหลือเขาเดี๋ยวนี้
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย นางก็ส่งข้อความให้ซูอี้อีกฉบับ ‘สหายเต๋า หลังจากข้าไปพบฝานจุย เราจะไปหาเจ้าด้วยกัน ระวังตัวด้วย’
นางไม่ได้บอกว่าฝานจุยกำลังถูกไล่ล่า ประการแรกเพราะนางรู้สึกว่าไม่สำคัญ และประการที่สองคือนางมิอยากให้ซูอี้เข้ามาพัวพัน
นางรู้ดีว่าในเมื่อจินจู๋หลิวไล่ล่าฝานจุย มันหมายความว่าชิงเซียว ฉินเจี้ยนซู กงหยางอวี่และคนอื่น ๆ ในฝ่ายเดียวกับจินจู๋หลิวเองก็ต้องลงมือเช่นกัน!
หากซูอี้เร่งเข้าช่วยเหลือฝานจุย เขาก็น่าจะต้องพบพวกชิงเซียว!
เหตุการณ์นี้มีอันตรายแฝงมหาศาลเกินไป
ทว่านางก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้คำตอบจากชายหนุ่มหลังเริ่มลงมือได้ไม่นาน
‘หากการคาดเดาของข้าถูกต้อง สหายเต๋าคงกำลังประสบปัญหาเป็นแน่ ข้าจะไปรวมตัวกับเจ้าทันที จำไว้ว่าการกระทำต่อจากนี้ อย่าทำเหมือนข้าเป็นคนนอกแบบนี้อีก ในเมื่อเราต่างลงเรือลำเดียวกัน เราจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน’
เป็นข้อความอันเรียบง่าย ทว่าซีหนิงกลับรู้สึกประหลาดใจยิ่ง ไฉนคนผู้นี้จึงรู้ได้ว่านางกำลังประสบปัญหา
แล้วนางก็เข้าใจในทันที เพราะนางบอกอีกฝ่ายในสารให้ ‘ระวังตัว’
บางทีความอาทรนี้เองที่ทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่านางกำลังเผชิญปัญหา!
“คนผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ความคิดละเอียดอ่อนยิ่ง”
หัวใจของซีหนิงสะท้านเกินพรรณนา
หลังไตร่ตรองเล็กน้อย นางก็ส่งข้อความบอกซูอี้ถึงเรื่องราวและบทวิเคราะห์ของสิ่งที่นางประสบอย่างมิปิดบัง ทั้งยังบอกเขาว่านางแก้ปัญหานี้ได้ อย่าให้เขาลงมือบุ่มบ่าม
แล้วซีหนิงก็มิได้คำตอบอื่นใดจากซูอี้อีก
แต่เมื่อสัมผัสยันต์สีทองในมือ นางก็พบว่านอกจากเสี้ยวปราณของฝานจุยซึ่งเข้าใกล้นางมาทุกขณะ ยังมีเสี้ยวปราณของซูอี้เข้ามาหาฝานจุยจากอีกหนึ่งทิศทาง
“คนผู้นี้ เหตุใดมิฟังคำแนะนำกันเลยหนอ”
ซีหนิงรำพึงเบา ๆ ในใจ ทว่านางไม่ได้รู้สึกรำคาญใจ กลับกัน ความตื้นตันอันมิอาจกล่าวเป็นวาจาปรากฏขึ้นเล็กน้อย
“ว่าแล้วเชียว ข้ามองไม่ผิด เขาไม่ใช่พวกนิ่งดูดายจริง ๆ”
ตอนที่ 1,812: ต่อสู้
ซากวังมังกรราวกับโลกเร้นลับขนาดใหญ่ที่แยกออกจากแดนดินภายนอกโดยสิ้นเชิง
ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความอ้างว้างและทรุดโทรม ราวกับดินแดนรกร้างว่างเปล่า
ยากจะจินตนาการยิ่งว่า ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก หายนะแบบใดจะเกิดขึ้นกับเผ่าวังมังกรในทะเลบูรพา ทำให้พวกเขาซึ่งอาศัยอยู่ในโลกเร้นลับแห่งนี้ชั่วลูกชั่วหลานกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง
ซูอี้ก้าวยาวขึ้นไปสู่ท้องนภา ร่างของเขาวูบไหวราวกับสายฟ้า ก้าวไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างออกไปได้นับสิบล้านจั้ง ความเร็วมหาศาลทำให้ทั่วหล้าตกตะลึง
ระหว่างทาง ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะลูบจมูกพลางครุ่นคิดถึงข้อความของซีหนิงก่อนหน้านี้
ต้องบอกเลยว่า ซีหนิงให้การดูแลเขาดียิ่งนัก ถึงขนาดไม่อยากให้ตัวเขามาข้องเกี่ยวกับความวุ่นวายดังกล่าว
แต่ในอีกแง่หนึ่ง… หรือข้อความนี้มันจะหมายความว่าในใจของซีหนิง ความแข็งแกร่งของเขาไม่มากพอจะต่อสู้อย่างสูสีกับบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้นได้?
“หากข้าเป็นชายหนุ่มที่ต้องพึ่งผู้หญิง พอเห็นต้นขาแบบนั้นเข้า คงมีแต่ต้องกอดรัดเอาไว้แน่น เชื่อฟังคำสั่งแต่โดยดี ไม่กล้าหาเรื่อง…”
สายตาของชายหนุ่มแปลกประหลาดเล็กน้อย
ซีหนิงมาจากโลกแห่งเทพ มีสถานะโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นยอดฝีมือในระดับสุดลึกล้ำที่ไร้ใครเทียบ!
สิ่งที่หายากเป็นพิเศษก็คือ นิสัยใจคอกับรูปร่างหน้าตาล้วนไร้ที่ติ!
ยามที่นิ่งเงียบ ดูมีชีวิตชีวาเป็นสง่า งามงดชดช้อย เป็นความสวยที่ทำให้ทุกคนต้องสั่นสะท้าน มากพอจะทำให้ทุกชีวิตในใต้หล้าตกตะลึง
และยามที่นางโกรธ ก็จะเผยความแข็งแกร่ง ซึ่งเปี่ยมด้วยการดูถูกเหยียดหยาม!
เฉกเช่นจักรพรรดินีผู้ชี้ชะตาที่คอยเฝ้ามองเก้าสวรรค์สิบปฐพี
เมื่อได้รับการดูแลจากบุตรีแห่งสวรรค์ผู้ไร้ใครเทียบเช่นนี้ หากเป็นผู้ชายคนอื่น เกรงว่าจะต้องปลื้มปริ่มจนน้ำตาไหลเป็นแน่
แต่ซูอี้นั้นไม่ใช่
ชั่วชีวิตของเขาพยายามอย่างหนัก ไม่เคยพึ่งฟ้าดิน พึ่งเพียงตัวเองและดาบในมือ รังเกียจที่จะหาผู้หนุนหลังเสมอมา
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นชายหนุ่มที่ต้องพึ่งพาอิสตรี
“ในโลกหล้าภายนอก เมื่อพานพบกับตัวตนอย่างบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้น ข้าก็ยังอาจจะกังวลเกี่ยวกับพวกเขาอยู่บ้าง แต่ในซากวังมังกร… ผู้ที่ต้องหวาดกลัวจนตัวสั่นก็คือพวกเขา!”
ดวงตาของเขาลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
ในแดนเซียน หากตัวตนอย่างบุตรแห่งสวรรค์เพิกเฉยต่อหายนะเทพและลงมือด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี นับว่าน่าสะพรึงยิ่งนัก ถึงอย่างไร พวกเขาล้วนมีพละกำลังระดับสุดลึกล้ำ
ขณะที่ข้าทาสผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแกนรวมศูนย์เท่านั้น!
นอกจากนี้ ตอนอยู่โลกหล้าภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตน ซูอี้จึงไม่เคยใช้ดาบเก้าคุมขังหรือวัฏสงสาร และเป็นการยากที่จะสำแดงพลังต่อสู้ทั้งหมดออกมาได้
แต่ในซากวังมังกรนั้นต่างออกไป
เขาไม่จำต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวตนจะถูกเปิดเผยออกมา!
“ที่น่าขันก็คือคนเหล่านั้นยังคงมองข้าเป็นเหยื่อ คิดว่าข้าสามารถถูกฆ่าได้ทุกเมื่อ…”
ซูอี้พึมพากับตนเองด้วยเสียงราวกระซิบ
“หืม?” ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่าในยันต์สีทอง กระแสปราณของฝานจุยพลันเปลี่ยนไป มันถึงกับเปลี่ยนทิศทาง!
ดังนั้นอย่าว่าแต่ได้พบกับซีหนิงเลย ระยะห่างระหว่างพวกเขามีแต่ห่างไกลกันมากยิ่งขึ้น!!
“หรือว่าฝานจุยจะตกอยู่ในปัญหาใหญ่?”
ขณะความคิดของซูอี้เปลี่ยนไป ตัวเขาก็เปลี่ยนทิศทางทันที เพื่อไล่ตามฝานจุยไป
จากทิศทางของเขา หากใช้พลังของพฤกษาหมื่นภูมิเพื่อเคลื่อนไหว ภายในสองเค่อ ชายหนุ่มย่อมสามารถพบกับฝานจุยได้เป็นแน่
ฝานจุยกำลังหนีอย่างสุดกำลัง!
หลังจากเข้าซากวังมังกรในเวลาเพียงไม่นาน เขาก็วางแผนจะไปพบกับซีหนิงทันที ใครจะคาดคิดว่าหลังจากเข้ามา เขาจะได้พบกับบุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิว
ความขัดแย้งพลันปะทุขึ้น!
แน่นอน ฝานจุยไม่ใช่คู่ต่อสู้แม้แต่นิดเดียว ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะหลบหนีทันที
โชคยังดีที่กฎเกณฑ์ฟ้าดินของที่แห่งนี้ต่างจากแดนเซียนภายนอก ไม่ว่าจะฝานจุยผู้อยู่ระดับแกนรวมศูนย์ หรือจินจู๋หลิวผู้อยู่ระดับสุดลึกล้ำ พวกเขาล้วนถูกสะกดข่มวิถีให้อยู่ในระดับมหายุทธ์ หาไม่แล้ว พวกเขาจะต้องทนทุกข์จากพลังของโลกเร้นลับใบนี้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ฝานจุยจึงมีโอกาสหลบหนี ถ้าหากอยู่ในโลกแห่งเทพ… ด้วยพละกำลังของเขา ย่อมไม่มีโอกาสที่จะขัดขืนแม้แต่นิดเดียว ตัวคนคงถูกฆ่าโดยจินจู๋หลิวผู้อยู่ระดับสุดลึกล้าไปนานแล้ว!
ทว่าแม้ถูกสะกดไว้ แต่ฝานจุยผู้หลบหนีก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ถึงแม้จะอยู่ระดับมหายุทธ์เหมือนกัน แต่พลังอำนาจที่บุตรแห่งสวรรค์อย่างจินจู๋หลิวเชี่ยวชาญนั้น ช่างน่าสะพรึงยิ่ง เทียบกับฝานจุยแล้วนับว่าห่างชั้นมากนัก!
“ฝานจุย ข้าไม่สนใจจะฆ่าตัวตนต่ำต้อยเช่นเจ้าหรอกนะ ขอเพียงยอมให้จับโดยไม่ขัดขืน ข้าคนนี้ให้สัญญาว่าจะให้โอกาสเจ้ามีชีวิตรอด”
เสียงของจินจู๋หลิวดังมาจากไกล ๆ ที่ด้านหลัง
ชุดของเขาเป็นสีขาวยิ่งกว่าหิมะ เส้นผมถูกมัดเข้าด้วยกัน ดูดีมีเสน่ห์ ดาบบินสีม่วงลอยอยู่ในฝ่ามือ ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า เร็วกว่าผู้หลบหนีเบื้องหน้าสามส่วน!
เขาค่อย ๆ เข้าใกล้ฝานจุย!
ตอนนี้ฝานจุยได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างกายชุ่มไปด้วยโลหิต เส้นผมยาวยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว
เขาเมินจินจู๋หลิว กัดฟันพยายามหลบหนีสุดความสามารถ
“เหอะ โง่งมยิ่งนัก” จินจู๋หลิวส่ายหน้าอย่างเหยียดหยัน
ในไม่ช้า ใบหน้าของฝานจุยพลันเปลี่ยนไป เพราะจากทุกหนแห่ง… พลันบังเกิดไอปราณและกลิ่นอายอันน่าสะพรึงคำรามมาทางฝั่งนี้ ไร้ซึ่งการปกปิดและง่ายต่อการพบเห็น!
“ไม่จริง ผู้ช่วยเหลือของจินจู๋หลิวมาถึงที่นี่แล้วงั้นหรือ?!”
หัวใจของฝานจุยดิ่งวูบถึงตาตุ่ม
“ฟังนะ ไม่ว่าเจ้าจะพยายามหลบหนีแค่ไหน สุดท้ายมันก็เปล่าประโยชน์ ความภักดีไม่อาจช่วยให้รอดได้ ฝานจุย ถึงเวลาที่ต้องเลิกขัดขืนแล้ว!”
เสียงกระตือรือร้นของจินจู๋หลิวมาจากทางด้านหลัง
ตอนนี้ ดวงตาของฝานจุยเป็นประกายอย่างเกรี้ยวกราด ขณะหลบหนีไปอีกทาง เขาหยิบยันต์สีทอง ก่อนจะส่งข้อความไปหาซีหนิง
‘คุณหนู อภัยให้ข้าด้วยที่ไม่สามารถไปหาท่านได้ ท่านห้ามมาช่วยเด็ดขาด มิเช่นนั้น จะถูกศัตรูร้ายกาจเหล่านั้นล้อมโจมตีเอาได้!’
หลังจากทำทั้งหมดนี้ ฝานจุยสูดหายใจเข้า พลันหลบหนีไปอีกทางหนึ่งอย่างสิ้นหวัง
เขาจะไม่ลากคุณหนูให้มาลำบากเพราะตัวเองเป็นแน่ นี่คือการตัดสินใจที่เขาต้องทำในฐานะบ่าวรับใช้
ส่วนความเป็นความตาย… เขาไม่สนใจอยู่แล้ว!
สิ่งเดียวที่เสียดายก็คือ ตนเพิ่งมาถึงซากวังมังกร ถึงอย่างนั้นกลับไม่สามารถพบกับคุณหนูได้ และต้องมาสิ้นชีวิต ณ ที่นี่… สรรพสิ่งไม่เที่ยง อาจจะหมายถึงแบบนี้กระมัง?
กลุ่มคนพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกเขาคือกลุ่มมหาเซียนจากเกาะเซียนเผิงไหล ซึ่งดูชั่วร้ายนัก
ฝานจุยหรี่ตา สลัดความคิดที่กวนใจออกไป กุมหอกสีดำในมือเอาไว้มั่น
“อย่าสู้กับเขาจนตัวตาย ผลัดกันเข้าไปเพื่อหยุดเอาไว้ก็พอ!”
เสียงของจินจู๋หลิวดังขึ้นทันกาล กล่าวย้ำเตือนมหาเซียนเหล่านั้น
“ขอรับ!” มหาเซียนเหล่านั้นรับคำสั่ง จากนั้นใช้งานสมบัติของตัวเองอย่างสุดกำลัง
หอกยาวของฝานจุยพุ่งผ่านท้องนภา ทะยานออกไปอย่างรุนแรง กระแทกผ่านอุปสรรคทั้งปวงดั่งผ่าลำไม้ไผ่ เพียงชั่วพริบตา ตัวคนก็หลุดจากวงล้อมได้ แม้กระทั่งค่ายกลของมหาเซียนเหล่านั้นยังแตกกระจาย บินออกไปทุกทิศทาง
“นี่มัน…” มหาเซียนเหล่านั้นล้วนตกตะลึง
แต่ไม่ว่าฝานจุยจะทะลวงเร็วแค่ไหน ในที่สุดก็ถูกขวางกั้นเล็กน้อย จินจู๋หลิวจึงฉวยโอกาสดังกล่าว ยกมือขึ้น…
ฟิ้ว! ดาบบินสีม่วงที่ลอยอยู่บนฝ่ามือพุ่งออกไป ฟันใส่บาดแผลชุ่มโลหิตบนแผ่นหลังของอีกฝ่าย เผยให้เห็นกระดูก เปิดให้โลหิตไหลราวกับน้ำตก
แต่ฝานจุยไม่สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่นิดเดียว ยังคงหลบหนีอย่างสุดกำลัง
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่แม้แต่จะคิดถึงความเป็นไปได้ในการอยู่รอด ในใจมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ยิ่งหลบหนีไปไกลเท่าไร ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณหนูมากเท่านั้น!
“หึ!” ทันใดนั้น เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมา
ฝานจุยพลันเงยหน้าขึ้น เห็นเจดีย์ทองคำบดบังท้องนภาจนดำมืด เจดีย์นั้นมีความสูงหนึ่งพันจั้ง เปลวเพลิงกระหน่ำราวสายฝน พลังระดับนั้นแทบทำให้ฝานจุยหายใจไม่ออก!
แต่เขากลับยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นขว้างยันต์สีม่วงออกไป
ตูม! ยันต์สีม่วงกลายเป็นสายฟ้าต้องห้าม กวาดผ่านท้องนภา ทำลายเจดีย์นั่นในอึดใจเดียว
ฝานจุยคว้าโอกาสนี้ หลบหนีไปข้างหน้าอีกครา
“กงหยางอวี่!” ขณะหลบหนี ชายหนุ่มจำได้ว่า คนที่สละเจดีย์ทองคำมาหยุดเขาก่อนหน้านี้คือ บุตรแห่งสวรรค์อีกคนที่มีนามว่ากงหยางอวี่ ทำให้หัวใจของเจ้าตัวหนักอึ้งยิ่งขึ้น
“นั่นคือยันต์ที่ถูกหลอมโดยบรรพชนของตระกูลโบราณอย่างตระกูลซี ‘ท่านเทพเจิ้นอวี่’ พลังของกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยที่สั่งบงการ ‘อัสนีวิถีวิญญาณม่วง’ ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ”
กงหยางอวี่เก็บเจดีย์ทองคำ พลางขมวดคิ้ว
“เขาถูกกดดันจนต้องใช้ไพ่ตาย ตอนนี้อีกฝ่ายไม่เหลือหนทางแล้ว เร่งมือเร็ว!” จินจู๋หลิวเตือน
“ขอรับ!” ขณะตอบรับ บุตรแห่งสวรรค์สองคนร่วมแรงกัน โจมตีเข้าใส่อย่างสุดกำลัง
นอกจากนี้ ยอดฝีมือที่อยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขาในทิศทางที่แตกต่างกันล้วนกำลังมาที่นี่ ราวกับตาข่ายขนาดใหญ่ที่ล้อมฝานจุยเอาไว้เพียงลำพัง มันรัดพันแน่นยิ่งขึ้น!
ผ่านไปสักพัก เงาสีน้ำเงินลอยมาจากไกล ๆ มือยกขึ้นก่อนจะฟาดแส้สีแดงออกไป
บุตรีแห่งสวรรค์ชิงอู่ นางสวมชุดสีน้ำเงินแขนกว้าง ท่วงท่าสง่างาม รวดเร็วดุจสายลม ยามขยับ แส้ที่ตวัดออกไปทำให้ความว่างเปล่าพังทลาย แยกออกจากกัน
ฝานจุยแผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด กวัดแกว่งหอกแล้วฟาดออกไปอย่างรุนแรง
แกร็ก! หอกแตกสลาย แยกออกจากกัน แส้สีแดงกระทบลงบนตัวฝานจุย ทำให้เขากระเด็นกลับไป บนร่างสง่านั้นทิ้งรอยอันน่าตกตะลึงเอาไว้
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ซึ่งสามารถบดขยี้ทั้งร่างของเขาได้!
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ เจ้าเป็นแค่ข้ารับใช้ตระกูลซีเท่านั้น เหตุใดจึงต้องพยายามอย่างหนักด้วย?”
ชิงอู่ถือแส้สีแดงเอาไว้ ดวงตามีเสน่ห์เต็มไปด้วยการถากถางและเหยียดหยัน
ฝานจุยลุกขึ้นจากพื้น ทั่วร่างแทบแหลกสลาย โลหิตไหลไม่หยุด เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเจียนตาย
แต่แผ่นหลังของเขายังตั้งตรง ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์รอบข้าง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ
บุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวกับกงหยางอวี่เข้ามาจากทุกทิศทาง ทว่าไกลออกไปยังมีกลิ่นอายทรงพลังรวมตัวกันอยู่อีก
ตอนนี้เขาถูกล้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีทางหลบหนีได้เลย!
“อย่าให้เขาตาย ใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อจับซีหนิงกับหลี่เสวียนจุน” จินจู๋หลิวกล่าวอย่างแผ่วเบา
“ถูกต้อง เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ข้า แต่เป็นคุณหนูกับหลี่เสวียนจุน!” หัวใจของฝานจุยตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“เอาล่ะ เช่นนั้นจับตัวเขาก่อน รอชิงเซียวกับพวกฉินเจี้ยนซูมาถึงก่อน แล้วค่อยจัดการ” ชิงอู่ยิ้มหวาน
เพียงสะบัดข้อมือ แส้ยาวสีแดงพลันเคลื่อนไปในอากาศ ฟาดไปทางฝานจุย
ขณะนี้ ฝานจุยไม่เผยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาคาดไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องจบสิ้น ไยต้องหวาดกลัวด้วย?
แต่ว่า… ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องถอยออกมา เพื่อเปิดทางให้กับคุณหนู!!
เมื่อชิงอู่ขยับ ฝานจุยก็ขยับเช่นกัน ร่างสง่าที่แตกสลายและเต็มไปด้วยโลหิต พลันดังก้องด้วยเสียงคำรามอันน่าตกตะลึง จิตวิญญาณของเขาราวกับกำลังถูกเผาไหม้ ทั่วทั้งร่างราวกับผนึกที่กำลังคลายออก ทันใดนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นไป
ตอนนี้ ฝานจุยทุ่มหมดหน้าตัก ไม่สะกดพลังอีกต่อไป ใส่ทุกอย่างที่มี!!
ตอนที่ 1,813: ลงมือ
ปัง!!!
แส้สีแดงร้อนแรงของชิงอู่ถูกปัดป้องกลับมาโดยไม่ประสบผลสำเร็จ
ทุกคนขมวดคิ้วเล็กน้อย ฝานจุยในตอนนี้ กำลังฝืนใช้รากฐานการฝึกฝนของระดับแกนรวมศูนย์ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะสู้สุดใจขาดดิ้น
น่าเสียดายที่นี่ไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับพวกเขา
จินจู๋หลิวยกมือขึ้นแล้วสะบัดดาบยันต์สะกดไว้ทั่วท้องนภา ดาบยันต์นั่นคือสมบัติลับของทวยเทพ เต็มไปด้วยลวดลายลับของยันต์ที่สลักโดยทวยเทพ ทันทีที่ร่ายออกมากลิ่นอายต้องห้ามพวยพุ่งดูไร้ขอบเขตและน่าพรั่นพรึงยิ่ง
ฝานจุยพยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่ก็ยังคงกระเด็นถอยกลับไป โลหิตทะลักออกมาจากปากและจมูก
“พี่จิน รีบเก็บสมบัติของเจ้าเถอะ การจะฆ่าข้ารับใช้เช่นนี้ ไม่ควรค่าแก่การใช้ไพ่ตายเลย”
กงหยางอวี่เตือน คิดว่าจินจู๋หลิวทุ่มกำลังมากเกินไป
จินจู๋หลิวยิ้ม เก็บดาบยันต์ลง “นั่นสิ พยายามใช้การฝึกฝนระดับแกนรวมศูนย์ไปก็สูญเปล่า เพียงแค่ใช้กฎเกณฑ์ของสวรรค์และปฐพีในซากปรากหักพังวังมังกรก็มากพอจะสะกดเจ้าไว้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
ขณะพูด เขาเงยหน้ามองท้องนภา คนอื่นสังเกตเห็นเช่นกันว่าพลังแปลกประหลาดที่แทรกซึมเข้ามาของกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ปรากฏขึ้น สะกดฝานจุยเอาไว้อย่างโหดเหี้ยม
กลิ่นอายนั่นส่งไอเย็นยะเยือกไปถึงแผ่นหลังของบุตรและบุตรตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลาย มันน่าเกรงขามเกินไป จนไม่อยากที่จะคิดว่าหากพวกเขาถูกสะกดด้วยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เช่นนี้ คงมีชะตาให้ต่อสู้อย่างยากลำบากเช่นกัน!
“ตายด้วยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อันใด…”
เมื่อรู้สึกถึงพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าพรั่นพรึงที่เคลื่อนลงมาจากท้องนภา ฝานจุยหลับตาลงอย่างเงียบงัน
ตอนนี้เอง มือขนาดใหญ่คว้าเขาไว้จากอากาศธาตุ วูบไหวไปที่ใดไม่ทราบ หลบเลี่ยงการสะกดจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพี
หืม?
ฝานจุยประหลาดใจ เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบกับใบหน้าคุ้นเคย
“เหตุใดถึงเป็นเจ้า!?” ฝานจุยมองครั้งเดียวก็จำได้ เป็นหลี่เสวียนจุนที่ช่วยเขาเอาไว้!
“รีบสะกดรากฐานการฝึกฝนของตัวเองเสีย ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง” ซูอี้กล่าวอย่างสงบ
“ทำไม…ทำไมเจ้าจึงทำแบบนี้? ทำแบบนี้มันแตกต่างจากรนหาที่ตายตรงไหน?” ฝานจุยประหลาดใจ
เขาไม่ได้มีมิตรภาพร่วมกับซูอี้ ถึงขั้นระแวดระวังซูอี้มาโดยตลอด ด้วยกังวลว่าอีกฝ่ายมีแรงจูงใจซ่อนเร้นในการเข้าใกล้คุณหนู เขากลับไม่คาดคิดว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย จะเป็นซูอี้ที่ดึงเขากลับมาจากประตูนรก!
คนผู้นี้ไม่กลัวตายเลยหรือ? ฝานจุยก็ยังรู้สึกขอบคุณแม้จะไม่เข้าใจท่าทีของอีกฝ่าย ความอบอุ่นก่อเกิดขึ้นในใจอย่างไม่หยุดหย่อน
“รนหาที่ตายหรือ?” ซูอี้ยิ้มแล้วตอบกลับ “หลังจากนี้เจ้าต้องขอโทษที่พูดประโยคนี้ด้วยเล่า”
ฝานจุย “…”
“เอาล่ะ เจ้าแค่ยืนตรงนี้แล้วดูการต่อสู้ก็พอ” ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา
ในเวลาเดียวกัน จินจู๋หลิว กงหยางอวี่ ชิงอู่ และคนอื่น ๆ ต่างก็ผงะเช่นกัน และสีหน้าจึงเผยความยินดีในเวลาต่อมา
หลี่เสวียนจุน!! คนผู้นี้ถึงกับเดินมาหาถึงหน้าประตู!
จากนั้นจิตสัมผัสของพวกเขาล้วนจับจ้องไปที่ซูอี้
“โอ้ ไม่ยักรู้เลยว่าเจ้าจะใจกว้างมีมิตรไมตรียิ่งนัก” จินจู๋หลิวหัวเราะออกมา
พวกเขาไม่รีบลงมือแต่พากันกระจายตัว คุ้มกันคนละฝั่ง เพียงพริบตาเดียว พวกเขาก็ขวางทางหนีของซูอี้เอาไว้
“พวกเราต้องระวังตัวกันหน่อย ฉินเจี้ยนซูบาดเจ็บไม่น้อยด้วยน้ำมือของคนผู้นี้ แม้กระทั่งข้ารับใช้ของเขาอย่างเสวี่ยคุ่ยอิ๋นยังประสบกับหายนะจนถึงแก่ชีวิต”
ในดวงตาของกงหยางอวี่เต็มไปด้วยแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ มีจิตสังหารปรากฏขึ้นมา
“ในความเห็นข้า คงเป็นการดีถ้าสามารถโน้มน้าวให้เขายอมจำนนได้ อย่างไรเสียหลี่เสวียนจุนก็เป็นคนที่รับมือได้ยากเช่นกัน เขาคงยอมตายแทนที่จะยอมจำนน นั่นจะเป็นปัญหาเอาได้” ชิงอู่กล่าวช้า ๆ
ใช่แล้ว เหตุผลที่ทำไมพวกเขาไม่ลงมือในทันที ไม่ใช่เพราะกลัว แต่พวกเขากังวลว่าทันทีที่ลงมือ จะพลั้งเผลอฆ่าซูอี้ แล้วแผนของพวกเขาต้องเป็นอันสูญเปล่า!
“หลี่เสวียนจวิน ขอเพียงเจ้ายอมร่วมมือกับพวกข้า ข้าสามารถรับปากได้ว่า ฝานจุยจะมีชีวิตรอด อีกอย่างข้าจะให้โอกาสเจ้าในการร่วมคว้าโอกาสครั้งต่อไป” จินจู๋หลิวยิ้มแล้วถามว่า “เจ้าคิดอย่างไร?”
ไกลออกไป หลายร่างปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือจากขุมกำลังในทะเลบูรพาอย่างบรรพตลอยฟ้า เกาะเซียนเผิงไหล และเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว
เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ ต่างพากันกระจายไปรอบข้าง ล้อมจุดที่ซูอี้ยืนอยู่เอาไว้
ส่วนด้านนี้ ซูอี้ทำเป็นมองไม่เห็น เผยรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นข้ามีเงื่อนไขเสนอให้ หากพวกเจ้ายอมจำนน ข้ารับปากได้เลยว่าพวกเจ้าจะมีโอกาสรอดออกจากซากวังมังกรนี้”
ทุกคน “???”
เกิดเสียงหัวเราะดังขึ้น บุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้นอดที่จะมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงไม่ได้ ทุกคนต่างสงสัยว่าได้ยินผิดไปหรือไม่
“ข้านึกอยู่แล้ว เวลาจัดการกับพวกอวดดีต้องจัดการด้วยวิธีรุนแรง และต่อให้มันผู้นั้นจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน ก็ยังพอทำให้ก้มหัวแต่โดยดีได้โดยง่าย!”
กงหยางอวี่พ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา ก่อนสาวเท้าออกมา เขาสวมชุดคลุมประณีต ร่างผอมสูง ถือเจดีย์ทองคำไว้ในมือ จิตสังหารแผ่กระจายออกราวกับคลื่นปกคลุมสวรรค์และปฐพี ความว่างเปล่ารอบข้างพลันสั่นสะเทือนและกรีดร้อง
“ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าผู้นี้จะลงมือบดขยี้ให้เอง”
ชิงอู่ป้องปากก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย “ใจเย็นก่อน อย่าทำผิดพลาดแบบเดียวกับฉินเจี้ยนซูล่ะ”
กงหยางอวี่ขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เจี้ยนซูเสียหน่อย!”
ขณะเสียงยังคงดังก้อง เจ้าตัวยกมือขึ้นขว้างเจดีย์ทองคำ ปล่อยมันลอยคว้างไว้บนท้องนภา
ตูม! เจดีย์ทองคำสูงหนึ่งร้อยจั้ง อาบไล้ด้วยแสงสว่างสีทองนับไม่ถ้วน บดขยี้ท้องนภา ทำให้ขุนเขาลำธารใกล้เคียงสั่นสะเทือน สีสันของโลกหล้าเปลี่ยนไป
การโจมตีที่น่าสะพรึงนั้นมากพอจะสะกดตัวตนระดับมหายุทธ์ได้! จินจู๋หลิวและชิงอู่ลอบพยักหน้า
พวกเขาล้วนมองออกว่ากงหยางอวี่ไม่ยั้งมือยามที่เขาของขึ้นก็จะส่งเสียงดังสนั่น ไม่ได้ตั้งใจจะให้โอกาสหลี่เสวียนจุนขัดขืนแต่อย่างใด!
ใบหน้าของฝานจุยพลันเปลี่ยนไป ต่อให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีนี้ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้!
แต่ซูอี้พลันก้าวออกไป แล้วซัดหมัดเข้าใส่
ตูม!!! ท้องนภาเต็มไปด้วยแสงสว่างและสายฝนสีทอง เจดีย์ทองคำที่ตกลงมาจากท้องนภากลับหัวกลับหาง พลางส่งเสียงสะอื้นไห้
ลูกตาของกงหยางอวี่หดลง ร่างกายสั่นสะท้าน เนื่องจากผลสะท้อนที่ได้รับ
ส่วนร่างของซูอี้หายไปจากอากาศธาตุ ก่อนปรากฏตัวตรงหน้ากงหยางอวี่ในอึดใจต่อมา ซูอี้ซัดหมัดออกไป รวดเร็วปานลำแสง เคลื่อนไหวดั่งสายฟ้า!
กงหยางอวี่คือตัวตนในระดับสุดลึกล้ำ ต่อให้พละกำลังจะถูกสะกดไว้จนเหลือเพียงมหายุทธ์ก็ไม่มีทางอ่อนด้อย ภายใต้การโจมตีฉับพลันนี้ เขายกแขนมาไขว้ไว้ข้างหน้า ในเวลาเดียวกันก็สาวเท้าออกไปแล้วพุ่งไปข้างหน้า
ร่างผอมสูงยื่นออกเหมือนดั่งสายธนูที่ดึงสุดคันศร พละกำลังทั้งหมดทั่วร่างรวมตัวอยู่ระหว่างแขนในทันที ก่อนฟาดออกไปอย่างเกรี้ยวกราด
ปัง!!! ในการเผชิญหน้าของทั้งสอง สุญญะพลันพังทลาย ในกระแสแห่งการทำลายล้างที่โหมกระหน่ำ ทั่วร่างของกงหยางอวี่คล้ายกับถูกกดทับโดยภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ตัวคนกระเด็นกลับไปอย่างรุนแรง
ใบหน้าของเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ พลังน่าสะพรึงอะไรเช่นนี้!! นี่คือมหาเซียนจริงหรือ!?
ร่างซูอี้ตามติดราวกับเงาโดยไม่ให้เขามีโอกาสได้พักหายใจและตอบสนอง ซูอี้เหวี่ยงหมัดเพื่อสังหารทันที ทรงพลัง ดุดัน และรุนแรงราวสายฟ้า!
เสียงคำรามของการปะทะกันดังขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ซูอี้และกงหยางอวี่ต่อสู้กันนับร้อยกระบวนท่า กงหยางอวี่ถูกซัดปางตายไปตามทาง หมัดที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายโจมตีผ่านพลังป้องกันของกงหยางอวี่หลายครั้ง ทิ้งรอยหมัดลึกไว้ตามร่างกาย ผิวหนังฉีกขาด โลหิตไหลซึม
ในท้ายที่สุด ซูอี้บิดเอว ยกเท้าเตะลงมาจากท้องนภา กระแทกใส่บ่าของกงหยางอวี่
กร็อบ! ปัง!!! กระดูกไหล่ของกงหยางอวี่แตกหักจนสิ้น ร่างกายร่วงลงไปราวกับดาวหาง กระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ สีหน้าเจ็บปวด เต็มไปด้วยโลหิต
โดนเล่นงานอย่างจัง! การโจมตีรุนแรงมากมายดั่งพายุโหม แทบจะไร้ทางป้องปราม ก่อนคว่ำกงหยางอวี่ลงได้!
ฉากอันน่าตกตะลึงนั่น ทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง มหาเซียนจากกองกำลังจำนวนมากในทะเลบูรพาที่อยู่ไกลออกไปล้วนตกตะลึง อ้าปากค้าง ราวกับฝันร้าย
สีหน้าของชิงอู่ รวมถึงจินจู๋หลิวพลันเปลี่ยนไป มหาเซียนผู้หนึ่งต่อสู้จนเอาชนะกงหยางอวี่ได้! กงหยางอวี่ไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ มีแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ฝ่ายเดียว!
นี่ทำให้ทั้งชิงอู่และจินจู๋หลิวไม่อยากจะเชื่อสายตา กงหยางอวี่ประมาทหรือ? ไม่ใช่!
ตั้งแต่แรกแล้ว ‘เจดีย์หมื่นแสงทองคำ’ ถูกเรียกใช้ชักนำสายฟ้า แต่มันยังไม่ได้ผล!
นี่เป็นการพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่าพลังต่อสู้ของหลี่เสวียนจุน กลับแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะตัวตนระดับมหายุทธ์ได้!!
“คนผู้นั้น… โหดเหี้ยมปานนี้เชียวหรือ?”
ดวงตาของฝานจุยเบิกกว้างขณะรู้สึกเหมือนกับหัวใจจุกที่ลำคอ เกิดคำถามขึ้นมากมาย
ในตอนที่ทุกคนตกตะลึงนั้นเอง ร่างของซูอี้ก็สั่นไหว ปรากฏขึ้นบนปฐพี ตรงเข้าหากงหยางอวี่อีกครา
หัวใจของชิงอู่บีบรัด กำลังจะเข้าไปช่วยเหลือ จินจู๋หลิวกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง พี่กงหยางไม่ถูกเล่นงานง่ายขนาดนี้หรอก”
ขณะที่เสียงยังคงดังก้อง พวกเขาก็เห็นว่า ร่างของกงหยางอวี่พุ่งขึ้นมาดั่งสายรุ้งทิพย์ ในมือของเขา มีดาบสั้นสีเงินทอประกายอีกเล่ม ดาบสั้นเรียวและแคบยาวเพียงครึ่งจั้ง ปกคลุมด้วยจารึกชินโตที่คลุมเครือดูแปลกประหลาด เมื่อแทงออกไป สายฟ้าสีเงินฉีกกระชากท้องนภา หัวใจของทุกคนบีบรัด
ดาบหลิงเซียว! สมบัติลับที่ถูกหลอมโดยทวยเทพ ไม่ต่างจากโองการเทพหรือยันต์ลับที่เต็มไปด้วยพลังต้องห้ามของทวยเทพ!
ทว่าทันทีที่พลังซึ่งบรรจุอยู่ภายในจะถูกใช้จนหมดสิ้น อำนาจแห้งเหือด ไม่สามารถฟื้นคืนได้อีกต่อไป
“ตายซะ!” กงหยางอวี่คำราม กวัดแกว่งดาบสั้นสีเงิน ด้วยการโจมตี พลังสังหารต้องห้ามนั่น พุ่งเข้าใส่ซูอี้ที่รุกคืบเข้ามา กระแทกใส่ทั่วร่างจนกระเด็นกลับไป
ชิงอู่และจินจู๋หลิวต่างยินดี ก่อนหัวเราะออกมา พวกเขาจำดาบหลิงเซียวได้ ตระหนักได้ว่ากงหยางอวี่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเดือดดาลถึงขีดสุดแล้ว ส่วนหลี่เสวียนจุนคนนั้น… จะต้องพ่ายแน่!
“ระวังด้วย นั่นคือสมบัติที่แฝงไว้ซึ่งพลังแห่งทวยเทพ!!” ฝานจุยเตือนอย่างวิตก
แต่ซูอี้ไม่สนใจ ตรงกันข้าม ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นอย่างเหยียดหยันก่อนกล่าวว่า “หากพละกำลังของเจ้าของไม่มากพอ ก็ต้องพึ่งวัตถุภายนอก ขยะแบบนี้ ไม่อาจคุกคามข้าได้หรอก”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!?” กงหยางอวี่ทั้งอับอายและเดือดดาล ร่างของเขาขยับเข้าไปในสุญญะ หมายจะสังหารซูอี้เพื่อระบายโทสะ
วิ้ง! ดาบหลิงเซียวก่อให้เกิดพลังที่แปลกประหลาดและรุนแรง เมื่อดาบสั่นไหวแสงสว่างจากอักขระมากมายปรากฏขึ้น
เมื่อสมบัติชิ้นนี้ถูกใช้งานด้วยโทสะของกงหยางอวี่ พลังต้องห้ามน่าสะพรึงนั่นก็ทำให้ทั้งชิงอู่และจินจู๋หลิวต้องถอยห่าง กลัวว่าจะโดนลูกหลง
ทว่าซูอี้ไม่ถอย! เขาก้าวไปข้างหน้า แขนขวายื่นออกไป ซูอี้คว้าจับดาบหลิงเซียวไว้ด้วยมือข้างหนึ่งด้วยนิ้วทั้งห้าราวกับไม่อาจถูกทำลายได้ จากนั้นออกแรงบิด
แกร้ก ๆ! สมบัติลับศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกบิดจนแตกสลายทีละนิด กงหยางอวี่ตกตะลึง ดวงตาของเขาแทบถลนออกมา
เขาแทบจะเสียสติ นะ…นั่นคือสมบัติที่แฝงไว้ซึ่งพลังแห่งทวยเทพเชียวนะ!! เหตุใดจึงถูกมหาเซียนผู้หนึ่งทำลายลงได้?
ตอนที่ 1,814: รู้ทัน
กงหยางอวี่ตกตะลึง
เพี้ยะ! ใบหน้าของเขาถูกตบอย่างรุนแรง แก้มยุบลงไป ศีรษะแทบหลุด ร่างกายหมุนกลางอากาศจนกลับหัวกลับหาง
โชคยังดีที่เขาหลบในจังหวะสำคัญได้ทัน ไม่เช่นนั้นการตบครั้งนี้สามารถทำให้ศีรษะแตกสลายได้!
ชิงอู่และจินจู๋หลิวที่อยู่ห่างออกไปตกตะลึง สมบัติล้ำค่าเช่นนี้จะถูกทำลายโดยมหาเซียนได้อย่างไร?
สมบัติชิ้นนี้เป็นดั่งไพ่ตายของบุตรและบุตตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น ย่อมสามารถคุกคามชีวิตของตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้! ทว่าใครจะคาดคิด ว่ามันจะถูกทำลายได้ง่ายปานนี้?
“แย่แล้ว!” เมื่อเห็นว่าซูอี้กำลังจะฆ่ากงหยางอวี่ ชิงอู่จึงลงมือทันที
ควับ! แส้สีแดงร้อนแรงในมือของนางทะลวงผ่านท้องนภา ราวกับอสรพิษที่ปราดเปรียว ขวางซูอี้เอาไว้ตรงกลาง
ทว่าซูอี้ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังมอง เขาใช้นิ้วฟาดฟันลงไปราวกับดาบ
ปัง!! แส้ยาวพลันกลายเป็นอ่อนแรงไร้พลัง ราวกับโดนสายฟ้าฟาด พลังมหาศาลนั่น ส่งแรงกระแทกไปที่เอวของชิงอู่จนเจ็บปวดแสนสาหัส แส้ยาวแทบหล่นจากมือของนาง
จินจู๋หลิวอาศัยจังหวะนี้ข้ามผ่านท้องนภา หมายจะโจมตีเขาให้ถึงตาย
ฟิ่ว! ชุดคลุมของเขาสะบัด ดาบบินสีม่วงที่ปกคลุมไปด้วยสายฟ้าพุ่งตรงเข้าที่คอของซูอี้ ในเวลาเดียวกันก็ร่ายวิชาด้วยมือทั้งสองข้าง ปลดปล่อยอำนาจวิเศษเลิศล้ำออกมา วังวนนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น
ตรงกลางวังวน เกิดแรงฉีกขาดอันบิดเบี้ยวส่งเสียงกังวาน ทำให้ความว่างเปล่าบริเวณซูอี้พัวพันกับความปั่นป่วนของวังวนอันแรงกล้า จนพังทลายลงมา
ซูอี้ขมวดคิ้ว ไม่คิดไล่ตามกงหยางอวี่อีก เขาเริ่มจากเหวี่ยงหมัดใส่ดาบบินสีม่วงที่อยู่กลางอากาศ จากนั้นกระทืบเท้า จนร่างทะยานขึ้นไป
ตูม! วังวนนับไม่ถ้วนนั่นพลันแตกสลายด้วยการกระทบเท้าในคราวเดียว! ส่วนซูอี้เหวี่ยงหมัดเพื่อหมายจะฆ่าจินจู๋หลิว
ปั้ง!! จินจู๋หลิวโจมตีอย่างสุดกำลัง แต่กลับโดนหมัดซัดจนกระเด็น ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายปั่นป่วน ชวนให้ไม่สบายใจจนแทบกระอักโลหิตออกมา
เขาจึงตระหนักได้ว่าพลังการต่อสู้ของซูอี้ผิดปกติ แทบจะเทียบได้กับยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์!
“พุ่งไป!” ชุดคลุมของชิงอู่ปลิวไสว กวัดแกว่งแส้ยาวในมือหมายจะสังหาร ส่วนกงหยางอวี่มีโอกาสได้พักหายใจ จึงไม่ลังเลที่จะลงมือสังหารอีกครั้ง
ผ่านไปชั่วครู่ บุตรแห่งสวรรค์สองคนกับบุตรตรีแห่งสวรรค์หนึ่งคนร่วมมือกันเข้าต่อสู้กับซูอี้อย่างดุเดือด สวรรค์และปฐพีตกอยู่ในความโกลาหล ขุนเขาลำธารเกิดความปั่นป่วน
การล้อมโจมตีทำให้ผู้คนหวาดกลัวยิ่ง แต่กงหยางอวี่ ชิงอู่ และจินจู๋หลิวล้วนถูกกำราบจนแพ้พ่าย!
“ไป!” ชิงอู่ยกมือขึ้นโยนโคมแปดเหลี่ยมสีขาวราวหิมะออกไป สาดส่องท้องนภาจนเจิดจ้า แสงสว่างอันน่าสยดสยองไหลหลั่งลงมาราวกับปรอท ก่อนถูกห้อมล้อมด้วยพลังต้องห้ามของทวยเทพแล้วกระจายออกไป
นี่คือสมบัติลับอีกชิ้นอย่างไม่ต้องสงสัย มันมีพลังแผดเผาสวรรค์ทลายปฐพี แขนเสื้อของซูอี้ปลิวไสว ฝ่ามือของเขากดลงไป
ตูม! พลังแห่งวัฏสงสารที่ปกคลุมท้องนภาและดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านราวกับหุบเหวลึก แสงสว่างที่ปกคลุมท้องนภาพลันดับลง แม้กระทั่งโคมไฟวังแปดเหลี่ยมยังถูกทำลาย
ส่วนซูอี้วูบไหวมาจากที่ใดไม่ทราบ แขนเสื้อของเขาสะบัดอย่างรุนแรง การสะบัดแขนเสื้อเพียงเล็กน้อยก่อเกิดสายลมที่ดูธรรมดา แต่มันกลับส่งชิงอู่กระเด็นออกไป ผิวสีขาวกระจ่างบนร่างของนางแยกออก โลหิตไหลซึม
“ตายซะ!” ชิงเซียวตะโกนเสียงดังแล้วขยี้ยันต์ลับ ทันทีที่ยันต์ระเบิด ปราณดาบเข้มข้นนับไม่ถ้วนทะยานออก เต็มไปด้วยพลังต้องห้ามแห่งการสังหารและการทำลายล้าง
แต่ก็เปล่าประโยชน์! ซูอี้ไม่แม้แต่มองดู เพียงสะบัดฝ่ามือตวัดไปในสุญญะ
ภาวะดาบที่ประทับด้วยความลึกลับของวัฏสงสารพลันปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะไปที่ใดปราณดาบเข้มข้นราวกับคลื่นแตกสลายหายไป
“เป็นแบบนี้ได้อย่างไร!?” จินจู๋หลิวไม่อยากเชื่อ อำนาจวิเศษ วิชาลับ และสมบัติทั้งหมดล้วนถูกซูอี้ทำลาย!
พละกำลังทั้งหมดของพวกเขาในระดับมหายุทธ์ไม่สามารถทำให้ซูอี้สั่นสะท้านได้! เรื่องแบบนี้จะไม่ทำให้พวกเขาประหลาดใจได้อย่างไร?
กร็อบ! เสียงกระดูกหักดังขึ้น กงหยางอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกซูอี้เตะพร้อมกับเข่าขวากระแทกเข้าใส่ มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
ซูอี้คว้าคอของกงหยางอวี่ไว้ด้วยมือขวา ทันใดนั้นไข่มุกหยกดำที่แขวนอยู่ตรงคอของกงหยางอวี่พลันส่องแสง ปล่อยพลังแห่งกฎเกณฑ์ต้องห้ามน่าสะพรึง ทำให้นิ้วของซูอี้ถูกผลักออกทันที
กงหยางอวี่อาศัยโอกาสนี้หลบก่อนถอยห่างออกมา ใบหน้าของเขาหวาดกลัว สั่นสะท้านไปทั่วร่าง
ก่อนหน้านี้ เขาเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ระดับสุดลึกล้ำ เกือบถูกมหาเซียนผู้หนึ่งฆ่า! กลิ่นอายแห่งความตายคล้ายกับอ้อยอิ่งอยู่รอบคอของเขา ทำให้กงหยางอวี่เกิดความหวาดกลัว หากไม่ใช่เพราะสมบัติที่แขวนเอาไว้ เขาย่อมไม่มีเวลาถอยห่างออกมา ก่อนจะถูกฆ่าในพริบตา!
“น่าแปลก นั่นมันสมบัติลับอันใด?” เมื่อการโจมตีถึงตายพลาด ซูอี้ก็ประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกัน
เขาต้องยอมรับว่า บุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้จัดการยากเย็นยิ่งนัก ต่อให้รากฐานการฝึกฝนจะถูกสะกดไว้เหลือเพียงระดับมหายุทธ์ แต่ไพ่ตายบนร่างของพวกเขากลับไร้ที่สิ้นสุด!
ซูอี้ตรงเข้าไปสังหารชิงอู่ผู้อยู่ใกล้ที่สุดทันที นิ้วของเขาสั่นไหว กลิ่นอายราวกับสายรุ้ง ภาวะดาบแทงผ่านสวรรค์และปฐพี ช่างอาจหาญ ไร้เทียมทาน และทรงพลังเหนือกว่าผู้ใด!
ชิงอู่ จินจู๋หลิว และคนอื่นเดือดดาลยิ่ง เนื่องจากถูกจำกัดโดยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพี พวกเขาจึงไม่กล้าใช้พละกำลังที่แท้จริงออกมา และพวกเขาย่อมไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่าย
แม้ใช้ไพ่ตายที่อยู่กับตัวยังไม่ได้ผล! แล้วแบบนี้จะสู้ได้อย่างไร?
ในไม่ช้า ชิงอู่และจินจู๋หลิวได้รับบาดเจ็บเช่นกัน พวกเขาต่างอับอายอย่างถึงที่สุด
มหาเซียนจากขุมกำลังเรืองอำนาจในทะเลบูรพากำลังจับตาดูการต่อสู้จากไกล ๆ พวกเขาต่างชะงักงัน เกิดความรู้สึกงุนงงที่ยากจะอธิบาย
นั่นคือบุตรแห่งสวรรค์เชียวนะ! การฝึกฝนที่ใช้อยู่ระดับมหายุทธ์ ไพ่ตายที่ใช้คือสมบัติลับของทวยเทพ! แต่ทั้งหมดกลับเปล่าประโยชน์!
ส่วนหลี่เสวียนจวินผู้เป็นเพียงมหาเซียนก้มมองผู้อื่นจากที่สูง ไร้ผู้เทียบเคียง! ใครเล่าจะสามารถเชื่อเรื่องนี้ได้?
“อย่างนี้นี่เอง พละกำลังที่แท้จริงของเขาน่าสะพรึงนัก… มิน่าเลยว่า เมื่อไม่นานมานี้บนเขตทะเลวังวนโลหิต ฉินเจี้ยนซูเองยังได้รับความสูญเสียใหญ่หลวง แม้กระทั่งข้ารับใช้เฒ่าเสวี่ยคุ่ยอิ๋นที่อยู่ข้างกายยังตายอย่างน่าเวทนาในทันที…”
หัวใจของฝานจุยสั่นสะท้าน เมื่อพละกำลังต่อสู้ของซูอี้ถูกสำแดง ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนมาชั่วชีวิตของเขาเริ่มสั่นคลอน ถึงขั้นต้องลบล้างทิ้งไป!
เพราะในโลกแห่งเทพอันแสนกว้างใหญ่ไร้พรมแดน สิ่งที่อุกอาจเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มหาเซียนหรือ!?
ทั้งที่ขอบเขตแตกต่างราวฟ้ากับเหว กลับเอาชนะยอดฝีมือผู้มีวิถีสูงส่งกว่าได้อย่างไร? สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดและน่าสะพรึงที่สุดก็คือสมบัติลับของทวยเทพที่สามารถคุกคามอำนาจระดับสุดลึกล้ำได้ ทั้งหมดล้วนเปล่าประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้ามหาเซียนผู้นี้!!
เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้ฝานจุยรู้สึกสับสนเล็กน้อย
ปั้ง!!! ในสมรภูมิ ดาบบินสีม่วงที่ปกคลุมด้วยสายฟ้าถูกทำลาย จินจู๋หลิวได้รับผลกระทบจากการย้อนกลับจนกระอักโลหิตออกมา
ทันใดนั้น กงหยางอวี่ส่งเสียงดังออกมาว่า “ข้าเข้าใจล่ะ เขาไม่ใช่หลี่เสวียนจวินแต่คือซูอี้! คนนอกรีตผู้ครอบครองวัฏสงสาร”
ซูอี้!! สีหน้าของจินจู๋หลิวและชิงอู่พลันเปลี่ยนไป ความสับสนขัดข้องทั้งหมดในใจคล้ายกับถูกทะลวงด้วยแสงวาบของสายฟ้า
ทำไมพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายถึงสูงล้ำเช่นนั้น? คำตอบนั้นง่ายมาก อีกฝ่ายคือจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้เวียนวัฏสงสารกลับชาติมาเกิด! เขาเคยเป็นจอมราชันวิถีดาบอันดับหนึ่งในแดนเซียนแห่งนี้ ผู้ปกครองหนึ่งยุคสมัย!
ทำไมอีกฝ่ายถึงยับยั้งและสลายการโจมตีของทวยเทพและสมบัติลับได้? ต้องเกี่ยวกับวัฏสงสารแน่!
ในฐานะตัวตนระดับบุตรแห่งสวรรค์ในโลกแห่งเทพ ยามพวกเขามาแดนเซียน แต่ละคนต่างแบกรับภารกิจในการสังหารซูอี้เอาไว้ ไฉนพวกเขาจึงจะไม่ล่วงรู้ถึงพลังต้องห้ามอย่างวัฏสงสาร?
มันคือพลังต้องห้ามที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้ทวยเทพอยู่ไม่สุข!!
เหตุผลที่ทำไมจินจู๋หลิวและคนอื่นไม่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนหน้านั้น ก็เพราะพวกเขาคิดว่าซูอี้คือลูกน้องของบุตรตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง
นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวลือแพร่งพรายไปทั่วแดนเซียนว่า ซูอี้มีรากฐานการฝึกฝนอยู่ที่ราชันเซียนเท่านั้น ทำให้พวกเขาไม่คาดคิดว่าซูอี้ปลอมตัวเป็น ‘หลี่เสวียนจวิน’!
“ซูอี้!!” “เขานี่เอง!” “ไม่เหมือนข่าวลือที่ได้ยินมาแม้แต่น้อย เขา…เขาเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์แล้ว และสามารถท้าทายตัวตนระดับมหายุทธ์ได้!!”
ไกลออกไป ตัวตนยิ่งใหญ่จากกองกำลังต่าง ๆ ในทะเลบูรพาต่างตกตะลึงและปั่นป่วนกันไปหมด หลี่เสวียนจวินที่แท้คือซูอี้เลื่องชื่อ!! ตัวตนของซูอี้สร้างความตกตะลึงมากนัก
“ซูอี้! เขาคือคนที่ควบคุมวัฏสงสารงั้นหรือ?” ฝานจุยเข้าใจสถานการณ์แต่รู้สึกว่ามันยากที่จะเชื่อ เกิดเป็นคำถามขึ้นในใจ หากคุณหนูคาดเดาตัวตนของซูอี้เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เหตุใดถึงไม่ลงมือฆ่า?
คนผู้นี้ ถูกทวยเทพตราหน้าว่าเป็นภัยร้ายที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก!!
ท้ายที่สุดซูอี้ก็ถูกจับได้ ทว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดตัวตนอยู่แล้ว! แม้ทุกคนในตอนนี้จะตกตะลึง แต่เขากลับไม่ได้นิ่งเฉย ยังคงลงมืออย่างหนักหน่วง
ตูม! แขนเสื้อของชายหนุ่มปูดโปน ปราณดาบปกคลุมสวรรค์และปฐพี ลงมือสังหารบุตรแห่งสวรรค์สามคนที่ถอยออกไปเรื่อย ๆ กลุ่มนั้น
จินจู๋หลิวและชิงอู่ยังพอหาทางต้านไว้ได้ แต่กงหยางอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถต้านทานไหว
เมื่อเห็นว่าซูอี้เข้าโจมตีอีกครั้ง ดวงตาของกงหยางอวี่แดงก่ำ คิ้วขมวดอย่างดุร้าย ถามด้วยเสียงคมว่า “เจ้าคิดว่าจะกลั่นแกล้งข้าง่ายงั้นหรือ!?”
เขาเค้นพลังทั้งหมด ก่อนตบฝ่ามือลงไป
ปัง!!! ท่ามกลางเสียงปฐพีสั่นสะเทือน ร่างของซูอี้เซไปด้านหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่ซูอี้เซถอย นับตั้งแต่เริ่มต่อสู้มา
ทุกคนสังเกตเห็นว่ากลิ่นอายของกงหยางอวี่เปลี่ยนไป! รากฐานการฝึกฝนที่ถูกสะกดไว้ที่ระดับมหายุทธ์พุ่งทะยานอย่างมั่นคงจนกระทั่งถึงระดับแกนรวมศูนย์ราวกับผนึกถูกคลายออก!
และยังคงเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ แบบก้าวกระโดด!! พลังอันน่าสะพรึงทำให้สวรรค์และปฐพีสั่นสะเทือน ความว่างเปล่าทั้งสิบทิศระเบิดออกราวกับคลื่น
“เขาบ้าไปแล้วหรือ?” หัวใจของชิงอู่สั่นสะท้าน ใบหน้างดงามเปลี่ยนไป
หากปลดผนึกเผยพลังทั้งหมดจะต้องถูกกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เล่นงานอย่างแน่นอน ต่อให้กงหยางอวี่รอดไปได้ด้วยวิธีนี้ เขาต้องได้รับผลกระทบต่อเส้นทางกลายเป็นเทพในอนาคตอย่างแน่นอน!
สิ่งที่ต้องแลกมาหนักหนาเกินไป ด้วยเหตุนี้ตอนที่สู้กับซูอี้ก่อนหน้านั้น พวกเขาต่างหักห้ามโทสะในใจ เพราะไม่กล้าใช้รากฐานการฝึกฝนที่แท้จริงนั่นเอง ต่อให้จะได้รับบาดเจ็บจนต้องร่นถอยอยู่เรื่อยไป
แต่เห็นได้ชัดว่ากงหยางอวี่กำลังทุ่มสุดตัวเพื่อจะฆ่าซูอี้ด้วยทุกอย่างที่มี!
“คิดว่าบ้าหรือ? ข้าไม่คิดแบบนั้นนะ!” สีหน้าของจินจู๋หลิวขุ่นมัวจนคาดเดาไม่ได้ เขาคาดเดาว่ากงหยางอวี่กำลังคิดอันใด “เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าต่อให้ซากวังมังกรจะมีโอกาสหรือสมบัติล้ำค่ามากมาย ทว่าสิ่งใดจะมีคุณค่ากว่ากันเล่า … ระหว่างสมบัติที่อาจไร้ตัวตนกับการจับซูอี้กลับไป!!?”
ตอนที่ 1,815: รนหาที่ตาย
ชิงอู่ผงะไปก่อนจะมีปฏิกิริยาทันที แม้กงหยางอวี่ดูคล้ายเสียสติไปแล้ว แต่ที่จริงเขาไม่ได้ถูกโทสะครอบงำ! จุดประสงค์ของเขาก็คือจับตัวซูอี้ คนบาปผู้ครอบครองวัฏสงสาร!
หากฆ่าซูอี้ได้ ก็เปรียบดั่งทำลายหอกข้างแคร่ให้เหล่าทวยเทพด้วย เพียงแค่นี้ก็สามารถแลกรางวัลได้เกินจินตนาการแล้ว!
และหากจับเป็นซูอี้ได้… ผลงานก็ยิ่งทวีคูณ! กงหยางอวี่สามารถออกจากแดนเซียนกลับตระกูลของตนได้ทันที เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะสามารถแลกโอกาสบรรลุเทพกลายเป็นตัวตนอันน่าจับตามองสูงสุดในโลกแห่งเทพทันใดด้วยผลงานสนั่นโลกานี้! อนาคตรุ่งโรจน์เกินใคร!!
กระทั่งชิงอู่เองก็ตื่นเต้นเมื่อคิดแบบนั้น
“รนหาที่ตายแท้ ๆ” เมื่อเห็นการกระทำของกงหยางอวี่ ดวงตาของซูอี้อดไม่ได้ที่จะเผยเค้าล้อเลียน
เขาอนุมานไว้แล้วว่าการล่มสลายของวังมังกรในยุคสุดวิเวกนั้นเกี่ยวพันกับบันทึกผลกรรม! ไม่อาจทราบได้ว่า ณ ยามนั้น วังมังกรมีตัวตนขอบเขตมหาศาลอยู่มากเพียงไร
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาล้วนตกตาย! เขาคิดได้ว่าอำนาจแห่งผลกรรมนั้นร้ายกาจน่าน่าสะพรึงกลัวเพียงไร
และในยามนั้น ฟ้าดินถิ่นนี้ก็ล้วนปกคลุมด้วยอำนาจผลกรรม บันทึกผลกรรมจึงน่าจะยังอยู่ในซากวังมังกรนี้
การที่กงหยางอวี่เผยการฝึกฝนระดับสุดลึกล้ำของตนออกมาอย่างสุดชีวิต จึงเหมือนกับการรนหาที่ตาย!
เปรี้ยง! ฟ้าดินล้วนปั่นป่วน ปราณของกงหยางอวี่ทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกขณะ เขาทะยานเข้าฟาดฝ่ามือใส่ซูอี้โดยไม่ลังเล
การฟาดฝ่ามือเกิดเป็นพลังประหนึ่งจักรวาลพร่างดาวถูกผลักเคลื่อน หมู่ดาวนับหมื่นแสนวูบไหวะกะพริบพราย กฎบัญญัติระดับสุดลึกล้ำอันน่าสะพรึงกลัวผนึกสุญญะรอบกายซูอี้ไว้จนนิ่ง ไร้ทางหนีใด ๆ!
นี่คืออำนาจระดับสุดลึกล้ำ ประหนึ่งมีโลกเร้นลับในฝ่ามือ แปรอำนาจฟ้าดินเป็นของตนเองได้!
กงหยางอวี่คิดจะต่อสู้รวบชัย จับตัวซูอี้ให้ได้ในหนึ่งกระบวนท่า และจบศึกลงที่นี่ ไม่คิดใช้เวลายืดเยื้อจนประสบกับการถล่มโถมโจมตีจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์
ชิงอู่และจินจู๋หลิวเห็นเช่นนี้ก็อดสะท้านใจมิได้ ต้องยอมรับว่าแม้พวกเขาและกงหยางอวี่จะเป็นฝ่ายเดียวกัน แต่ใครเล่าจะยอมปล่อยซูอี้คนบาปผู้ถือครองวัฏสงสารตกสู่มือผู้อื่น?
ทว่าทันใดนั้นเอง ร่างของซูอี้ก็หายวับไป อันตรธานไปจากสุญญะอันหยุดนิ่งในพริบตา! และยังทำให้การโจมตีของกงหยางอวี่พลาดเป้าไปอย่างมิอาจเลี่ยง
ตูม!! ท้องนภาถล่มทลาย คลื่นมิติดุเดือดพัดกระหน่ำถล่มทั่วแดนดินใกล้เคียง ทว่าร่องรอยของซูอี้เลือนหายสิ้นสูญ
ชิงอู่ผงะ จินจู๋หลิวก็ตะลึง นี่มันเรื่องอะไรกัน? ตัวตนระดับมหาเซียนผู้หนึ่งหนีจากฝ่ามือตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้ด้วยหรือ!? ช่างเหลือเชื่อบ้าบอสิ้นดี!!!
ต้องทราบว่าตัวตนระดับสุดลึกล้ำนั้นสามารถพลิกกลับอำนาจฟ้าดิน ผนึกสุญตาทั่วทศทิศได้ทุกย่างก้าว ตัวตนใต้ระดับสุดลึกล้าไร้หนทางหนีได้เลย!!
นี่คือกฎธรรมชาติ ทว่ามหาเซียนผู้หนึ่งกลับทำลายกฎนี้ลง หลบการโจมตีของตัวตนระดับสุดลึกล้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ! ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจกับเหตุพลิกผันนี้?
“ไฉนกัน…” สีหน้าของกงหยางอวี่แปรเปลี่ยน
เป็นเช่นที่ชิงอู่คาดคิด เหตุที่เขาเร่งการฝึกฝนแท้จริงออกมานั้นมิใช่เพราะโทสะบังตา แต่เป็นเพราะอยากใช้การโจมตีสุดกำลังจับเป็นซูอี้
หากทำเช่นนั้น ก็เทียบได้กับการชิงโอกาสสูงสุดมาไว้ในมือ เพียงพอให้เหล่าเทพใจสะท้าน ต่อให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนหนักหนา ผลลัพธ์ก็จะยิ่งใหญ่เกินกว่าคะนึงคิด
ทว่า…… การโจมตีหวังผลแน่นอนของเขาพลาดเป้า! สิ่งนี้ทำให้กงหยางอวี่แทบรับมิได้ ทุ่มเทกำลังถึงเพียงนี้แต่กลับไม่ได้ผล ใครเล่าจะทนได้?
ตูม!! ก่อนเขาจะหาร่องรอยของซูอี้พบ ส่วนลึกเหนือท้องนภาพลันเกิดความเคลื่อนไหว อำนาจประหลาดอันร้ายแรงในกฎสวรรค์รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง
กงหยางอวี่พรั่นพรึง ร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว เขาขยี้ยันต์ลับอำนาจเทพชิ้นหนึ่งทันที
พิรุณแสงเจิดจรัสตระการตาสีทองพร่างพรม แปรเปลี่ยนเป็นอนุสรณ์วิถีหกแผ่นปิดกั้นจตุรทิศและบนล่างรอบกายกงหยางอวี่ไว้ ยันต์ผนึกสวรรค์หกทิศทาง!!
หนึ่งในไพ่ตายช่วยชีวิตก้นหีบของกงหยางอวี่ กระทั่งตัวตนในระดับสุดลึกล้ายังไม่อาจสั่นสะเทือนมันได้แม้แต่น้อย นอกจากนั้น อำนาจเทพในยันต์ยังรับการโจมตีของทวยเทพได้ด้วย!
ทว่าอึดใจต่อมา ภาพมายาของอนุสรณ์วิถีหกทิศทางพลันแหลกสลาย กฎเกณฑ์ทั่วฟ้าดินปะทุดุจอำนาจสวรรค์แผลงฤทธา แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นบัญญัติอันดูเยี่ยงสสารจากอากาศธาตุ สลายยันต์ผนึกสวรรค์หกทิศทางและกวาดล้อมเข้าใส่
สีหน้าของกงหยางอวี่แปรเปลี่ยนในฉับพลัน พยายามเลี่ยงหลบอย่างสุดกำลัง ทว่าทุกการกระทำย่อมไร้ผล
กฎแห่งฟ้าดินปกคลุมทั่วซากวังมังกร กระจัดกระจายในสุญตาอยู่ทุกที่ และไร้เทียมทาน ขอเพียงไม่ได้ออกจากซากวังมังกร ก็มิอาจหลบหายนะเช่นนี้พ้น!
ตูม! ร่างของกงหยางอวี่ถูกห้อมล้อม การฝึกฝนระดับสุดลึกล้าถูกกดข่ม ผิวกายปริแตกเห็นได้ด้วยตาเปล่า อำนาจกฎเกณฑ์หั่นทะลวงร่างของเขาเยี่ยงมีดคมกริบ
ความรวดร้าวไร้ขอบเขตแผ่พุ่งทั่วกาย แม้กงหยางอวี่จะมีหัวใจมั่นคงดุจเหล็ก เขาก็ยังอดกรีดร้องโหยหวนออกมามิได้ ทั่วร่างบิดเร่าด้วยความเจ็บปวดสาหัส
เมื่อชิงอู่และจินจู๋หลิวเห็นเข้า พวกเขาก็หวาดผวาไม่กล้าเข้าไปช่วย ด้วยกลัวจะถูกอำนาจกฎเกณฑ์ร้ายกาจนี้ลากไปพัวพันด้วย
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเตรียมลงมือเพราะไม่อยากให้ซูอี้ถูกกงหยางอวี่ฮุบไปคนเดียว แต่เมื่อเห็นสภาพน่าอนาถของกงหยางอวี่ยามต้องหายนะ ความคิดของพวกเขาก็พลันหายไป
หายนะนี้ประหลาดและร้ายกาจเกินไป ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ‘หายนะเทพ’ ทั่วกฎสวรรค์แดนเซียนที่โลกภายนอกเลย!
และยามนี้ ร่างของซูอี้พลันวูบไหวปรากฏขึ้นไม่ห่างจากกงหยางอวี่นัก เขาฟาดฝ่ามือเข้าใส่หลังของกงหยางอวี่
ฝ่ามือนี้เจือด้วยปราณดาบเก้าคุมขัง ขับเคลื่อนโดยเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึก ใช้อำนาจวิถีเต๋าทั่วกายซูอี้!
กงหยางอวี่ถูกกฎแห่งฟ้าดินสยบอยู่ มีหรือจะได้โอกาสขัดขืน? เขาถูกฟาดร่างอย่างจัง มิอาจตั้งตัวติด
เปรี้ยง!!! ร่างของเขาซวนเซ รอยฝ่ามือยุบบุ๋มบนแผ่นหลัง กระดูกหักเกินนับซี่ โลหิตคำใหญ่กระอักพวยพุ่ง
เขาถูกกฎแห่งฟ้าดินรุมเร้าจนร่วงจากอากาศโดยไม่อาจควบคุมได้อีก
ขณะเดียวกัน อำนาจกฎฟ้าดินอันร้ายกาจก็ยังส่งผลกับซูอี้ด้วย แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กจ้อย มันก็ยังผลักซูอี้จนก้าวถอย เลือดลมปั่นป่วนทั่วกายได้
เรื่องประหลาดที่สุดคืออำนาจผลกรรมในกฎฟ้าดินเจาะทะลวงเข้าไปในร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง แน่นอน มันทำอันใดซูอี้ไม่ได้หรอก!!
ด้วยการขับเคลื่อนของเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึก อำนาจผลกรรมนี้ก็ถูกบดขยี้ไปทันใด
ทว่ายามเขากำลังจะจัดการกับกงหยางอวี่อีกครั้ง ชายหนุ่มก็เสียโอกาสไปเสียแล้ว เมื่อกงหยางอวี่ผนึกการฝึกฝนเป็นระดับมหายุทธ์อีกครั้ง อำนาจกฎฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันสลายไป
และชิงอู่กับจินจู๋หลิวก็ฉวยโอกาสช่วยกงหยางอวี่ไปได้
“ถอย!!” จินจู๋หลิวแผดเสียงลั่น
รุ้งทิพย์ต้องห้ามทะยานดุจภาพฝัน สุญญะรอบข้างพลันแผดเผาเจิดจรัส
เปรี้ยง! แดนดินในระยะหลายพันลี้เดือดพล่านถล่มทลายอย่างรุนแรง และร่างของจินจู๋หลิว ชิงอู่ และกงหยางอวี่ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในทันใด
จินจู๋หลิวใช้สมบัติลับต้องห้ามเคลื่อนย้ายหนีจากฟ้าดินถิ่นนี้โดยไร้ร่องรอย!
ซูอี้ขมวดคิ้ว ศึกดำเนินมาถึงตอนนี้ เขาก็ยังฆ่าคน ๆ เดียวไม่ได้ ผลลัพธ์นี้ทำให้ซูอี้ไม่พอใจเอาการ
แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ฆ่าได้ยากจริง ๆ! ประการแรก การฝึกฝนของพวกเขาร้ายกาจ ทุกคนล้วนอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ ประการที่สอง ไพ่ตายของพวกเขาปรากฏขึ้นไม่รู้จบ มิอาจหยุดยั้งได้เลย เหมือนเช่นที่ซูอี้ไม่อาจหยุดยันต์ลับที่จินจู๋หลิวใช้หนีได้
“กงหยางอวี่ถูกข้าทำให้บาดเจ็บสาหัสแล้ว ซ้ำยังถูกกฎแห่งฟ้าดินโจมตีอย่างหนักหน่วง รากฐานมหาวิถีของเขาน่าจะเสียหาย และในกฎแห่งฟ้าดินก็ยังมีอำนาจผลกรรมอยู่ ต่อให้รอดไปได้ก็คงสาหัส”
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ “หลังชิงอู่กับจินจู๋หลิวเห็นสภาพอเนจอนาถของกงหยางอวี่ยามถูกกฎฟ้าดินกำราบ ก็คงยังไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามกัน แม้พวกเขาจะรู้ตัวตนแท้จริงของข้า…เท่านี้ก็พอแล้ว!”
ความแข็งแกร่งยามนี้ของเขาไม่อาจรับมือตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้จริง ๆ ยามเผชิญหน้าฝ่ามือที่กงหยางอวี่ซัดออกมาอย่างเต็มกำลังก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มก็ยังต้องใช้อำนาจวิเศษ ‘ข้ามเขตแดน’ ของพฤกษาหมื่นภูมิในการหลบเลี่ยง
แต่เมื่อมีกงหยางอวี่เป็นบทเรียน ซูอี้ก็แน่ใจว่าหากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสอันเยี่ยมยอด พวกเขาย่อมไม่ฝืนใช้การฝึกฝนเต็มกำลังมารับมือเขาโดยไร้ไพ่ตายอื่น
“ไม่คิดว่าว่า…จะชนะได้…” ดวงตาของฝานจุยเบิกกว้าง ตกตะลึงเหม่อลอย
การกระทำของซูอี้ ณ ขณะนี้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์!! เขาเป็นเพียงมหาเซียนแต่ก็ไม่แพ้พ่ายยามเผชิญบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ถึงสามคน กระทั่งทำให้พวกเขาต้องหนีจากสนามรบ หากเรื่องนี้ถูกแพร่กลับไปยังโลกแห่งเทพ เกรงว่าเหล่าเทพได้ผงะหงายกันแน่แท้!
“ไป!” “ล่าถอย!” ในขณะเดียวกัน ณ พื้นที่ห่างออกไป มหาเซียนจากขุมกำลังใหญ่อื่น ๆ ในทะเลบูรพาต่างแตกตื่นหนีจ้าละหวั่น
ขณะเดียวกัน หัวใจของพวกเขาก็ร้อนรน บ่นอุบว่ายามพวกกงหยางอวี่หนี พวกเขาไม่คิดจะพาพวกตนไปด้วยสักนิด กระทั่งจะทักทายบอกกล่าวยังไม่มี!
“ขึ้นมา!” ทันใดนั้นซูอี้ก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ ยกแขนขวาขึ้นเยี่ยงคมดาบ
ทั่วทิศในสุญญะพลันปรากฏปราณดาบเจิดจรัสนับไม่ถ้วน หนาแน่นดุจไม้ในป่า พร่างพราวทั่วนภากาศ
เมื่อซูอี้ฟาดมือ ปราณดาบนับไม่ถ้วนก็ทะยานพุ่ง ทะลวงผ่านท้องนภาเยี่ยงมรสุมดุเดือดกวาดพัด กู่คำรามทั่วทศทิศ
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ร่างของมหาเซียนคนแล้วคนเล่าระเบิดแหลก โลหิตสาดกระเซ็น ปราณดาบไร้เทียมทาน! กระทั่งมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ยังไร้ทางสู้
เสียงกรีดร้องนั้นสะท้านถึงสวรรค์ โหยหวนระงมเสียงแล้วเสียงเล่า เพียงพริบตา มหาเซียนยี่สิบกว่าคนซึ่งหนีไม่ทันก็ล้วนกลายเป็นซากศพกระจายตัว!
ดาบนี้มีนามว่า ‘ทัศนาสิบทิศ’ หนึ่งดาบทัศนาสิบทิศ จากเหนือนภาสีหยกสู่ธารปรภพเบื้องใต้! โลหิตพร่างพรมย้อมฟ้าดินแดงฉาน
ซูอี้ไม่ได้ตามไล่ล่ามหาเซียนผู้หลบหนี ด้วยเขามิได้ใจอ่อนหรือเลินเล่อละเลยภัยร้ายที่อาจแฝงเร้น
“ออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ” ซูอี้หันเดินมาข้างกายฝานจุย
ขณะเดียวกัน เขาก็นำยันต์สีทองออกมาส่งข้อความบอกซีหนิงว่าตนช่วยฝานจุยได้แล้ว ไม่ต้องกังวลอีก
ขณะที่ซูอี้และฝานจุยกำลังจะจากไปอยู่นั้นเอง มีร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นไกล ๆ