บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2007 ศาลาข่ายสวรรค์
จอมมารผลาญตะวันตกตะลึงพักใหญ่ ในที่สุดก็เชื่อความจริงข้อนี้
เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง “ข้าแค่คิดหยอกเย้าเท่านั้น……ใครจะคาดคิดว่าเจ้าโง่ผู้นี้ถึงกับไปจริงๆ!”
ด้านหนึ่ง เว่ยฉีเจี่ยกล่าวว่า “บางทีมังกรข้ามนทีตนนี้อาจเป็นชายผู้มีการฝึกฝนสูงลํ้า จึงไม่เชื่อว่าจะมีอันตราย ร้ายแรงใดซ่อนอยู่ในตําหนักอีกาอัคคี”
จอมมารผลาญตะวันยื่นมือออกมาลูบคาง เขาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ “หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ จําเป็นต้องรอให้ถึงสามวันหรอก ลงมือคืนนี้เลย!”
เว่ยฉีเจี่ยตกตะลึง “ใต้เท้า ชายผู้นั้นมีภูมิหลังแปลกพิกล พวกเรายังไม่ทราบรายละเอียดของเขา หากลงมือตอนนี้ เกรงว่า…”
จอมมารผลาญตะวันยิ้มแล้วโบกมือ “ตั้งแต่ข้ามาถึงแล้วตั้งถิ่นฐานในน่านนํ้าอีกาอัคคี เวลาก็ผ่านมานานแสน นาน เจ้าเคยเห็นใครรอดจากตําหนักอีกาอัคคีหรือไม่?”
เว่ยฉีเจี่ยส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่เคย”
“เป็นเรื่องดีที่ระวังตัว แต่หากระวังเกินไป ก็จะกลายเป็นไร้ประโยชน์!”
มีร่องรอยความมั่นใจในนํ้าเสียงของจอมมารผลาญตะวัน “ไม่ต้องห่วง ใครก็ตามที่เข้าตําหนักอีกาอัคคี เมื่อเจอ กับเทพ จะต้องตายแน่นอน!”
ในตอนแรก เขาเข้าประจํา ณ น่านนํ้าอีกาอัคคีในนามโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ก็เพื่อคุ้มกันตําหนักอีกาอัคคีลึกลับ
ทว่ามีน้อยคนนักที่จะล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้…
……
ไม่มีความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืนในเมืองอีกาอัคคี ไม่มีท้องนภา บนฟ้าเป็นเพียงความโกลาหลอัน ว่างเปล่า ไร้พรมแดนจนสุดลูกหูลูกตา
……นั่นคือสถานที่ที่แม้แต่เทพก็ไม่สามารถไปถึง
ขณะเดินอยู่ในธารนทีสายยาวแห่งยุค มีพื้นที่ต้องห้ามอยู่สองส่วน……
บนท้องนภากับใต้แม่นํ้า บนท้องนภาจะถูกเนรเทศโดยสุญญะไร้สิ้นสุด ร่างเต๋าและจิตวิญญาณเหี่ยวเฉาเน่าเปื่อย ใต้แม่นํ้าจะถูกกัดกร่อนด้วยอํานาจแห่งการเวลา กลืนหายไปกับยุคสมัยอันมากมาย ร่างหายไป! ตําหนักอีกาอัคคี
ในตําหนักเต็มไปด้วยฝุ่นธุลี อู่หลิงชงทําความสะอาดจนสะอาดสะอ้าน ในใจกลางของโถงหลัก มีรูปปั้นเทพสูงเก้าจั้งตั้งอยู่
รูปปั้นเทพตนนี้เหมือนกับชายร่างสูงในชุดคลุมสีแดง ดวงตาแผดเผา มือข้างหนึ่งถือสุริยัน มืออีกข้างทํามุทรา ด้านหลังมีอีกาอัคคีสยายปีก พุ่งเข้าหาในแนวนอน
เบื้องหน้ารูปปั้นมีแท่นบูชาในสภาพกระกระดํากระด่างกับกระถางธูปที่ควํ่าอยู่ แม้กระทั่งรูปปั้นเทพยังเต็มไปด้วยชั้นฝุ่นหนา ตอนนี้ซูอี้กําลังยืนอยู่ด้านหน้ารูปปั้น เขามองดูอย่างละเอียด ทั่วตําหนักอีกาอัคคี นอกจากรูปปั้นนี้แล้ว แท่นบูชาและกระถางธูปส่วนอื่นกลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรหลงเหลือ อู่หลิงชงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของประตู ยังคงไม่พูดไม่จาครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
ทันใดนั้นมีเสียงเอี๊ยดดังขึ้น
หัวใจของอู่หลิงชงสั่นสะท้าน ก่อนหันศีรษะไปมอง เบื้องหน้าซูอี้มีวานรสูงสามฉื่อที่ดูเหมือนกับชายหนุ่มมายืนอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ
วานรตัวนั้นพิเศษยิ่ง ขนของมันเงางามเรียบลื่น แผ่บรรยากาศโกลาหลออกมา ดวงตาสีทองคู่นั้นดูน่ากลัวราวกับ คบเพลิง!
บนตัวของมันมีพลังดุร้ายไร้เทียมทานที่ทําให้ผู้คนใจสั่น! “นี่มันสัตว์ประหลาดใดกัน?”
อู่หลิงชงประหลาดใจ
ทันใดนั้นเจ้าวานรพลันหันศีรษะมองมา ตอนนั้นเอง ดวงตาสีทองได้จับจ้องเขม็น ทําให้อู่หลิงชงอดที่จะรู้สึกหดหู่ ใจไม่ได้ เขารู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นคล้ายกับจะกลืนกินวิญญาณเข้าไป!
อู่หลิงชงตกตะลึง
ทว่าเจ้าวานรกลับยิ้มกว้างอย่างนึกสนุก มันหันศีรษะกลับไป ยื่นอุ้งเท้าออกมา ชี้ไปที่รูปปั้นพร้อมกับส่งเสียง ราวกับกําลังพูดบางอย่าง
ซูอี้ยืนอยู่กับที่ เขาฟังอย่างเงียบงัน
อู่หลิงชงรู้สึกสงสัย เจ้าวานรตนนี้พบบางสิ่งเข้างั้นหรือ?
นั่นคือรูปปั้นของเทพมารอีกาอัคคี
ทันทีที่เมืองอีกาอัคคีปรากฏขึ้น มันก็มีตัวตนขึ้นมาแล้ว
ส่วนเทพมารอีกาอัคคี ว่ากันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลังที่เกิดจากธารนทีสายยาวแห่งยุค เคยปกครองน่านนํ้าแห่งนี้ สังหารตัวตนทรงพลังจํานวนมากที่ผ่านน่านนํ้าแห่งนี้ไป
ตามข่าวลือที่ว่ามา เทพมารอีกาอัคคีได้ไปโลกแห่งเทพเพื่อทําการฝึกฝนแล้ว
ยังมีข่าวลืออีกว่าเทพมารอีกาอัคคีประสบกับภัยพิบัติแปลกประหลาดจนตกตายอยู่ที่นั่น
ส่วนตําหนักอีกาอัคคีแห่งนี้คือสถานที่ฝังศพของเทพมารอีกาอัคคี
ทว่าข่าวลือเหล่านี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน
สิ่งเดียวที่มั่นใจได้คือในช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอเพียงมีผู้แข็งแกร่งที่พยายามเข้าตําหนักอีกาอัคคีมาตามหาโอกาส แทบทุกคนต่างหายไปอย่างน่าประหลาด!
หมายความว่าเป็นเวลานานแล้วที่ตําหนักอีกาอัคคีคือสถานที่ต้องห้ามอันตรายที่สุดในเมือง แม้กระทั่งยอดฝีมือ ระดับสุดลึกลํ้าที่มีอํานาจสูงเสียดฟ้าเหล่านั้นยังไม่กล้าย่างเท้าเข้าสู่ธรณีประตู
อู่หลิงชงไม่มั่นใจว่าเขาจะตายที่นี่ในครั้งนี้หรือไม่จึงไม่คิดให้มากความอีกต่อไป
ที่เขาคิดทั้งหมดในตอนนี้คือเขาเป็นตัวตนระดับสุดลึกลํ้าอันสูงส่ง เป็นชายชราผู้ผ่านยุคสมัยมาหลายปี แต่กลับ กลายมาเป็นลูกมือให้กับซูอี้…
น่าเสียดาย ดูท่าตัวเขาจะต้องยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้อย่างช้าๆ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าพลันดังมาจากด้านนอกโถงใหญ่
หัวใจของอู่หลิงชงสั่นสะท้าน ก่อนเงยหน้ามอง
เขาเห็นหญิงสาวในชุดดํา นางมีท่วงท่าลักษณะไม่เหมือนใครอยู่ไกลลิบ ด้านหลังนางมีกล่องดาบเรียบง่ายสะพาย อยู่
“ทําไมถึงเป็นเจ้า?”
อู่หลิงชงยืนขึ้นทันที สีหน้าพลันหมองหม่นยิ่ง
ตรงหว่างคิ้วมีความโกรธที่ยากจะควบคุมอยู่
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้มาที่นี่เพราะเจ้า”
หญิงสาวในชุดดําเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม
นางยืนอยู่นอกโถงหลัก ดวงตาหนึ่งคู่ราวกับนํ้านิ่งเมินเฉยอู่หลิงชง นางมองเพียงซูอี้ผู้ยืนอยู่ตรงหน้ารูปปั้นในโถง หลัก
“ชื่อของข้าคือรุ่ยหลิ่ว ข้ามาจากศาลาข่ายสวรรค์ประจําเมืองแห่งแสงตะวัน ยินดีที่ได้พบกับสหายเต๋า”
หญิงสาวในชุดดําประสานมือให้เล็กน้อยพลางพูดด้วยนํ้าเสียงคมชัด
“มีอะไรจะพูดก็พูดมา ข้าไม่ชอบคุยเล่น”
ซูอี้ยืนอยู่กับที่ ชายหนุ่มหันหลังให้กับโถงหลัก ทําให้แผ่นหลังหันไปทางหญิงสาวในชุดดํา เขาไม่เหลียวแลแต่ อย่างใด
ท่วงท่าอวดดีไร้มารยาทนี้ทําให้หญิงสาวในชุดดําขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากนั้น นางพลันจดจําภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ได้จึงหักห้ามความไม่ยินดีเอาไว้ “ตอนนี้สหายเต๋าถูกโอบ ล้อมทุกด้าน เนื่องจากจอมมารผลาญตะวันจากโถงแห่งชีวิตนิรันดร์กําลังเดือดดาลยิ่ง ว่ากันว่าเจ้ากลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ
ของเมืองอีกาอัคคี ต่อให้อยากมีชีวิตรอด ข้าก็คิดว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้” ซูอี้ยืนอยู่กับที่ เขาเมินเฉยอีกฝ่าย ไม่ตอบสนองแต่อย่างใด หญิงสาวในชุดดํารู้สึกเหมือนกับกําลังพูดกับลม คิ้วของนางจึงขมวดแน่นยิ่งขึ้น
หลังจากสูดหายใจ หญิงสาวในชุดดํากล่าวต่อว่า “หากเจ้าเต็มใจเข้าร่วมกับพวกข้า พวกข้าสัญญาว่าสามารถช่วย ให้รอดพ้นจากอันตรายจนออกจากเมืองอีกาอัคคีได้!”
เมื่อได้ยินดังนี้ อู่หลิงชงอดที่จะเย้ยหยันไม่ได้ “เหลวไหล เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าถูกโอบล้อมอยู่ ขอบอกเจ้าเอา ไว้เลยนะว่าครั้งนี้พวกข้าเป็นฝ่ายเข้าเมืองอีกาอัคคีเอง! ส่วนภัยคุกคามจากจอมมารผลาญตะวัน ไม่ต้องถึงมือ ‘ศาลาข่าย สวรรค์’ เช่นเจ้าหรอก!”
หญิงสาวในชุดดําชําเลืองมองอู่หลิงชงอย่างเย็นชา “อู่หลิงชง อย่าโทษข้าที่ไม่เตือนเจ้า เจ้ารู้ดีกว่าใครว่าหากขัด ขวางงานของศาลาข่ายสวรรค์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
สีหน้าของอู่หลิงชงเปลี่ยนไป ในที่สุดเขาก็เงียบ “เอาแบบนี้ เจ้าช่วยคิดเรื่องเข้าร่วมกับศาลาข่ายสวรรค์ของข้าได้หรือไม่?”
หญิงสาวในชุดดํามองซูอี้อีกครั้ง “เจ้าไปเถอะ”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มไม่แม้แต่หันมอง นางเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยก่อน แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธเหมือนเอาจมูกถูฝุ่น จึงทําให้หญิงสาวในชุดดําไม่พอใจ นางถามอีกครั้งว่า “สหายเต๋ารู้หรือไม่ การได้รับการสนับสนุนจากศาลาข่ายสวรรค์หมายถึงอะไร?”
ขณะถาม นางพลันชี้ไปที่อู่หลิงชง “คนผู้นี้อยู่ระดับสุดลึกลํ้า แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว เขาอยากเข้าศาลาข่าย สวรรค์หลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะเขามีคุณสมบัติไม่มากพอ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของอู่หลิงชงพลันกลายเป็นน่าเกลียดมากขึ้น เขากล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “รุ่ยหลิ่ว เจ้ายัง ไม่รู้อีกงั้นหรือว่าทําไมข้าไม่สามารถเข้าศาลาข่ายสวรรค์ในตอนนั้นได้?”
หญิงสาวในชุดดํากล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ข้าแค่ยกตัวอย่างให้ฟัง อีกอย่าง เจ้าควรสุภาพไว้จะดีกว่า เชื่อหรือไม่ ว่าขอเพียงข้าออกคําสั่งก็สามารถเนรเทศเจ้าได้อีกครั้ง ไม่ให้มีจุดยืนในน่านนํ้าอีกาอัคคีอีก?”
“เจ้า…”
อู่หลิงชงเกรี้ยวกราดจนดวงตาแทบถลนออกมา
ซูอี้ผู้กําลังหันหน้าไปทางประตูตําหนักพลันถามอย่างราบเรียบว่า “เจ้าอยากให้ข้าฆ่านางหรือไม่?”
หญิงสาวในชุดดําแข็งทื่อคล้ายกับไม่เชื่อหูตัวเอง
อู่หลิงชงส่ายหน้า “ไม่ เจ้าทําให้โถงแห่งชีวิตนิรันดร์ขุ่นเคืองไปแล้ว หากทําให้ศาลาข่ายสวรรค์ขุ่นเคืองขึ้นมาอีก มันมีแต่แย่สถานเดียว”
เขาถอนหายใจ ชําเลืองมองหญิงสาวในชุดดําอย่างเย็นชา “เจ้าไปเสีย! ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า!”
หลังจากนั้นหญิงสาวในชุดดําไม่อาจควบคุมความไม่ยินดีที่อยู่ในใจได้อีกต่อไป “ช่างเถอะ ข้าขอดูหน่อยแล้วกัน ว่าพวกเจ้าจะสู้กับจอมมารผลาญตะวันในสามวันได้อย่างไร!”
นางหันหลังเตรียมจะจากไปแต่ร่างบอบบางกลับแข็งทื่อ
ไกลออกไป กลิ่นอายอันทรงพลังพลันใกล้เข้ามา
คนกลุ่มนี้ย่อมเป็นจอมมารผลาญตะวันและพวกแน่!
ด้านหลังของเขาคือสี่หัวหน้ายอดฝีมือ ลูกน้องอีกร้อยคน ปิดท้ายด้วยผู้นํากองกําลังจํานวนมากในเมืองอีกาอัคคี!
ไกลออกไป จอมมารผลาญตะวันยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องรอให้ถึงสามวันหรอก วันนี้ข้าจะจัดการมังกรข้ามนทีผู้ นี้ที่คิดดื่มเหล้าปรับเอง!”
ขณะพูด เขาชําเลืองมองหญิงสาวในชุดดํา “ศาลาข่ายสวรรค์วางแผนจะข้องเกี่ยวด้วยหรือ?”
หญิงสาวในชุดดําส่ายหน้าแล้วตอบว่า “พูดดีแล้วแต่ก็ยังโน้มน้าวไม่ได้ ข้าไม่ก้าวก่ายธุระของสหายเต๋าหรอก”
จอมมารผลาญตะวันหัวเราะเสียงดัง เขาจับจ้องหญิงสาวในชุดดําด้วยสายตาไร้ยางอาย “เช่นนั้นขอให้สหายเต๋า รุ่ยหลิ่วมองจากด้านข้างก็แล้วกัน!”
หญิงสาวในชุดดําหันหลังแล้วถอยออกมา
ตอนนี้อู่หลิงชงในโถงหลักตึงเครียดแล้ว หัวใจของเขาตกไปอยู่ตาตุ่ม
ต่อให้เค้นสมองขบคิด เขาก็คิดไม่ถึงอยู่ดีว่าจอมมารผลาญตะวันจะมาถึงหน้าประตูไวขนาดนี้! เมื่อมองดูยอดฝีมือเหล่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร “พูดดีแล้วแต่ก็ยังโน้มน้าวไม่ได้ เจ้าพูดจาได้สวยหรูดีนะ” ซูอี้ผู้ยืนอยู่หน้ารูปปั้นเทพในที่สุดก็หันหลังมา
เขาเงยหน้ามองอู่หลิงชงและยิ้มอ่อน “เจ้าคิดว่าการกระทําของข้ามันไม่น่าเชื่อถืองั้นหรือ? เช่นนั้น ตอนนี้ข้าจะ ให้เจ้าดูเองว่าเหตุใดข้าถึงไม่ให้ความสําคัญกับทุกคนที่นี่”
อู่หลิงชง “…” เขายิ้มขมขื่น มันถึงเวลาแล้ว อยากพูดอะไรก็พูดไป ไม่ว่าเจ้าจะอวดดีแค่ไหน… ก็ต้องเจอแต่ความตายอย่างเดียว! “ไม่ให้ความสําคัญกับข้าหรือ?”
จอมมารผลาญตะวันอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “หมอนี่ มันอวดดีจนน่าขันเสียจริง”
ส่านรั่วฉินเดินเข้ามาเช่นกัน ริมฝีปากเม้มก่อนหัวเราะเบาๆ สายตามองซูอี้ราวกับกําลังมองคนตายก็ไม่ปาน ที่จริงนางมาที่นี่ก็เพื่อดูว่าซูอี้จะตายอย่างไรด้วยตาของตัวเอง!
“ชุ่ยอวิ๋นพูดถูกแล้ว”
ด้านหนึ่ง เว่ยฉีเจี่ยยิ้มก่อนกล่าวด้วยเสียงดังก้อง ในอดีต เขามีท่วงท่าถ่อมตัวต่อหน้าซูอี้ก็เพื่อระแวดระวังภัย แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ สายตามองซูยี่อย่างขี้เล่นและอวดดี เผยให้เห็นความเวทนาออกมา!