บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2011 สี่ขอบเขตวิถีดาบ ณ ชาตินี้
อู่หลิงชงยืนหมดอาลัยตายอยากกับที่
สีหน้าของเขานิ่งค้างงุนงง การสังหารศิษย์น้องรุ่ยหลิ่วด้วยมือตนเองนั้นไม่ได้ส่งผลดีกับเขาอย่างแน่นอน ทว่าซูอี้ไม่คิดถาม
ทุกคนล้วนมีความทุกข์ของตน
“ไปกันเถอะ ออกจากที่นี่กันก่อน” ซูอี้หันหลังเดินไปยังธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยไกลออกไป อู่หลิงชงติดตามไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อผู้คนในเมืองอีกาอัคคีเห็นร่างทั้งสองจรจาก ไร้ผู้ใดกล้าออกมาหยุดยั้ง! วูบ!
ดาบเคียงประชิดทะยานเหิน ขยายความยาวขึ้นเป็นสามจั้ง พาร่างซูอี้และอู่หลิงชงล่องลมท่องคลื่นเยี่ยงนาวา ข้ามเหนือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
แล้วทั้งสองร่างก็ค่อยๆ ลาลับไป ทั่วเมืองอีกาอัคคีลือลั่นขึ้นโดยพลัน
จอมมารผลาญตะวันแห่งโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ตกตาย ผู้ใต้บัญชาทั้งหลายล้วนแหลกสิ้น ข่าวนี้ทําให้เหล่าผู้ฟังตก ตะลึง
ยามนี้ แม้แต่ผู้ส่งสารเทพสวรรค์สือจิ่วยังแพ้พ่ายร้องขอความเมตตาจนเตลิดหาย ผู้คนจึงสังหรณ์ว่าพายุใหญ่จะ บังเกิดบนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
ซูอี้!
นักดาบคนหนึ่งซึ่งเดิมไม่เป็นที่รู้จักในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย คนบาปผู้ที่เก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักร นิตย์ทิวาต้องการตัวนี้ ย่อมเป็นที่สนใจของขุมกําลังหลักทั่วธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
“แต่ว่าที่มาของซูอี้ผู้นี้เป็นเช่นไรกัน ไฉนข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย?”
นี่คือความงุนงงในหัวใจผู้คนมากมาย
……
คลื่นนทีกระเพื่อมไหวบนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ลดหลั่นปั่นป่วน
หลังออกจากน่านนํ้าอีกาอัคคี ซูอี้ก็เคลื่อนทวนกระแสต่อไป
เขานั่งเอกเขนกบนเก้าอี้หวาย ข้ามนทีทวนกระแสด้วยดาบโดยไม่ต้องพยายามมากนัก
“รุ่ยหลิ่วปรากฏขึ้นในเมืองอีกาอัคคีเพราะข้า”
ทันใดนั้น อู่หลิงชงที่เงียบมาตลอดทางก็กล่าวขึ้นเสียงพร่า “นางคิดฆ่าข้า เพื่อให้โลกหล้าไร้ผู้ใดรับรู้อีกว่านางเข้า ร่วมกับศาลาข่ายสวรรค์ได้เช่นไร”
เขาดูเลื่อนลอย ไม่อาจซุกซ่อนความโศกเศร้าไว้ได้
ซูอี้เห็นได้ว่าอู่หลิงชงและรุ่นหลิ่ว ศิษย์พี่น้องคู่นี้ต้องมีความบาดหมางขัดแย้งกันแสนรวดร้าวซับซ้อน กระทั่งถึง จุดที่มิอาจเข้ากันได้เช่นนํ้ากับไฟ
“ในอดีต แม้ข้าจะเจ็บปวดเพราะนาง ข้าก็ไม่อาจตัดใจไร้ปราณีได้ เพราะบุญคุณของท่านอาจารย์ที่ฝากฝังไว้ก่อน ตาย และซ่อนตัวในน่านนํ้าอีกาอัคคีนี้หลายปีเพื่อหลบหน้านาง แต่นาง……”
ดวงตาของอู่หลิงชงพลันเพิ่มสีแดงกํ่าเมื่อพูดถึงนาง “นางก็ยังคิดฆ่าข้าอยู่ดี! หากหนนี้ไม่ได้พบพี่ชายร่วมวิถี ข้า คงตกตายด้วยมือนางไปแล้ว!”
ยามนี้ ซูอี้จึงตระหนักว่าจุดประสงค์ดั้งเดิมในการมายังเมืองอีกาอัคคีของรุ่ยหลิ่วนั้น ไม่ใช่แค่ชักชวนเขาเข้าร่วม กับศาลาข่ายสวรรค์เท่านั้น
ชายหนุ่มกล่าวเบาๆ “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ก้าวข้ามมันไปเถอะ”
อู่หลิงชงสงบสติ “ข้าทําให้พี่ชายร่วมวิถีขบขันเสียแล้ว”
บนหนทางต่อจากนั้น ซูอี้และอู่หลิงชงต่างเสวนา
หัวข้อนั้นล้วนเป็นเรื่องราวในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
หลังกาลผ่านแสนนาน ขุมกําลังในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยมีการแปรเปลี่ยนสะท้านแดนดินจริงแท้ ผู้คนรวม ถึงสรรพสิ่งต่างแปรเปลี่ยนมากมายจากความทรงจําของหวังเย่
เหมือนเช่นยามหวังเย่บุกสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ขุมกําลังนามโถงแห่งชีวิตนิรันดร์และศาลาข่ายสรรค์ซึ่ง กระจายอํานาจทั่ว ‘จุดจอดพัก’ ต่างๆ ก็ยังไม่มีอยู่
หลังเสวนากับอู่หลิงชง ซูอี้ก็พอเข้าใจภาพรวมอํานาจในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้
เช่นได้รู้ว่าเมื่อกาลก่อน อาณาจักรนิตย์ทิวาเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย มีเก้ามหาเทพ สวรรค์คุ้มครอง
เทพสวรรค์แต่ละตนปกครองขุมกําลังสูงสุดหนึ่งแห่ง
ซึ่งก็คือศาลาข่ายสวรรค์ โถงแห่งชีวิตนิรันดร์ หอพิงนภา อารามหมื่นสุญญะ และห้ามหาสํานักเทพ
เบื้องหลังโถงแห่งชีวิตนิรันดร์มีเทพสวรรค์ไป๋เยี่ยน หนึ่งในเก้ามหาเทพสวรรค์ดูแล
ผู้อยู่เบื้องหลังศาลาข่ายสวรรค์คือ ‘เทพสวรรค์ผานหู’
หอพิงนภาและอารามหมื่นสุญญะเองก็มีเทพสวรรค์เบื้องหลังเช่นกัน
ส่วนห้ามหาสํานักเทพนั้น เรียกรวมกันอีกชื่อได้ว่าศาลเทพเบญจธาตุ
ประกอบด้วยสํานักเทพนภาทอง สํานักเทพพฤกษ์เขียว สํานักเทพธุลีทอง สํานักเทพพิทักษ์ภพ และสํานักเทพ หมื่นกระแส
กล่าวกันว่าห้าเทพสวรรค์เบื้องหลังห้าขุมกําลังนี้มาจาก ‘บรรพตเทพเบญจธาตุ’ ขุมกําลังสูงสุดในแดนเซียน!
อํานาจเก้าขุมกําลังนี้กระจายทั่ว ‘จุดจอดพัก’ ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเยี่ยงเส้นหนวดของเก้าเทพสวรรค์ ปกคลุมทั่วทศทิศ
ตลอดกาลนานมา ยอดฝีมือส่วนใหญ่ผู้สัญจรในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยล้วนอยากเข้าร่วมเก้ากลุ่มเต๋าใหญ่กัน ยิ่งนัก
เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันจะเทียบได้กับการเข้าร่วมฝั่งกับเทพ ในภายหน้าก็จะได้รับโอกาสไปฝึกฝนยัง อาณาจักรนิตย์ทิวา ยิ่งไปกว่านั้ย อาจได้โอกาสเข้าไปยังโลกแห่งเทพ!
“หนนี้ เก้ามหาเทพสวรรค์ร่วมสั่งการจับตัวพี่ชายร่วมวิถี เพียงรางวัลนําจับก็เพียงพอให้พวกนอกรีตมากมายทุ่ม กําลังถวายวิญญาณกันแล้ว”
สีหน้าของอู่หลิงชงเปี่ยมความกังวล “และหนทางภายหน้า ไม่ว่าพี่ชายร่วมวิถีจะไปยังจุดจอดพักใด ข้าก็เกรงว่า มันจะนํามาซึ่งหายนะอันตรายมากมาย”
เก้ามหาเทพสวรรค์ออกคําสั่งจับตัวซูอี้ด้วยกัน! เก้ามหาเทพสวรรค์ต้องส่งผู้ส่งสารไปเผยแพร่ข่าวเช่นนี้ทั่วโลกหล้าแล้วเป็นแน่
และรางวัลนําจับของซูอี้ก็ช่างยั่วยวนใจนัก ผู้คนมากมายย่อมยอมเสี่ยงเพื่อมัน!
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ให้ผู้ส่งสารเทพสวรรค์ส่งวจีไปเตือนและข่มขู่เก้ามหาเทพสวรรค์ มันดูบ้าระหํ่า และอู่หลิงชงก็ไม่ เชื่อเลยว่าเก้ามหาเทพสวรรค์จะใส่ใจคําขู่เช่นนี้
ในทางกลับกัน การกระทําของซูอี้น่าจะทําให้เก้ามหาเทพสวรรค์เดือดดาลสุดขีดเสียมากกว่า! “ข้าหวังว่าจะมีผู้ควรค่าต่อกร”
ซูอี้กล่าวอย่างใจลอย วิถีดาบของเขาในชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นในโลกมนุษย์หรือแดนเซียน มันก็แบ่งได้คร่าวๆ เป็นสี่ขอบเขต หนึ่ง ยามอ่อนแอ เป็นศัตรูกับทั่วโลกหล้า
สอง ยามแข็งแกร่ง หาศัตรูให้ได้ในโลกหล้า สาม ทัศนาทั่วทิศ ไร้ผู้ใดในหล้าอาจประชัน ไร้เทียมทานในโลกหล้า
สี่ คือช่วงยามเมื่อเขาเริ่มเสาะแสวงหาวิถีอันสูงกว่า ทุกสิ่งที่เขาต้องการก็มีเพียงสี่คํา ‘แสวงศัตรูในหล้า’ !
กระหายให้ศัตรูปรากฏ! เพราะเหตุนี้ เขาจึงออกจากแดนเซียนเพื่อข้ามธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยไปยังโลกแห่งเทพโดยไร้ลังเล เพื่อสะบั้นความแค้นให้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
และเพื่อการฝึกฝนของเขาเองด้วย! หลังฟังวาจาของซูอี้ อู่หลิงชงก็นิ่งไป
เขานึกถึงยามซูอี้สังหารจอมมารผลาญตะวันและพรรคพวกขึ้นมาในพลัน และยังจําภาพฉากยามผู้ส่งสารเทพ สวรรค์ระดับครึ่งเทพถูกปราบลงขึ้นมา
นั่นสิ ถูกโลกหล้าตามราวีแล้วเช่นไร? หากผู้ใดจะมาจัดการกับซูอี้เพื่อรางวัล พวกเขาก็ต้องชั่งใจเอาว่ารับผลกระทบตามมาไหวหรือไม่!
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย อู่หลิงชงก็กล่าวว่า “หอกในที่แจ้งหลบง่าย ศรในที่ลับยากปัดป้อง ข้าไม่รู้เรื่องผู้อื่น แต่เก้าผู้ ผนวกวิถีที่รับใช้เก้ามหาเทพสวรรค์ จะวางแผนจัดการกับพี่ชายร่วมวิถีอย่างสุดกําลังเป็นแน่”
ซูอี้ทําเพียงส่งเสียงรับในคอ
ปัญหาเช่นนี้ บางทีแม้ไม่ใส่ใจ แต่ก็อดจําต้องทําความเข้าใจไม่ได้ มีเพียงการรู้เขารู้เราเท่านั้นที่นํามาซึ่งร้อยชัยในร้อยรบ “เจ้ามิกลัวเลยหรือ?” ทันใดนั้น ซูอี้พลันเอ่ยถาม อู่หลิงชงนิ่งไป สีหน้าของเขายากอ่านออก
ครู่ต่อมา เจ้าตัวก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “กลัวสิ! แต่กลัวไปแล้วมีประโยชน์อันใด? ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยประสบเรื่อง บ้าคลั่งสติแตกมากมายเพียงนี้มาก่อน แต่ยามนี้ ในเมื่อข้าลงเรือลําเดียวกับพี่ชายร่วมวิถี เป็นตาย… ข้ามิสนอีกต่อไป แล้ว!”
“เรื่องบ้าคลั่งสติแตก…” ซูอี้ทวนวาจาแล้วอดขํามิได้
สําหรับอู่หลิงชง การสังหารจอมมารผลาญตะวัน การสยบผู้ส่งสารเทพสวรรค์ และการข่มขู่เก้ามหาเทพสวรรค์ นั้นนับว่าบ้าบอพอแล้ว
แต่นี่หมายความเช่นไรสําหรับเขา?
หากอู่หลิงชงรู้ว่าชายหนุ่มเคยประหารเทพมามากกว่าหนึ่ง สะบั้นอวตารเจตจํานงจอมเทพมามากมาย อีกฝ่ายคง คิดว่าเขาพูดเพ้อเจ้ออยู่ประไร?
อู่หลิงชงถาม “พี่ชายร่วมวิถีตั้งใจทําเช่นไรต่อ?”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ “ไปนครสาบสูญ”
นครสาบสูญ!
สีหน้าอู่หลิงชงพลันเปลี่ยนแปร
ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย มีจุดจอดพักอันปลอดภัยอย่างเมืองอีกาอัคคีอยู่มากมาย แต่ก็มีเขตหวงห้าม มากมายที่ไร้ผู้ใดกล้าเยื้องกรายเช่นกัน
เขตหวงห้ามเหล่านั้นมักเต็มไปด้วยอันตรายประหลาดลึกลับเต็มไปหมด และนับแต่โบราณกาล ผู้คนส่วนใหญ่ที่ ไปเยือนมักตายมากกว่ารอด!
เขตพื้นที่เหล่านั้นมีเขตหวงห้ามแปดแห่งอันเป็นที่เลื่องลือสูงสุด
และนครสาบสูญก็เป็นหนึ่งในนั้น
ตลอดกาลผ่านมา ไม่ว่าการฝึกฝนจะสูงตํ่าเพียงไร ขอเพียงเข้าไปในนครแห่งนั้นก็จะสาบสูญอันตรธาน ไม่อาจ หวนคืนได้ชั่วนิรันดร์
เหตุเป็นเพราะในนครสาบสูญมีสางเทพประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวอยู่มากมาย!
สางเทพที่ว่านี้คือผีสางอันบังเกิดจากความคับแค้นหลังตกตายของทวยเทพ มันห้อมล้อมด้วยอํานาจชั่วร้าย อัปมงคล เป็นที่รู้จักในฐานะตัวตนอัปมงคล!
กล่าวกันว่าแม้แต่เทพยังไม่กล้าเข้าไปในนครแห่งนั้น!
“ไฉนพี่ชายร่วมวิถีจึงไปที่นั่นกัน?” อู่หลิงชงอดถามมิได้
ซูอี้ตอบ “สหายเก่าบางคนของข้าติดอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ข้าก็ต้องไปประจักษ์ด้วยตา” เขานําไหสุราออกมาจิบ ภาพของเซียวหรูอี้ เยี่ยชุนชิว ซูฝูซื่อ และคนอื่นๆ ปรากฏขึ้นในใจ หลังเงียบไปครู่หนึ่ง อู่หลิงชงก็กล่าวว่า “การจะไปยังนครสาบสูญ ต้องผ่านจุดจอดพักหกแห่ง หากเร่งรีบเต็ม
อัตราก็ต้องละล่องเหนือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยขั้นตํ่าสามเดือนนะ” “และเมื่อเราเข้าสู่จุดจอดพักทั้งหกระหว่างทาง เราก็จะประสบปัญหากันเป็นแน่ เพราะจุดจอดพักทั้งหกนั้นล้วน
มีกําลังของเก้าผู้ผนวกวิถีประจําอยู่ทั้งสิ้น”
ว่าแล้วคิ้วของอู่หลิงชงก็ขมวดมุ่น ยุ่งยากโดยแท้!
ปัญหาเยอะเกินไป “เจ้ากังวลอันใด เราจะไม่หลบเลี่ยงจุดจอดพักใดๆ ที่เราผ่าน”
ซูอี้เสสรวล “ข้าอยากเห็นนักว่าเก้ามหาเทพสวรรค์อยากจะสร้างเรื่องอลังการเพียงไร!” อู่หลิงชง “……”
เขาเห็นถนัดตาว่าซูอี้ดูจะลุ้นรอมันอยู่! ……
หกวันจากนั้น ณ น่านนํ้าสะพานมาศ มีมหานครยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งตั้งบนแดนดินเหนือนที เมืองสะพานมาศ จุดจอดพักแห่งหนึ่งภายใต้การควบคุมของหอพิงนภา หนึ่งในเก้ามหาสํานักเทพ “ซูอี้มาแล้ว!”
“จริงหรือ?”
“มียอดฝีมือมากมายสัญจรในน่านนํ้าใกล้เคียง พวกเขาเห็นชัดเจนว่าคนบาปที่เก้ามหาเทพสวรรค์ต้องการตัวหา ปิดบังที่อยู่ของตนไม่ เขาปรากฏขึ้นอย่างอย่างโอ่อ่าเปี่ยมศักดิ์ศรี!”
“เขาอาจหาญเพียงนั้นเชียวหรือ?” ……ในเมืองเต็มไปด้วยเสียงหารือ สถานการณ์ปั่นป่วนโหมกระพือ ยอดฝีมือในหอพิงนภาทั่วเมืองต่างก็ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว “คนบาปนั่นมาอย่างเปิดเผยหรือ?”
เหมิงอวิ๋นสุ่ยขมวดคิ้วดูประหลาดใจ เขาเป็นผู้ทรงอํานาจคนหนึ่งจากหอพิงนภา คอยพิทักษ์เมืองสะพานมาศมาช้านาน เมื่อไม่นานนี้ เขาได้รับข่าวที่เก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาออกคําสั่งจับคนบาปซูอี้มาเช่นกัน แต่ไม่คิดเลยว่าชายผู้ถูกออกประกาศจับจะมายังเมืองสะพานมาศอย่างผ่าเผย “ใต้เท้า คนของเราประจําที่แล้วขอรับ!”
ผู้ใต้บัญชาคนหนึ่งรีบร้อนมารายงาน “และจากรายงานของสายเรา อีกไม่ถึงสามสิบนาที คนบาปซูอี้จะมาถึง เมืองสะพานมาศขอรับ!”