บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2017 วิญญาณร้าย!
บทที่ 2,017 วิญญาณร้าย!
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง เขาทอดสายตามองนครสาบสูญจากไกลๆ
กําแพงเมืองดําทะมึนสุดลูกหูลูกตา ไม่อาจประเมินความใหญ่โตของมันได้
เหนือกําแพงเมือง เมฆสายฟ้าสีเลือดกระหวัดเกี่ยวพันทอดตัวไปกว้างไกลสุดสายตา ทว่าแปลกนักที่ไร้ร่องรอย ของเส้นสายอัสนี
จากความทรงจําอดีตชาติของซูอี้ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเหลือคณา เมืองยักษ์อันลึกลับโบราณนี้ก็ไม่ได้ เปลี่ยนไปมากนัก
น่าเสียดายที่กาลก่อน หวังเย่ไม่เคยเข้าไปในนครแห่งนี้ จึงไม่กระจ่างนักว่ามีอันตรายประหลาดซุกซ่อนภายใน มากมายเพียงไร
ขณะที่ประสบการณ์ของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเอง ซูอี้ก็พอคาดเดาได้
ทว่าเขาเองก็เห็นได้ว่าสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานถือครองสมบัติที่พวกเฒ่าชั่วเหลยตั้งมั่นจะได้มา ดังนั้นแม้เฒ่าชั่ว เหลยจะกระทําการดุดัน อีกฝ่ายก็ไม่กล้าโจมตีสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานง่ายๆ นัก
“เจ้าหนุ่ม ก่อนหน้านี้เราพาพวกเจ้ามาที่นี่ ไม่ขอบคุณกันสักหน่อยหรือ?”
ขณะนี้ ดวงตาของเฒ่าชั่วเหลยกําลังมองมาอย่างเย็นเยียบ
ชั่วขณะนี้ หัวใจของอู่หลิงชงบีบแน่น ตระหนักแล้วว่าเทพเทียมผู้นี้ไม่คิดทานทนอีกต่อไป พร้อมแตกหักทุกเมื่อ!
ทว่าซูอี้กลับส่งเสียงในลําคอและกล่าวว่า “เจ้าจะให้ขอบคุณเช่นไร?”
สตรีในอาภรณ์ขนนกยิ้มบาง “ร่วมเดินทางกันมาเช่นนี้ สหายน้อยก็แค่ส่งดาบวิถีเล่มนั้นมาก็พอแล้ว”
ชายในชุดหนังสัตว์ส่ายหน้ากล่าว “ไม่พอหรอก ดาบวิถีมีเล่มเดียว เรามีสามคน ข้าว่าพวกเขาต้องส่งสมบัติ ทั้งหมดที่มีออกมาต่างหาก”
เฒ่าชั่วเหลยก็เสสรวล “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ไม่รู้ว่าเจ้าทั้งสองคิดเช่นไร?”
ขณะนั้น เขาดูเฉยชาไร้กังวล มองพวกซูอี้ทั้งสองราวมองคนตาย
บรรยากาศเคร่งเครียดกดดัน
เห็นเช่นนี้ สตรีสวมชุดคลุมก็อดลอบรําพึงมิได้ เจ้าทึ่มทั้งสองนี้น่าจะรู้แล้วว่าหนนี้พวกตนโง่เง่าเพียงไรที่ร่วมมือ กับมารเฒ่าทั้งสามนี่กระมัง?
ทว่านางกลับเห็นซูอี้รําพึงอย่างผิดหวัง “ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าเจ้าจะมาสํารวจโอกาสในนครสาบสูญจึงยอมตามมา แต่ใครเล่าจะคิดว่าแม้แต่จะเข้านครสาบสูญ พวกเจ้ายังไม่กล้ากันเลย”
ทุกคน “……”
ซูอี้เบนสายตากวาดมองพวกเฒ่าชั่วเหลยทั้งสาม “ในเมื่อเปิดอกออกมาแล้ว ก็ได้ ข้าจะให้ทางเลือกพวกเจ้าอย่าง ไม่เต็มใจนัก”
“หนึ่งคือทําตัวเป็นผู้เบิกทาง ตามข้าเข้าไปในนครสาบสูญ”
“สองคือความตาย”
“เลือกเอาเองเลย”
กล่าวจบซูอี้ก็นําไหสุราออกมาจิบ
เดิมที นับแต่ก่อนปฏิบัติการนี้ หากไม่ใช่เพราะสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานมาเกลี้ยกล่อมให้เฒ่าชั่วเหลยขอขมา ซูอี้ คงฆ่าคนทั้งสามไปก่อนแล้ว
จากนั้น ด้วยความอยากรู้ว่าคนเหล่านี้จะมาทําอันใดที่นครสาบสูญ เขาจึงเลือกติดตามมาด้วย
ใครเล่าจะคิดว่าไม่ทันเข้านครสาบสูญ เฒ่าชั่วเหลยจะไม่ยั้งสันดาน ตั้งใจแตกหักกัน เช่นนี้ซูอี้จะไม่ผิดหวังได้เช่น ไร?
เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ พวกเฒ่าชั่วเหลยก็ผงะไป
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็ชะงักตะลึง
คนผู้นี้ไม่รู้สถานการณ์เลยหรือไร?
“เจ้ามัวตะลึงอันใดอยู่ ตัดสินใจให้ไวสิ!”
อู่หลิงชงแย้มยิ้มกล่าวเร่ง
จากการร่วมมือกับซูอี้มานาน เขาจึงเข้าใจสัญชาตญาณและการกระทําของซูอี้เมื่อครู่ ย่อมสิ้นห่วงไร้กังวล ขณะที่เฒ่าชั่วเหลยและคณะขมวดคิ้ว พวกเขาเห็นแล้วว่าซูอี้กับอู่หลิงชงดูเยือกเย็นเกินไป ต้องมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากลเป็นแน่! แม้พวกเขาจะกรุ่นโกรธในใจ พวกเขาก็สงบโทสะลง สตรีในอาภรณ์ขนนกพลันแย้มยิ้มกล่าวขึ้น “สหายน้อย เจ้าคิดหรือว่าจะสยบทั่วทิศได้ด้วยสมบัติเทพแห่งยุคสมัย
ชิ้นเดียว คิดผิดถนัดเลย!” ซูอี้เห็นได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้กําลังลองเชิงเขาอยู่ อดแย้มยิ้มกล่าวอย่างสุขุมมิได้ “ไม่ต้องใช้สมบัติใดก็ทําลายพวกเจ้า
ได้”
สีหน้าทุกคนดําคลํ้า ไม่อาจสรุปได้เลยว่าซูอี้พูดข่มหรือไร้ความกลัวจริงๆ
เพราะถึงอย่างไร หากเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลอื่นใดในโลกหล้า ยามเผชิญหน้าพวกตนทั้งสาม ใครบ้างมิ หวาดหวั่นพรั่นพรึง?
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่าง นับแต่แรกพบจนบัดนี้ ไม่เพียงเขาไม่กลัว กลับยังวางอํานาจแข็งแกร่งยิ่งนัก และยังกล้า ดูแคลนข่มขู่พวกเขาอย่างไร้ความเกรงใจ!
ผิดปกติยิ่งนัก!
สามมารเฒ่าล้วนแต่เป็นตัวตนไร้ปราณีเกินเทียมทาน เป็นผู้สัญจรในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยมาเนิ่นนาน แต่นี่ ก็เป็นครั้งแรกที่พวกตนได้พบคู่ต่อสู้ประหลาดเช่นนี้
ชั่วขณะนั้น พวกเขาอดสับสนในใจมิได้ “เร็วหน่อย!”
อู่หลิงชงกล่าวเร่ง เห็นแล้วว่าสามเจ้าเฒ่าสัมผัสความผิดปกติได้และลังเล เสียงเร่งของเขาก็ทําให้สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยกับคณะทั้งสามมืดดํา แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น พวกเขายิ่งระแวดระวัง
ยามนี้ กระทั่งสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานยังสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลแล้วผงะไป เจ้าคนทึ่มไร้ความกลัวไม่รู้ เรื่องราวทั้งสองกลับทําให้มารเฒ่าทั้งสามนิ่งอึ้งไปได้ นี่มันจะน่าขันไปใหญ่แล้ว!
เฒ่าชั่วเหลยสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “ก็ได้ ที่พูดไปเมื่อครู่ถือว่าไม่ได้กล่าวแล้วกัน เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วกัน ไป”
ทุกคนต่างตะลึง ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกอดผงะไปมิได้
แล้วทั้งคู่ก็พยักหน้าเห็นดีด้วยทันที “เฮอะ”
อู่หลิงชงยิ้มเยาะ ดวงตาเปี่ยมความดูแคลน ทว่าแท้จริงหัวใจของเขาผิดหวังยิ่ง ไม่คาดคิดเลยว่ายามคับขัน ตัวตน ระดับเทพเทียมอย่างเฒ่าชั่วเหลยจะยอมถอย!
ซูอี้เองก็เลิกคิ้ว แต่เขาจะมิเลิกราไปแต่โดยดี
ยามกระทําการ เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องจบ หยุดกลางคันได้ที่ไหน? ขณะที่ซูอี้กําลังจะกล่าวบางอย่างอยู่นั้นเอง หนึ่งเสียงพลันแทรกขึ้นมาจากประตูนครสาบสูญ “หนึ่งเทพเทียม สองครึ่งเทพ แต่กลับกลัวเพียงนี้ยามอยู่ต่อหน้าเจ้าหนุ่มขอบเขตมหาศาล ตลกจริงๆ!” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังสนั่นสะเทือนทั่วนภา
ทุกคนต่างผงะตกใจ มองตามไปเป็นตาเดียว…… อาชากระดูกฝูงหนึ่งห้อตะบึงออกมาจากนครสาบสูญ รวมทั้งสิ้นสิบสามตัว อาชากระดูกแต่ละตัวล้วนห่อหุ้มด้วยเพลิงวิญญาณสีครามเขียว บนหลังมีร่างวิญญาณรูปร่างต่างกันนั่งอยู่!
พวกเขาเป็นวิญญาณร้ายโดยแท้ ไร้เลือดเนื้อ ปกคลุมด้วยชั้นเกราะอันสร้างจากอํานาจดุร้าย ดวงตาราวเพลิงสี แดงชาดแผดเผา
ยามวิญญาณร้ายกลุ่มนี้ปรากฏขึ้น ฟ้าดินก็สั่นสะท้าน เมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือท้องนภาสั่นคลอน ปราณ
ประหลาดอันดุร้ายปกคลุมไปทั่วทิศ โดยเฉพาะวิญญาณร้ายผู้อยู่หน้าสุด ร่างถูกห่อหุ้มด้วยเกราะสีเลือด ถือหอกยาว ปราณดุร้ายจากร่างสร้างนิมิต
เยี่ยงเวิ้งนรกอสุรกาย ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง พวกเฒ่าชั่วเหลยต่างตกตะลึงมองหน้ากัน ตัดสินได้ทันทีว่าผู้นําวิญญาณร้ายนี้เป็นสางเทพผู้สูงส่ง! คนตายวิญญาณไม่สิ้นกลายเป็นผี!
เทพตายวิญญาณไม่สิ้นเป็นสางเทพ! กล่าวคือ วิญญาณร้ายตรงหน้าคือเทพแท้จริงยามก่อนตกตาย!! แย่แล้ว สีหน้าของอู่หลิงชงพลันแปรเปลี่ยนกระวนกระวายยิ่งกว่ายามใด
ส่วนซูอี้ยืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน ชายหนุ่มหันหลังให้วิญญาณร้ายกลุ่มนั้นและไม่ได้เหลียวมอง เขากล่าวกับเฒ่าชั่วเหลยว่า “ข้าจะนับถึงสาม หากมิตัดสินใจ ข้าจะฆ่าเจ้า” เหล่าผู้ฟังเงียบสนิท
ทุกคนต่างผงะหงาย ไม่ว่าจะเป็นพวกเฒ่าชั่วเหลยหรือวิญญาณร้ายขี่อาชากระดูกจากไกลๆ พวกเขาต่างก็มองซูอี้อย่างไม่อยากเชื่อ ขนาดคนตาบอดยังรับรู้การแปรเปลี่ยนสถานการณ์ได้ แต่ไฉนคนผู้นี้จึงยังทําไม่รู้ไม่ชี้?
“หนึ่ง”
ซูอี้เริ่มนับแล้ว “ฮ่าๆ! เจ้าเด็กนี่น่าสนใจ กล้าเมินพวกข้าด้วย!”
ผู้นําวิญญาณร้ายเชิดหน้าหัวเราะลั่น เพลิงผลาญดุร้าย วิญญาณร้ายตนอื่นๆ เองก็แสยะยิ้มเช่นกัน
สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยดําคลํ้า กล่าวเสียงลุ่มลึก “เจ้าหนู มิเห็นสิ่งอัปมงคลเหล่านั้นหรือไร? ไม่กลัวความตาย จริงๆ หรือ!?”
เขาโกรธเสียจนเกือบสงสัยว่าซูอี้มีหัวใจหรือไม่!
ไฉนจนป่านนี้จึงยังมิเลิกรา?
“สอง”
ซูอี้ถือไหสุราในมือขณะขานตัวเลขออกมาอีกหน
“โอ้โห เจ้าเด็กนี่ไม่เห็นเราในสายตาจริงด้วยแฮะ”
ผู้นําวิญญาณร้ายกล่าวอย่างตกตะลึง
ทว่าซูอี้ไม่ได้หันมามองพวกเขาเลยสักนิด ชายหนุ่มทําเหมือนพวกเขาไร้ตัวตน กิริยาสามหาวของชายหนุ่มทําให้ ผู้นําวิญญาณร้ายอึดอัดใจอยู่ชั่วขณะ
“ใต้เท้า โปรดให้ผู้น้อยไปฆ่าเขาเถอะ!”
วิญญาณร้ายตนหนึ่งบนหลังอาชากระดูกกล่าวขึ้นอย่างมาดร้าย
ผู้นําวิญญาณร้ายโบกมือกล่าว “ไม่ต้องหรอก ข้าสงสัยว่าตัวตนเล็กจ้อย การฝึกฝนเพียงขอบเขตมหาศาลจะ รับมือคู่ต่อสู้เหล่านั้นอย่างไร เราดูเฉยๆ เถอะ ไม่ว่าอย่างไร วันนี้พวกเขาก็หนีเราไม่พ้นอยู่แล้ว”
ยามนี้ สีหน้าของพวกเฒ่าชั่วเหลยดําคลํ้าอย่างยิ่ง
“ถอนตัว!”
เฒ่าชั่วเหลยพลันคํารามลั่น หันหลังจากไป
ตู้ม!
คันฉ่องแปดทิศในมือเขาทะยานเวหา จรัสแสงสาดส่อง
พร้อมกันนั้น ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกต่างก็ลงมือใช้สมบัติหนีออกไปไกลอย่างสุดความ สามารถพร้อมเฒ่าชั่วเหลย
“หึ!”
ดวงตาของผู้นําวิญญาณร้ายเย็นเยียบ เขายกหอกในมือขึ้น แล้วกฎบัญญัติร้ายกาจสีเลือดนับไม่ถ้วนก็พลันอุบัติ เยี่ยงรุ้งทิพย์ถาโถม!
และยามนี้ ซูอี้ก็นับเลขสามออกมาเบาๆ
“สาม” ชั่วอึดใจนี้ กาลเวลาคล้ายถูกยืดเยื้อ สรรพสิ่งเชื่องช้ายืดยาดลง เฒ่าชั่วเหลยและคณะต่างหนีหาย
ผู้นําวิญญาณร้ายกําลังจะเข้าแทรกแซงขัดขวาง เมื่อซูอี้นับเลขถึงสาม แขนขวาของเขาก็สะบัดไปบนเวหา มือซ้ายวาดลวดลายผลักไปข้างหน้า
ตูม!!!
เพียงหนึ่งสะบัดแขน ภาวะดาบทะลวงสวรรค์พลันพุ่งทะยานเยี่ยงตะวันแผด แหวกผ่านรุ้งทิพย์กฎบัญญัติสีเลือด บนเวหา สุญตารอบทิศแหลกร้าว สรรพสิ่งล้วนแหลกสลายโดยปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัว!
ผู้นําวิญญาณร้ายประสบผลกระทบ ร่างของเขาสะท้านแทบร่วงจากหลังอาชากระดูก วิญญาณร้ายตนอื่นๆ ต่างร้องอุทาน
ทุกคนล้วนตกตะลึงกับเหตุนี้ ปราณดาบสายนั้นทะยานสูง เจิดจรัสสาดส่องสุญตาทั่วทิศ เพียงเหลือบมองก็ชวนลืมหายใจ และแทบจะพร้อมกันนั้น ณ อีกฟากฝั่ง……
เมื่อมือซ้ายของซูอี้วาดประทับ ตูม!!
ม่านดาบสายหนึ่งโปรยลงจากนภา เหยียดตรงเช่นบรรพตศักดิ์สิทธิ์จากเก้าสวรรค์เคลื่อนลงประทับโลกา กดเข้า ใส่เฒ่าชั่วเหลยและพรรคพวกอย่างดุเดือด
“เปิด!” ชายในชุดหนังสัตว์ตะโกนลั่น โบกหอกกระดูกขาวโจมตีสุดกําลัง
ทว่านี่ไม่ต่างจากตั๊กแตนขวางเกวียน หอกศึกระเบิดออกในฉับพลัน และร่างของเขาก็ถูกปราณดาบอหังการไร้ ขอบเขตสังหารลงทันควัน กลายเป็นเศษเลือดเนื้อพร่างพรมเช่นพิรุณ
ยามสิ้นใจ สีหน้าของเจ้าตัวเปี่ยมความตกตะลึง ชายหนุ่มผู้หนึ่งในขอบเขตมหาศาล ฆ่าครึ่งเทพเช่นเขาได้ในพริบ ตาหรือ!?
“เป็นไปได้เช่นไร!?” สตรีในอาภรณ์ขนนกอุทาน
ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางแปรเปลี่ยนมหันต์ ดวงตาเบิกกว้าง ดาบพุ่งเข้ามาหานางแล้วเช่นกัน มันขยี้ทุกการฝืนต้านของนาง ป่นร่างของหญิงสาวทีละน้อย “ปรากฏว่าเขากล่าวไว้ไม่ผิดเลย…” ยามสตรีในอาภรณ์ขนนกใกล้ดับดิ้น นางก็ระลึกถึงคําพูดของซูอี้ขึ้นได้ ‘ไม่ต้องใช้สมบัติใดก็ทําลายพวกเจ้าได้!’ นางในยามนั้นคิดเพียงว่ามันช่างน่าขัน จนยามนี้ นางจึงตระหนักว่าตนนั่นแหละน่าขันที่สุด…… น่าเสียดายที่สายไปเสียแล้ว
เพียงพริบตา ร่างของสตรีในอาภรณ์ขนนกก็สลายสิ้น! เหลือเพียงเทพเทียมเฒ่าชั่วเหลยที่พยายามดิ้นรนต้านทานดาบอันน่าสะพรึงกลัวนี้เพียงลําพัง