บันทึกวิถีเซียนกระบี่แสวงพ่าย - บทที่ 96 จานค่ายกลพันกลไก เดิมพันด้วยชีวิต!
บทที่ 96 จานค่ายกลพันกลไก เดิมพันด้วยชีวิต!
ม่านแสงสีแดงฉานพลันพุ่งทะยานขึ้นในพริบตา!
ลานประลองรูปทรงสี่เหลี่ยมปรากฏม่านค่ายกลขนาดใหญ่มหึมากางครอบลงมา
ยามนี้ภายในม่านค่ายกลมีเพียงเขาและบุรุษชุดดำผู้นั้นเท่านั้น
แววตาของหลี่กวนฉีหดแคบลง ซัดเกราะศัสตราในมือออกไป พร้อมทะยานร่างพุ่งเสือกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน!
กระบี่หมาป่าเขียวในมือส่องประกายแสงสีม่วงเรืองรอง ส่งเสียงกังวานแผ่วเบาเป็นสาย
ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ทำเพียงจ้องมองหลี่กวนฉีด้วยสายตากร้าวหยามเย้ย
ทันใดนั้นเอง!
ตึง!!
ใต้เท้าของหลี่กวนฉีผู้มีเกราะศัสตราครอบคลุมทั่วร่าง พลันมีปราการเหล็กกล้าสูงร้อยจั้งพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างฉับพลัน!!
ร่างของเขากระแทกเข้ากับกำแพงเหล็กนั้นอย่างจัง ทว่ามันกลับไม่สะเทือนแม้แต่น้อย แรงปะทะอันมหาศาลทั้งหมดสะท้อนกลับมาทันที
ยังดีที่เกราะศัสตราช่วยผ่อนสลายแรงไปได้ครึ่งค่อน จึงทำให้อกของเขาเพียงรู้สึกอึดอัดอุดอู้เท่านั้น
หลี่กวนฉียืนขมวดคิ้วแน่นอยู่ที่เดิม ยังไม่กระจ่างแจ้งว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชายผู้นั้นก็แว่วเข้าหู
“ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นวัวพึ่งเกิดไม่กลัวเสือโดยแท้!”
“ในเมื่อมีเจ้ามาเพียงคนเดียว เช่นนั้นก็จงมาเข้าร่วมกระดานหมากเดิมพันด้วยชีวิตนี้เสียเถิด!!”
ครืนนน!!!
เสียงกึกก้องดังกังวานไปทั่วแปดทิศ สิ้นเสียง พื้นดินใต้เท้าของหลี่กวนฉีพลันสั่นสะเทือนเบาๆ พื้นดินยกตัวสูงขึ้นสิบกว่าจั้งในพริบตา
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นดินเบื้องหลังของเขาซึ่งอยู่นอกม่านแสงกลับเริ่มยุบตัวลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาเดียวกัน บันไดทั้งหมดที่เชื่อมลงสู่เมืองใต้ดินภายในเมืองตี้คุนก็เลือนหายไปในพริบตา
ใต้เท้าของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยทุกคนที่ก้าวเข้าสู่เมืองใต้ดิน พลันปรากฏแสงเรืองรองสีแดงฉานสว่างวูบวาบ
จากนั้น ร่างของทุกคนก็เลือนหายไปจากที่เดิมทันที
ดวงตาของหลี่กวนฉีจับจ้องไปยังพื้นดินอันมืดมิดเบื้องหลังตาไม่ปราบ จนกระทั่งพื้นดินยกตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือม่านค่ายกลสีแดงฉาน!
พร้อมกับการปรากฏขึ้นของม่านแสง ลานหินค่อยๆ ยกตัวขึ้นสูง และภายในนั้นกลับมีเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยอยู่เป็นจำนวนมาก!
คนเหล่านี้ล้วนมีบาดแผลมากน้อยต่างกันไป ถึงขั้นมีหลายคนที่ต้องอาศัยคนข้างกายประคองไว้จึงจะพอพยุงตัวยืนอยู่ได้
ทั้งยังมีศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยอีกหลายคนที่สลบไสลหมดสติไปแล้ว
หลี่กวนฉีกวาดสายตาคำนวณคร่าวๆ ภายในม่านแสงมีคนอยู่ถึงสิบแปดคน!
โจวจื้อกำลังพยุงสตรีหน้าซีดขาวคนหนึ่งไว้ สตรีผู้นั้นก็คือเจียงซู่
ยามที่โจวจื้อเห็นหลี่กวนฉีอยู่ในม่านแสงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนสุดเสียงว่า “ศิษย์น้องหลี่ เหตุใดเจ้าถึงไปอยู่ข้างในนั้นได้?”
“ตกลงมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
ยามนี้สีหน้าของหลี่กวนฉีย่ำแย่ถึงขีดสุด เขารู้ดีว่าตนเองคล้ายจะตกติดกับดักของฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว!
น้ำเสียงกดต่ำเอ่ยขึ้น “ศิษย์พี่… ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น…”
ครืนนน!!!
หลี่กวนฉีหมุนตัวกลับไปโดยพลัน ปราการเหล็กกล้าเบื้องหน้าค่อยๆ คลี่คลายลดต่ำลง
ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง เขาพบว่าชายชุดดำที่อยู่นอกม่านแสงในตอนแรก ยามนี้ก็ถูกม่านค่ายกลกางครอบไว้เช่นกัน
ชายชุดดำผู้นั้นยืนอยู่บนแท่นสูง กุมผ้าคลุมหน้าสีดำกระชากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
ที่แท้เป็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่มีเค้าตอหนวดเคราร่ำรำ
บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นทับซ้อนจมูกงุ้มดังปากเหยี่ยว โหนกแก้มตอบส่องความซูบผอม
เขากางแขนออกทั้งสองข้าง จ้องมองหลี่กวนฉีฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ”
“หากมิใช่เพราะเจ้ามาถึงที่นี่เพียงลำพังเป็นคนแรก เกรงว่าคงไม่อาจเปิดกระดานค่ายกลพันกลไกชั้นที่สิบสามนี้ได้!!”
“สิบสองต่อสิบเก้า!”
“ขอเพียงข้าชนะ พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตาย!!”
กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็ทาบฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นอย่างแรง พลังปราณขุมมหาศาลทะลักทลายเข้าไปในแท่นหินใต้เท้า
เพียงพริบตาเดียว เบื้องหน้าของหลี่กวนฉีพลันปรากฏประกายแสงปราณสีฟ้าครามไร้จำนวน ถักทอร้อยประสานกันเป็นเส้นแนวตั้งแนวนอนสลับซับซ้อน
ลานหินที่เดิมทีดูธรรมดาไร้พิษสง บัดนี้กลับถูกแสงปราณสีฟ้าแบ่งออกเป็นช่องตารางขนาดใหญ่มหึมา กว้างยี่สิบห้าจั้ง ยาวสิบจั้ง!
ครึ่งหนึ่งของลานประลอง เป็นตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นนี้มากถึงห้าร้อยช่อง!
หลี่กวนฉีเมื่อเห็นการกระทำของชายผู้นั้น ก็เลียนแบบทันทีด้วยการตบฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นหินอย่างหนักหน่วง
ยามที่พลังปราณทะลักล้นเข้าไป แผ่นหินใต้เท้าพลันปรากฏลวดลายอันลึกลับสว่างวูบวาบขึ้นนับไม่ถ้วน
หลี่กวนฉีจ้องมองลวดลายลึกลับใต้เท้า พลันพบว่าฝ่ายของตนเองก็ปรากฏเส้นแสงปราณขึ้นมานับไม่ถ้วนเช่นกัน
ทว่าเส้นแสงปราณฝั่งเขาเป็นสีม่วง
หึ่งงง!!!
หลี่กวนฉีลงมือทีหลังแต่บรรลุผลก่อน เพียงชั่วครู่ที่แสงปราณของอีกฝ่ายก่อตัวเสร็จ ตารางทุกช่องฝั่งเขาก็สว่างไสวขึ้นพร้อมกัน
จากนั้น ใต้เท้าของทั้งสองฝั่งพลันยกตัวขึ้นเป็นรูปสลักหินสีดำพิศดารฝั่งละห้าองค์!
ทว่าเมื่อหลี่กวนฉีเพ่งมองไปยังรูปสลักของฝ่ายตรงข้าม หัวใจพลันกระตุกวูบด้วยความตกตะลึง
เขามองเห็นชัดแจ้งว่ารูปสลักหินห้าองค์ใต้แท่นสูงนั้น มีใบหน้าถอดแบบมาจากชายผู้นั้นไม่ผิดเพี้ยน!
ครั้นก้มมองดูใต้เท้าตนเอง กลับถูกแท่นสูงบังสายตาไว้จนมิด
ทันใดนั้นเอง!!
ตำแหน่งที่ทั้งสองยืนอยู่พลันมีเหล็กแหลมหลายเล่มแทงทะลุฝ่าเท้าของคนทั้งคู่ขึ้นมาอย่างแท้จริง!!
หลี่กวนฉีหลุดเสียงครางแค่นในลำคอด้วยความเจ็บปวด
“ศิษย์น้องหลี่!!”
“ศิษย์น้องหลี่! นี่มันเกิดเรื่องมารผจญอันใดขึ้นกันแน่!!”
ตึง! ตึง!!
ศิษย์หลายคนพยายามทุ่มกำลังทั้งหมดหวังจะพังม่านค่ายกลสีแดงฉานนั้นออกไป ทว่ากลับไร้ผล
เหล็กแหลมนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันยิ่ง ไม่มีเวลาให้ตอบสนองแต่อย่างใด
เหล็กแหลมสามเล่มแทงทะลุฝ่าเท้าของเขาโดยตรง ก่อนที่ส่วนปลายจะปริแยกออกแล้วหดเกร็งเข้าหากัน กลายเป็นตรวนพันธนาการยึดร่างของคนทั้งสองไว้กับที่!
ใบหน้าของหลี่กวนฉีปรากฏสีแดงระเรื่ออย่างผิดแปลก เขากล่าวกับทุกคนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าได้กังวล ข้าไม่เป็นไร!”
“นี่คงเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมัน ไม่ว่าผู้ใดจะมาปรากฏตัวที่นี่ ก็ต้องมายืนอยู่ในตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่นี้ทั้งสิ้น”
หลี่กวนฉีมองไปยังอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา ริมฝีปากยกยิ้มหยัน
“สิบสองต่อสิบเก้า!”
“เดิมพันชีวิตหรือ? เหะๆ โชคดีนักที่ไม่ใช่เยี่ยเฟิงมายืนตรงนี้…”
ครืนนนน!!!
พร้อมกับเสียงกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน ช่องตารางที่อยู่ใกล้แท่นสูงของทั้งสองมากที่สุดพลันสว่างวูบขึ้น!
หุ่นเชิดร่างกำยำสองตัว ดำหนึ่งขาวหนึ่ง พลันปรากฏกายขึ้นอย่างฉับพลัน!
หลี่กวนฉีจ้องมองหุ่นเชิดสีเงินยวงตัวนั้น พลอยนึกถึงเม็ดศัสตราในมือตนโดยไม่รู้ตัว
ทว่าเห็นได้ชัดว่า ระดับของหุ่นเชิดเบื้องล่างลานประลองนี้สูงส่งยิ่งกว่า
ถึงขั้นที่ว่าในดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น ทำให้หลี่กวนฉีสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตอันหนาวสะท้านใจ
ขณะที่ใต้เท้าของเขาเอง ก็มีหุ่นเชิดถือกระบี่สีดำสนิทร่างหนึ่งเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น บนใบหน้าของชายวัยกลางคนพลันปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ยามที่พลังปราณทะลักพุ่ง หุ่นเชิดตัวนั้นพลันออกแรงก้าวเท้าอย่างหนักหน่วง ร่างกระโจนโผนทะยานราวเสือดาว ข้ามผ่านไปหลายช่องตารางในพริบตา!!
จิตใจของหลี่กวนฉีตึงเครียดขึ้นมาทันที อัดพลังปราณเข้าไปในแท่นสูงใต้เท้าอย่างคลั่งไคล้
ทว่าแท่นสูงในยามนี้ แม้จะดูดซับพลังปราณเข้าไป กลับไม่ปรากฏปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น!!
ตึง!!!
หุ่นเชิดสีเงินและหุ่นเชิดสีดำเคลื่อนผ่านสวนทางกัน เพลงกระบี่เดียวฟันรูปสลักหินองค์หนึ่งจนแตกสะบั้น!!
รูปสลักหินระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
“อ๊ากกกกกกก!!!!!!”
ร่างกายของหลี่กวนฉีพลันแข็งเกร็ง สองมือสั่นระริกบิดเบี้ยว
แหงนหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว เส้นเลือดปูดโปนขึงตึงบนลำคอ อ้าปากแผดเสียงคำรามแหบแห้งออกมา!!
ความเจ็บปวดรวดร้าวราวถูกควักหัวใจแล่เนื้อทุบกระดูก กระแทกกระทั้นจิตวิญญาณของหลี่กวนฉีอย่างไม่ขาดสาย
ห้วงสำนึกสั่นสะท้าน จิตสัมผัสรั่วไหล!!
แท่นวิถีในจุดตันเถียนสั่นสะเทือนอย่างคลั่งไคล้ ผ่านไปหลายอึดใจหลี่กวนฉีจึงพอตั้งสติกลับคืนมาได้
ดวงตาที่เคยกระจ่างยามนี้ปกคลุมไปด้วยเส้นเลือดแดงฉาน
เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยทุกคนเบื้องหลังเมื่อเห็นภาพนี้ ต่างหัวใจบีบรัดเกร็งด้วยความหวาดวิตก
โจวจื้อซัดหมัดใส่ค่ายกลเต็มแรง พร้อมแผดเสียงคำรามอย่างเดือดดาล “ศิษย์น้อง!!!!”
โดยไร้ซึ่งคำกล่าวใด ทุกคนต่างชักกระบี่คู่กายออกมากระหน่ำฟันใส่ม่านแสงอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่ายามนี้ ม่านค่ายกลได้ตัดขาดเสียงทั้งหมดภายนอกภายในโดยสิ้นเชิงแล้ว
ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง ชายผู้นั้นแผดเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมและคลั่งไคล้ “ฮ่าๆๆๆๆๆ! สะใจหรือไม่!!”
“วันนี้! พวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่!!”
“จงใช้ความตายของพวกเจ้า เปิดขุมทรัพย์เร้นลับของกระดานค่ายกลพันกลไกแห่งนี้นับพันปีเสียเถิด!!”