ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 61 หออี้ผิ่น (ปลาย)
กว่าเว่ยอู๋เซี่ยนจะตั้งสติได้ ใบหน้าก็พลันแดงก่ำ รีบหดคอซ่อนหน้าลงในคอเสื้อประหนึ่งนกกระทาขี้ขลาด
กฎหมายอาญาละเว้นขุนนาง ธรรมเนียมปฏิบัติละเว้นชาวบ้าน ด้วยฐานะของจ้าวหนิง ไม่ว่าจะเป็นคุณชายสายตรงตระกูลจ้าวหรือจงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ย่อมไร้ความจำเป็นต้องเกรงใจชาวยุทธ์ ทว่าเขากลับหยัดกายลุกขึ้น ประสานมือคารวะสตรีผู้เพิ่งก้าวล่วงเข้ามา—นายรองแห่งหออี้ผิ่น ผู้มีฉายานาม ‘ฮู่เอ้อร์เหนียง’
ซูเยี่ยชิงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย ต่อให้กรำความลำบากเจนโลกมาตั้งแต่เด็ก ทว่าด้วยอายุและระดับพลังบำเพ็ญยามนี้ อย่างมากก็รั้งเพียงตำแหน่งผู้ดูแลโรงน้ำชา เมื่อต้องพัวพันกับเรื่องใหญ่ระดับแสนตำลึงทอง โอสถวารีชำระล้าง และตระกูลขุนนางบู๊ทรงอิทธิพลอย่างตระกูลจ้าว หออี้ผิ่นย่อมต้องส่งผู้กุมอำนาจตัดสินใจตัวจริงออกโรง
จ้าวหนิงรู้ซึ้งถึงบารมีของฮู่เอ้อร์เหนียงดี นางคือผู้กุมบังเหียนจัดการเรื่องราวใหญ่โตทั้งหมดของหออี้ผิ่น การปรากฏตัวของนางจึงมีน้ำหนักไม่ต่างจากนายใหญ่มาเยือนด้วยตนเอง หากมองอีกแง่ ให้นางมาเจรจายังดีกว่าให้นายใหญ่ผู้มีนิสัยพิลึกพิลั่นและไม่แยแสกิจการใดออกหน้าเสียอีก
ฮู่เอ้อร์เหนียงแย้มยิ้มหยาดเยิ้มพลางทรุดกายลงนั่ง เอ่ยปากสั่งซูเยี่ยชิงชงชาป้านใหม่ ขณะเดียวกันนัยน์ตาเย้ายวนนั้นก็กวาดลอบพิจารณาหยั่งเชิงจ้าวหนิงไปแล้วหลายตลบอย่างแนบเนียน
ผิดกับดรุณีแรกรุ่นอย่างซูเยี่ยชิง ฮู่เอ้อร์เหนียงผู้มีนามเดิมว่า ‘ฮู่หงเหลียน’ ผ่านการคลุกคลีในยุทธภพจนกร้านโลก นางเฉียบแหลมเจนจัด โดยเฉพาะวิชาหยั่งรู้จิตใจคนอันเลื่องชื่อแห่งหออี้ผิ่น นับเป็นมันสมองที่ทุกคนต่างเคารพยำเกรง
ภายในอาณาเขตต้าฉี ตระกูลขุนนางชนชั้นสูงผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ ครอบครองทรัพยากรบำเพ็ญเพียรและปัจจัยดำรงชีพทุกแขนง ราชสำนักอยู่เหนือสรรพสิ่ง ขุมกำลังยุทธภพเป็นเพียงมดปลวกใต้ดินที่ต้องเร้นกายในเงามืด ไร้กำลังจะต่อกรกับตระกูลใหญ่ร้อยปีหรือตระกูลขุนนางพันปี
ทว่าหากเทียบกับตระกูลขุนนางระดับล่าง ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างหออี้ผิ่นก็มีความเขี้ยวลากดินเฉพาะตัว อิทธิพลในบางพื้นที่หาได้ด้อยกว่าไม่
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งอย่างตระกูลจ้าว ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทำเนียบเสนาธิการทหารและยืนหยัดบัญชาการด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างเอกเทศ หออี้ผิ่นย่อมไร้ความกล้าและต้นทุนใดจะไปวางท่าโอหังใส่
ด้วยเหตุนี้ ฮู่หงเหลียนจึงทอดกายลงต่ำอย่างนอบน้อม โดยเฉพาะยามที่อีกฝ่ายเพิ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือครั้งใหญ่ แม้รู้ดีว่าของได้เปล่าไม่มีในโลก ทว่าในใจนางยังคงสลักความซาบซึ้ง
คนของหออี้ผิ่นยึดมั่นในคุณธรรมน้ำมิตร เทิดทูนพี่น้องเหนือสิ่งอื่นใด มิใช่เพียงซูเยี่ยชิงที่แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน
ทว่ายามเผชิญหน้ากับทายาทตระกูลจ้าวในเวลานี้ อารมณ์ของฮู่หงเหลียนกลับซับซ้อน ใจหนึ่งไม่กล้าล่วงเกิน แต่อีกใจหนึ่ง การจะให้นางก้มหัวศิโรราบให้เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีจากก้นบึ้งหัวใจ และแสดงความต่ำต้อยในทุกอิริยาบถ นั่นเท่ากับดูถูกหยาดเหงื่อแรงกายและเลือดที่นางหลั่งกรำศึกฝ่าพายุฝนมาตลอดหลายปีเกินไป
ดังนั้นก่อนก้าวข้ามธรณีประตู ฮู่หงเหลียนตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ไม่ว่าจ้าวหนิงจะเรียกร้องสิ่งใด นางต้องรักษาสายป่านความอดทนขั้นต่ำไว้
หออี้ผิ่นเพิ่งสูญเสียยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดไปหลายคน ซ้ำยังมีอีกมากที่บาดเจ็บสาหัส สถานการณ์ยามนี้เปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทกใดได้อีก หากพลาดพลั้งย่อมหมายถึงคราวล่มสลาย
ส่วนบุญคุณของโอสถวารีชำระล้าง ย่อมต้องทดแทน อย่างมากก็นำชีวิตตนไปมอบให้จ้าวหนิง ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ใช้งาน แต่จะไม่มีวันยอมให้หออี้ผิ่นกลายเป็นดาบในมือตระกูลจ้าว ถูกใช้ทิ่มแทงศัตรูทางการเมืองจนพาลให้พี่น้องต้องตกตายตามกันไปเด็ดขาด
เมื่อขีดเส้นตายในใจได้แน่ชัด ฮู่หงเหลียนก็ปลอดโปร่งขึ้น จ้าวหนิงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มเลือดลมพลุ่งพล่าน ส่วนนางคือสตรีสะพรั่งงามหยดย้อย ปีก่อนๆ นางยังเคยอาศัยรูปโฉมบวกวาจาหวานหู ปั้นหน้าเข้าสังคมสยบเหล่าผู้มีอิทธิพลจนกอบโกยผลประโยชน์มามหาศาล ประสาอะไรกับการรับมือคุณชายตระกูลใหญ่เพียงคนเดียว
หากล่อลวงให้อีกฝ่ายลุ่มหลงได้ ย่อมไม่จำเป็นต้องทำร้ายเขา เพียงหาที่ร่มเงาใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลจ้าว สมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามก็มิใช่เรื่องน่ากังวล หออี้ผิ่นจะฝ่าวิกฤตถูกลอบกัดในยามนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
ขอเพียงพี่น้องทุกคนรอดพ้นเคราะห์กรรม ร่างกายเน่าเฟะของนางนับเป็นอันใดได้ วันข้างหน้าค่อยให้ทุกคนรับใช้ตระกูลจ้าวเพื่อล้างหนี้บุญคุณ ถือเป็นอันเลิกรา
คิดได้ดังนั้น นัยน์ตาฮู่หงเหลียนพลันหยาดเยิ้ม นางแย้มยิ้มบางๆ ขยับกายเข้าใกล้จ้าวหนิงอีกคืบ ลมหายใจหอมกรุ่นดั่งกล้วยไม้รวยริน พ่นวาจาออดอ้อนระทวยหู “คุณชายจ้าวรูปงามหล่อเหลา สง่างามเหนือผู้ใด วันนี้ยังเมตตาพวกเราถึงเพียงนี้ หากมีสิ่งใดที่ผู้น้อยพอจะตอบแทนได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ขอเพียงคุณชายเอ่ยปาก ผู้น้อยยินดีถวายตัวรับใช้เจ้าค่ะ”
สายตาฮู่หงเหลียนพริ้มพรายดั่งม่านหมอก ยามขยับเข้าใกล้ ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยช่างนุ่มนวลชวนลุ่มหลง ทว่าสีหน้ากลับซ่อนกลิ่นอายสงบเสงี่ยมไว้หลายส่วน
จ้าวหนิงยังไม่ทันตอบสนอง เว่ยอู๋เซี่ยนที่ลอบมองอยู่พลันสะดุ้งเฮือก รีบตะครุบจมูกตัวเอง ทว่าต่อให้ทำเช่นนั้น ก็ไม่อาจสกัดกั้นเลือดกำเดาที่พุ่งทะลักร่องนิ้ว เขาตื่นตระหนกจนต้องก้มหน้ามุดหนีอีกครา
ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ ชายหนุ่มก็ลืมสภาพอนาถของตนไปสิ้น อดใจไม่ไหวต้องลอบชำเลืองมองฮู่หงเหลียนอีกระลอก
จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจอย่างระอา ในเมื่อเขารู้ไส้รู้พุงสตรีผู้นี้ทะลุปรุโปร่ง จึงตัดบทข้ามขั้นตอนหยั่งเชิง เอ่ยเข้าประเด็นทันที “คดีเลือดที่หอเฟยเสวี่ยเมื่อคืน ข้าทราบสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว เชื่อว่าฮู่เอ้อร์เหนียงคงกระจ่างแก่ใจ ยามนี้สมาคมชุดขาวร่วมมือกับพรรคเหยี่ยวคราม หมายกลืนกินอาณาเขตหออี้ผิ่น ไม่ทราบว่าพวกเจ้ามีความมั่นใจจะรับมือหรือไม่”
สิ้นคำ นัยน์ตาฮู่หงเหลียนพลันวูบไหวด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อคืนหออี้ผิ่นส่งคนไปเจรจากับสมาคมชุดขาวที่หอเฟยเสวี่ย นั่นเพราะถูกกดดันอย่างหนัก ประกอบกับขุมกำลังแปลกหน้าที่อีกฝ่ายเผยให้เห็น หออี้ผิ่นจึงตั้งใจถอยครึ่งก้าวเพื่อยุติศึก
หอเฟยเสวี่ยเป็นถิ่นพรรคเหยี่ยวคราม ก่อนหน้านี้พวกมันวางตัวเป็นกลางในศึกระหว่างสองขั้วอำนาจ มิเช่นนั้นหออี้ผิ่นคงไม่กล้าส่งคนไปเหยียบ ทว่าใครจะคาดคิด ระหว่างเจรจา ยอดฝีมือสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามกลับผนึกกำลังลอบกัดคนของหออี้ผิ่นอย่างสายฟ้าแลบ
หากไม่ใช่เพราะน้องสามที่ไปเจรจามีพลังฝึกปรือกล้าแข็ง ซ้ำตัวนางยังนำกำลังซุ่มคุมเชิงอยู่รอบนอก ไม่แน่ว่าคนที่ไปอาจไม่ได้รอดกลับมาแม้แต่ครึ่งคน หากเป็นเช่นนั้น หออี้ผิ่นจะมีกำลังใดหยัดยืนในเยี่ยนผิงได้อีก
ขนาดนางยังเพิ่งรู้ว่าพรรคเหยี่ยวครามสวามิภักดิ์สมาคมชุดขาวหลังเกิดเรื่อง จ้าวหนิงล่วงรู้สถานการณ์นี้ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีสงบเยือกเย็นของเขากลับดูราวกับมองทะลุเค้าลางเหล่านั้นมานานแล้ว
เขาจะรู้ความลับในโลกมืดลึกซึ้งกว่าคนวงในอย่างนางได้อย่างไร
หรือนี่คือรากฐานความน่าสะพรึงกลัวของตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง
ฮู่หงเหลียนสลัดความประมาททิ้ง เก็บซ่อนความดูแคลนที่เคยมีต่อคุณชายเสเพลผู้นี้จนหมดสิ้น “ดูเหมือนคุณชายจ้าวจะกุมความเคลื่อนไหวในยุทธภพเมืองเยี่ยนผิงไว้ในกำมือเลยนะเจ้าคะ”
“ก็แค่รู้มาบ้าง”
จ้าวหนิงยกถ้วยชาที่ซูเยี่ยชิงเพิ่งส่งให้ขึ้นจิบ ก่อนแย้มยิ้มเอ่ยชมว่าชาดี เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดคล้ายกำลังขบคิดบางสิ่งของฮู่หงเหลียน เขาจึงเอ่ยท้วง “ฮู่เอ้อร์เหนียงยังไม่ได้ตอบคำถามข้า”
ฮู่หงเหลียนหลบเลี่ยงแววตาอันแหลมคม แม้ในหัวจะผุดข้ออ้างร้อยแปด ทว่าสุดท้ายก็ยอมคายความจริง “สองขั้วอำนาจผนึกกำลัง ยามที่หออี้ผิ่นสูญเสียยอดฝีมือไปเช่นนี้… พวกเราไร้ความมั่นใจจะรับมือได้จริงๆ เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็รู้สึกว่าคำตอบที่แห้งแล้งช่างขัดกับน้ำใจที่จ้าวหนิงมอบให้ ซ้ำยังดูไร้ความจริงใจ จึงเอ่ยเสริม “พูดตามตรง หากไม่ได้โอสถวารีชำระล้างของคุณชายจ้าว ข้ายังคิดจะสั่งให้หออี้ผิ่นทยอยถอนรากออกจากเมืองเยี่ยนผิง เพื่อหลบเลี่ยงคมหอกคมดาบไปก่อน รอวันหน้าค่อยหวนกลับมาทวงแค้น”
จ้าวหนิงพยักหน้าเล็กน้อย การที่ฮู่หงเหลียนยอมเปลือยความจริงทำให้เขาพึงพอใจและรู้สึกเบาใจไม่น้อย มีเพียงความจริงใจเท่านั้นจึงจะสานต่อบทสนทนาที่ลึกซึ้ง และวางหมากความร่วมมือในสถานการณ์ปัจจุบันได้
“การเจรจาเมื่อคืนถูกลอบโจมตี เป็นข้าที่คาดการณ์พลาด ข้าเพียงคิดไม่ถึงว่าสมาคมชุดขาวจะกล้าลงมือในหอเฟยเสวี่ย สถานที่พลุกพล่านปานนั้น ต่อให้พวกมันมั่นใจว่าจะสังหารคนของเราได้อย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย แต่ก็ควรเผื่อใจไว้บ้าง หากแผนล้มเหลวจนลากเอาทางการเข้ามาเกี่ยว ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาทางลงยากไม่ใช่หรือ”
กล่าวจบ ฮู่หงเหลียนก็จ้องมองจ้าวหนิงด้วยสีหน้าฉงนสงสัย
จ้าวหนิงลอบขบขัน เขารู้ดีว่าฮู่หงเหลียนกำลังโยนหินถามทาง หมายหยั่งเชิงว่าเขารู้ตื้นลึกหนาบางของขั้วอำนาจในเมืองเยี่ยนผิงลึกซึ้งเพียงใด
“เหตุผลง่ายนิดเดียว” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกมันมีผู้หนุนหลัง จึงเหิมเกริมไม่เกรงกลัวสิ่งใด”
“คุณชายจ้าวหมายความว่า…”
จ้าวหนิงไม่อ้อมค้อม “เบื้องหลังสมาคมชุดขาวคือตระกูลหลิว… ตระกูลของชานจือเจิ้งซื่อ หลิวมู่จือแห่งราชสำนัก ซ้ำตระกูลหลิวยังมีคนของตนรับราชการในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง พวกมันจึงมั่นใจว่าต่อให้เรื่องบานปลายใหญ่โต ที่ว่าการเมืองก็สามารถกดเรื่องนี้ให้จมดินได้”
ฮู่หงเหลียนชะงักงัน ความตื่นตะลึงทำให้นางเผลอหลุดปากทวนคำ “สมาคมชุดขาวประจบสอพลอตระกูลขุนนางบุ๋นอย่างตระกูลหลิวเข้าแล้วหรือ”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “พูดให้ถูกคือ… สมาคมชุดขาวคือคมดาบที่ตระกูลหลิวก่อตั้งและชุบเลี้ยงมากับมือแต่เพียงผู้เดียวต่างหาก”
หัวใจของฮู่หงเหลียนกระตุกวูบ นางรีบก้มหน้ายกถ้วยชาขึ้นจิบ อาศัยจังหวะนี้สะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้เผยความหวาดหวั่นจนเกินงาม
ลำพังองค์กรยุทธภพที่มีขุนนางบุ๋นคอยหนุนหลัง หออี้ผิ่นก็รับมือยากแทบกระอักเลือด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายคือปีกที่ตระกูลหลิวฟูมฟักขึ้นมากับมือ
ความสิ้นหวังดั่งเมฆดำก่อตัวขึ้นกลางอก ลำพังแค่สมาคมชุดขาวผนึกกำลังกับพรรคเหยี่ยวคราม พวกนางก็ไร้หนทางชนะ ยามนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับตระกูลหลิว หนทางรอดคงเหลือเพียงการถอนรากออกจากเมืองหลวงจริงๆ
ทว่าหากหนีไปเช่นนี้ ความแค้นของพี่น้องที่ตกตายจะสะสางเช่นไร หออี้ผิ่นอาบเลือดฝ่าฟันในเมืองหลวงมาหลายปี กว่าจะผงาดขึ้นมาถึงจุดนี้ จะให้ยอมตัดใจทิ้งทุกอย่างไปจริงๆ หรือ
หากไร้ซึ่งท่อน้ำเลี้ยงในเมืองหลวง ปากท้องของพี่น้องและครอบครัวเบื้องหลังจะทำเช่นไร ทว่าหากไม่ยอมตัดใจสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต สิ่งที่รอหออี้ผิ่นอยู่… ย่อมมีเพียงความพินาศย่อยยับ
เมื่อฮู่หงเหลียนเงยหน้ามองจ้าวหนิงอีกครา ในใจนางไร้ซึ่งความคิดดูแคลนว่าเขาเป็นเพียงคุณชายเสเพลอีกต่อไป บุรุษผู้มองทะลุกระดานหมากในโลกมืดของเมืองหลวง ทุกย่างก้าวล้วนชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของหออี้ผิ่น ย่อมควรค่าแก่การศิโรราบ
“คุณชายจ้าว… พอจะยื่นมือเข้าช่วยหออี้ผิ่นได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมได้ ข้ายินดียิ่ง”
ฮู่หงเหลียนชะงักค้าง หลังหลุดปากร้องขอ นางยังรู้สึกว่าตนเองช่างได้คืบจะเอาศอก จ้าวหนิงเพิ่งจะช่วยชีวิตคนของนาง ซ้ำสองฝ่ายไม่เคยมีไมตรีจิตต่อกันมาก่อน ใครจะคาดคิดว่าเขาจะตอบรับอย่างฉะฉานปานนี้ นี่มันเหนือความคาดหมายไปไกลลิบ
“คุณชายเต็มใจช่วยพวกเราจริงๆ หรือเจ้าคะ… เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” ยามที่ฮู่หงเหลียนเค้นเสียงถาม ซูเยี่ยชิงก็หยุดมือที่กำลังชงชา ดวงตากลมโตดำคล้ำเบิกกว้าง จ้องมองจ้าวหนิงด้วยความซาบซึ้งระคนฉงนใจ
ทำไมน่ะหรือ
ก็เพื่อกวาดล้างพวกสวะในเมืองหลวงที่บ่อนทำลายชาติบ้านเมือง และอาจตลบหลังศึกกู้ชาติในอีกสามปีข้างหน้า
เพื่อรวบรวมยุทธภพแห่งเมืองเยี่ยนผิงเป็นหนึ่งเดียว รวบขุมกำลังใต้ดินทั้งหมดให้อยู่ใต้เงาตระกูลจ้าว ขยายอำนาจตระกูลจ้าวให้เกรียงไกร
เพื่อให้หออี้ผิ่นเป็นดาบซ่อนเร้น คอยจัดการเรื่องราวที่อำนาจเบื้องหน้าของตระกูลจ้าวไม่สะดวกจะยื่นมือเข้าไป
และเพื่อถอนรากถอนโคนไส้ศึกและเขี้ยวเล็บของเป่ยหู คืนเมืองเยี่ยนผิงที่สะอาดสะอ้านหมดจด
“เพื่อล้างบางตระกูลหลิว ลบชื่อตระกูลขุนนางนี้ให้หายไปจากโลกอย่างถาวร” จ้าวหนิงจิบชาอุ่น วางถ้วยลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา
มือของฮู่หงเหลียนสั่นสะท้าน นางจ้องมองจ้าวหนิงด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
เว่ยอู๋เซี่ยนเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดกำเดาขึ้นมา นัยน์ตาที่มองจ้าวหนิงเบิกกว้างราวกับเห็นผีสางกลางวันแสกๆ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า สหายร่วมก๊วนจะจิตใจเหี้ยมหาญและมีแผนการทะลุฟ้าปานนี้ ถึงขั้นคิดกวาดล้างตระกูลขุนนางบุ๋นอันสูงส่งให้สิ้นซาก
ส่วนซูเยี่ยชิงจ้องมองจ้าวหนิงจนเหม่อลอย ราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับมีดวงดารานับหมื่นแสนพรั่งพรูอยู่ภายใน