ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 272 โชว์เหนือหน้าผู้คน! บดขยี้ข้ามระดับ! (1)
“อาจารย์ เจ้าโจทย์พิเศษข้อนี้โหดเกินไปแล้วนะครับ จะข่มขวัญเด็กๆ พวกนี้ตั้งแต่เริ่มเลยเหรอ ขนาดผมเองยังต่อไม่ได้เลย”
ในบรรดากรรมการทั้งสามคน ชายชราที่สวมหมวกกลมเหลือบมองไปยังสตรีสูงวัยเพียงคนเดียวในหมู่กรรมการ
คุณยายจ้าวเอ่ยว่า “สามีของฉันจากไปตอนฉันอายุห้าสิบปี นั่นเองที่ฉันแต่งกลอนบรรทัดบนนี้ มันมีความหมายพิเศษสำหรับฉัน”
กรรมการคนที่สามเป็นชายชราสวมแว่น เขาส่ายหน้าพูดว่า “’เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่’ ประโยคนี้ต่อให้เป็นเซียนกลอนคู่ทั้งห้าคนนั้นในเวลาสั้นๆ ก็คงแต่งออกมาไม่ได้ มีกลิ่นอายของความเป็นโคลงคู่สมบูรณ์อยู่…”
ที่เรียกว่าคู่สมบูรณ์คือไม่มีใครสามารถแต่งโคลงรองให้เข้าคู่ได้
คุณยายจ้าวยกมือโบก “ต่อไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ เรามาดูกันก่อนว่าระดับของเด็กๆ พวกนี้เป็นยังไง”
เวลานี้ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดหนึ่งร้อยคนส่งกระดาษคำตอบเรียบร้อยแล้ว แต่ละแผ่นเขียนชื่อระบุไว้ กรรมการทั้งสามเริ่มให้คะแนน
กลอนคู่ไม่ใช่สิ่งที่มีคำตอบตายตัว บรรทัดบนหนึ่งบรรทัดสามารถแต่งบรรทัดล่างได้มากมายหลากหลายแบบภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
อย่างเช่นข้อแรกบรรทัดบนคือ ‘ฤดู ร้อน ร่วง หนาว’ บางคนลงว่า ‘ลม ดอก หิมะ จันทร์’ ก็ไม่มีปัญหา บางคนลงว่า ‘ค่ำ ปี เดือน วัน’ ก็ไม่มีปัญหา หรือบางคนจะลงว่า ‘เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ’ ก็ยังไม่มีปัญหาอยู่ดี
ดังนั้นการจะเป็นกรรมการประกวดกลอนคู่ถ้าตัวเองไม่มีฝีมือเลยก็คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน
เมื่อเจอคำลงบรรทัดล่างที่อาจไม่งดงามนักแต่พอจะผ่านเกณฑ์ กรรมการทั้งสามก็มักจะก้มกระซิบปรึกษากันว่าจะให้คะแนนเท่าไรจึงเหมาะสม
ระหว่างที่คณะกรรมการให้คะแนน ผู้ชมใต้เวทีก็ซุบซิบ
“บรรทัดบนพวกนี้ส่วนใหญ่ยากมากเลยนะ ไม่รู้ว่ามีคนจากมหาวิทยาลัยเราเข้ารอบต่อไปได้กี่คน หวังว่าคงไม่ถูกพวกนักศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวมาแย่งชิงไปละ”
ที่นี่คือรังเหย้าของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว การประกวดกลอนคู่วันนี้ตามชื่อคือให้นักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะจินโจวกับวิทยาลัยศิลปะฉีโจวมา ‘แลกเปลี่ยนฝีมือ’ กัน แต่แท้จริงกลับเป็นศึกตัวต่อตัว
ถ้าห้าสิบคนของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวทำผลงานโดยรวมสู้ผู้เข้าแข่งขันห้าสิบคนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวไม่ได้ นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวคงรู้สึกเสียหน้าแน่ๆ ยังไงการแพ้คาบ้านก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า
ทันใดนั้นมีคนสงสัยว่า “ไม่รู้ว่าไปตี้จะเป็นยังไงบ้าง”
นักศึกษาข้างๆ ได้ยินเข้าก็ถอนหายใจทันที “ไปตี้คงถูกคัดออกแน่ๆ”
“หือ? ทำไมละ? เธอรู้ได้ไงว่าไปตี้จะตกรอบ?”
“เธอไม่เห็นเหรอ?” นักศึกษาที่ถอนหายใจคนนั้นส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“เมื่อกี้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างก็เขียนกันมือเป็นระวิง มีแค่ไปตี้คนเดียวที่หยิบพู่กันขึ้นมาขีดไม่กี่ทีแล้วก็วางพู่กันลง คงจะต่อกลอนไม่ได้แล้วละมั้ง”
“ฉันก็เห็น”
“มากสุดเขาคงจะเขียนได้บทสองบท”
“จะเข้ารอบได้อย่างน้อยต้องได้ห้าสิบคะแนนขึ้นไป ต่อได้แค่บทสองบทมันไม่ถึงเกณฑ์หรอกนะ”
ใช่แล้ว อย่างไรเสีย ‘ไปตี้’ ก็เป็นดาวเด่นในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน หลายคนเลยจับตามองเขา
ดังนั้นทุกคนย่อมมองเห็นว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายเพียงตวัดพู่กันสองสามครั้งแล้วก็ ‘เลิก’ ทำโจทย์ไป ทุกคนมองไม่เห็นว่าไปตี้เขียนอะไรลงไปกันแน่ แต่เห็นได้ว่าไปตี้ใช้เวลาเขียนนานเท่าไร
นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวคนหนึ่งพูดอย่างจนใจว่า “ดูจากที่ไปตี้ขีดเขียนแค่นิดเดียวเมื่อกี้ ถ้าเขาจะเข้ารอบต่อไปก็ต้องตอบข้อสุดท้ายให้ได้เท่านั้น”
ทุกคนถึงกับเงียบกริบ ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นหัวกะทิของวิทยาลัยศิลปะจินโจว ใต้เวทีก็มีคนฝีมือดีไม่น้อย ย่อมดูออกว่าโจทย์ข้อสุดท้ายนั้นแทบจะเป็นกลอนคู่สมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงไปตี้เลย เกรงว่าแม้แต่สุดยอดมือหนึ่งกลอนคู่ระดับท็อปของฉินโจวก็ยังต่อไม่ได้!
บนโลกออนไลน์ ผู้ชมที่กำลังดูถ่ายทอดสดก็จับตามองไปตี้เช่นกัน แต่เพราะผู้กำกับภาพไม่ได้จับกล้องที่ หลินจือไป๋ ตลอด ต้องสลับให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ มีจอออกอากาศด้วย ออนไลน์จึงไม่รู้ว่าไปตี้เขียนไปแค่ไม่กี่ขีด ทุกคนเลยยังเฝ้ารอคอยอยู่
‘ไปตี้จะเข้ารอบได้ไหม?’
‘น่าจะมีลุ้นนะ’
‘ดูสีหน้าไปตี้ยังนิ่งมากเลย’
‘เรื่องนี้ตอบยาก ตอนกล้องแพนไปหาไปตี้เขาแทบไม่ได้ขยับพู่กันเลยนะ แต่คนอื่นเขียนเอาๆ เหมือนคิดทางออกไว้ชัดเจนแล้ว’
‘หรือว่าไปตี้ตอบได้ไม่กี่ข้อ?’
‘ไปตี้อาจจะไม่ถนัดกลอนคู่ แต่อย่างน้อยก็เป็นนักศึกษาจิทยาลัยศิลปะฉินโจว บางทีผู้บริหารมหาวิทยาลัยอาจจะชวนเขามาให้คนเยอะๆ ก็ได้ ยังไงซะถ้าไม่มีไปตี้การแข่งขันกลอนคู่ครั้งนี้ก็คงไม่เป็นที่สนใจมากขนาดนี้’
‘พอเข้าใจได้’
แฟนคลับอูฉือพูดว่า ‘ฉันว่าแล้วว่าไปตี้คงไม่รอด ถ้าให้อูฉือมาแข่งละก็เข้ารอบชัวร์!’
‘เหอะ! อูฉือก็ทำเพลง ทำไมไปตี้ไม่ไหวแล้วอูฉือต้องไหวละ?’
แฟนคลับไปตี้ไม่ยอมแพ้ สองฝั่งปะทะคารมกันอีกครั้ง
กรรมการทั้งสามคนที่อยู่ในงานกำลังให้คะแนนคำตอบโคลงรองของผู้เข้าแข่งขัน โดยไม่รู้เลยว่าผู้ชมในงานและในไลฟ์กำลังถกเถียงอะไรกันอยู่
“หือ?”
กรรมการที่สวมแว่นอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ เผลอยกมือปรับแว่นสายตายาวบนสันจมูก จากนั้นก็ก้มลงไปมองคำตอบใกล้ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเหลือเชื่อว่า “นี่มัน…”
“มีอะไรเหรอ?” ชายชราหมวกกลมชะโงกหน้ามาดูด้วยความสงสัย
แต่มองเพียงแวบเดียวก็ชะงักงันราวกับถูกฟ้าผ่า พึมพำว่า “ต่อได้แล้ว…”
เขารีบดึงคุณยายจ้าวที่อยู่ข้างๆ พลางกดเสียงที่ตื่นเต้นเอ่ยว่า “ดูนี่สิ! โคลงต้นของคุณมีคนแต่งโคลงรองออกมาแล้ว!”
“อย่าพูดเล่นน่า” คุณยายจ้าวเข้าใจว่าชายชรากำลังล้อเล่น เลยยิ้มพลางพูดว่า
“ข้อนี้ฉันก็แค่แต่งออกมาเล่นๆ เอง ตัวฉันเองยังคิดโคลงรองไม่ลงตัวเลย หรือจะบอกว่าที่คิดออกก็รู้สึกว่ามันขาดอะไรไปบางอย่าง เด็กๆ พวกนี้คงไม่มีใคร…”
ปากพูดไปแบบนั้นแต่สายตาของคุณยายจ้าวก็ยังกวาดมามอง แล้วจากนั้นก็เห็นกระดาษคำตอบแผ่นหนึ่งที่พิเศษกว่าของคนอื่นๆ ด้านบนเขียนไว้สั้นๆ เพียงเจ็ดตัวอักษร เรียกได้ว่าเป็นคำตอบที่กระชับที่สุด!
แต่เมื่อเจ็ดตัวอักษรนั้นสะท้อนเข้าตาคุณยายจ้าว กลับหนักหน่วงดังภูเขา ริมฝีปากของเธอสั่นระริกเบาๆ ถึงกับเหม่อลอยไปทั้งตัว
“ใครนะ?”
“หลินจือไป๋”
ชายชราหมวกกลมกับชายชราสวมแว่นเหลือบมองชื่อบนกระดาษแล้วเผลอเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
ผู้ชมในฮอลล์และในไลฟ์ย่อมไม่ได้ยินสิ่งที่กรรมการพูดคุยกัน แต่ปฏิกิริยาตื่นเต้นของกรรมการทั้งสามกลับเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็นเต็มตา
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมกรรมการทั้งสามคนดูตื่นเต้นมากเลย?”
“หรือว่ามีผู้เข้าแข่งขันคนไหนตอบได้ดีเป็นพิเศษ?”
“ไม่ๆๆ ฉันว่าอาจจะมีคนต่อกลอนโจทย์ข้อสุดท้ายออกก็ได้!”
“เป็นไปไม่ได้มั้ง? ‘เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่’ โคตรยากเลยนะ!”
“โจทย์อื่นก็ยากเหมือนกันแต่ยังพอมีทางคิดออกอยู่ มีแค่ข้อนี้แหละที่ฉันคิดไม่ออกเลยสักนิด!”
“แต่ดูจากท่าทีกรรมการแล้ว นอกจากเหตุผลนี้ก็คงไม่มีคำอธิบายอื่นแล้วละ”
“บ้าน่า มีคนต่อได้จริงๆ เหรอ? ใครกัน? ใครที่เก่งขนาดนั้น!”
ความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนถูกจุดขึ้นแล้ว
ในการแข่งขันครั้งนี้ยังมีปรมาจารย์โคลงคู่ห้าท่านที่ได้สิทธิเข้ารอบชิงโดยอัตโนมัติรวมด้วย ตอนนี้ทั้งห้าคนก็กำลังคุยกันอยู่
“เป็นไงบ้าง?”
“ค่อนข้างง่ายนะ”
“ห้าสิบข้อฉันทำได้สี่สิบเก้าข้อ”
“แต่โจทย์ข้อสุดท้ายนี่เกินระดับจริงๆ อย่าว่าแต่นักศึกษาเลย แม้แต่ปรมาจารย์โคลงคู่ระดับสูงของทั้งบลูสตาร์ก็ใช่ว่าจะคิดกลอนต่อที่เหมาะสมออกภายในสิบนาทีได้”
“อย่างน้อยฉันก็ทำไม่ได้”
“ฉันก็ไม่ไหว พวกเราห้าคนไม่มีใครทำได้เลย”
บรรดาปรมาจารย์ทั้งห้าถกกันเรื่องข้อที่ห้าสิบอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังนึกกลอนที่เข้าทำต่อไม่ออก
“แต่ดูสีหน้ากรรมการแล้ว ทำไมเหมือนมีคนทำโจทย์ข้อสุดท้ายได้เลยละ?” หนึ่งในนั้นหันไปมองคณะกรรมการ
“ไม่น่าเป็นไปได้นะ?” ปรมาจารย์อีกสี่คนไม่ค่อยเชื่อ
“น่าจะมีคนตอบถูกสี่สิบเก้าข้อแรกมากกว่า แค่ทำสี่สิบเก้าข้อให้เสร็จภายในสิบนาทีได้ก็พอให้ตะลึงแล้ว”
“คงอย่างนั้นแหละ”
“แต่ว่าต่อให้ไล่ทำรวดเดียวสี่สิบเก้าข้อแรก ก็ยังไม่ยากเท่ากับทำข้อที่ห้าสิบได้”
“เท่านั้นก็ดีมากแล้ว คนที่ทำสี่สิบเก้าข้อแรกได้ระดับฝีมือก็ใกล้เคียงพวกเราแล้ว อย่าดูแคลนนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำแบบนี้เชียว”
แล้วท่ามกลางปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย คณะกรรมการให้คะแนนเสร็จเรียบร้อยและส่งผลไปให้พิธีกรแล้ว
พิธีกรเห็นผลแล้วก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นพิธีกรก็สูดหายใจเข้าลึกพลางมองไปยังผู้ชมในฮอลล์และกล้องไลฟ์สด
“ผลคะแนนรอบคัดเลือกออกมาแล้วค่ะ ในรอบคัดเลือกโคลงคู่มีผู้ถูกคัดออกสี่สิบแปดคน และผ่านเข้าสู่รอบสองห้าสิบสองคน ต่อไปจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ เรียงตามคะแนนจากน้อยไปมากนะคะ ติงฮุยเหมย, เฉินเจี้ย, เจี่ยงฟาหมิง, ตงผิง, โจวหยาง, ไช่ต๋าเผิง…”
พิธีกรเริ่มประกาศรายชื่อจากผู้ที่ทำได้ถึงเกณฑ์ผ่านห้าสิบคะแนนขึ้นไปก่อน ทุกครั้งที่พิธีกรเอ่ยชื่อ หน้าจอขนาดใหญ่จะขึ้นผลงานโคลงคู่ของคนคนนั้นทันทีเพื่อแสดงความโปร่งใสของการแข่งขันครั้งนี้
เมื่อรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบทยอยปรากฏ ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันหนึ่งร้อยคน บางคนเฮด้วยความตื่นเต้นขณะที่บางคนก้มหน้าด้วยความผิดหวัง และระหว่างนั้นชื่อของ หลินจือไป๋ ก็ยังไม่ปรากฏเสียที
ผู้ชมในฮอลล์ไม่แปลกใจนักเพราะต่างเห็นกันอยู่ว่าเมื่อครู่ที่แข่งขัน ไปตี้แทบไม่ได้เขียนอะไรเลย
ส่วนในห้องถ่ายทอดสดออนไลน์แฟนๆ ของไปตี้เริ่มกระสับกระส่าย แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนบอกว่าไปตี้แทบไม่ขยับพู่กันเลย แต่ทุกคนก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง ทว่าพอฟังอยู่นานก็ยังไม่ได้ยินชื่อของอีกฝ่าย หลายคนก็เริ่มรู้สึกไม่สู้ดีแล้ว
‘ทำไมยังไม่ถึงชื่อไปตี้สักทีละ?’
‘อาจารย์ไปตี้ไม่ผ่านเข้ารอบจริงเหรอ?’
‘ฉันว่าฝีมือด้านภาษาในเนื้อเพลงของไปตี้ดีมากเลยนะ ไปตี้คงไม่ใช่ชื่อวงการหรอกมั้ง ชื่อจริงของเขาน่าจะหลินจอมอวด’
‘เขาชื่อ หลินจือไป๋’
‘แต่ชื่อของ หลินจือไป๋ ก็ยังไม่โผล่มาเลยนะ’
‘ดูท่าไปตี้จะไม่ค่อยเท่าไหร่นะ’
‘อ้าว นายยังเล่นมุกพ้องเสียงอยู่อีกใช่ไหม?’
‘ต้องเป็นอูฉือ ชื่ออูฉือฟังดูมีรสนิยมทางวรรณศิลป์กว่าไปตี้เยอะ’
แฟนคลับของไปตี้กับอูฉือยังเถียงกันดุเดือด ขณะเดียวกันพิธีกรในฮอลล์ก็ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าเพราะคอแห้งหรือเปล่าพอจะอ่านชื่อถัดไป พิธีกรหญิงคนสวยกลับหยุดชะงักเล็กน้อย คราวนี้ไม่เอ่ยชื่อทันทีแต่ยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทั้งยินดีและชื่นชมว่า
“ชื่อถัดไปนี้ควรค่าแก่การจดจำนะคะ”
ควรค่าแก่การจดจำ?
พอได้ยินน้ำเสียงจริงจังขึ้นของพิธีกร หลายคนก็โยงไปถึงปฏิกิริยาตื่นเต้นของคณะกรรมการเมื่อครู่ทันที เกรงว่าคนที่ทำให้กรรมการตื่นเต้นคงจะถูกประกาศชื่อต่อจากนี้สินะ?
‘จะใช่ไปตี้ไหมนะ?’
แฟนๆ ไปตี้ที่ดูไลฟ์ยังไม่ถอดใจยังคงมีความหวังอยู่ลึกๆ ผู้ชมในฮอลล์ก็จ้องมองพิธีกรตาไม่กะพริบ
แต่พิธีกรกลับยังอุบไว้ไม่เฉลยแถมพูดชมเสียยืดยาว “เพราะนักศึกษาคนนี้สามารถต่อโคลงได้ถึงสี่สิบแปดข้อ และทั้งสี่สิบแปดข้อยังได้รับคะแนนเต็ม มีแค่สองข้อสุดท้ายที่นักศึกษาคนนี้ต่อไม่ได้”
หือ! ทั้งฮอลล์พลันฮือฮาอื้ออึง
ตอนที่ 272 โชว์เหนือหน้าผู้คน! บดขยี้ข้ามระดับ! (2)
“โห!”
“สี่สิบแปดข้อเหรอ?”
“สิบนาที?”
“โคตรเจ๋ง!”
“โคตรเทพ!”
“จะเป็นใครกันนะ!”
“ยังไงก็ไม่ใช่ไปตี้หรอก”
“ฉันเห็นไปตี้ตอบอยู่ไม่กี่ข้อ”
“เดาว่าไปตี้คงตกรอบไปแล้ว”
“ขอให้เป็นคนจากมหาวิทยาลัยเราทีเถอะ อย่าให้เป็นของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวเลย!”
เพราะผู้ชมส่วนใหญ่ในฮอลล์เป็นนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจว เจ้าบ้านก็ย่อมเชียร์คนจากสถาบันตัวเองเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น
ขณะทุกคนกำลังกังวลอยู่นั้น ในที่สุดพิธีกรก็เฉลย “ขอเสียงปรบมือดังๆ แสดงความยินดีกับอัจฉริยะจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจว เจียงเทา!”
แม่เจ้า! เป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวจริงๆ!
พอนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวที่อยู่ในงานได้ยินผลก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรักษามารยาทของเจ้าภาพ ส่งเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น
ในเวลาเดียวกัน ผู้เข้าแข่งขันจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวไม่ว่าจะเข้ารอบหรือไม่ ต่างก็โห่ร้องยินดีกันถ้วนหน้า!
“เจียงเทา!”
“เจียงเทา!”
“เจียงเทา!”
ถ้าไปตี้คือดาวเด่นในใจเด็กวิทยาลัยศิลปะจินโจว เช่นนั้นเจียงเทาก็คือดาวเด่นของวิทยาลัยศิลปะฉีโจว!
เห็นเจียงเทาไปเยือนถิ่นคู่แข่งแล้วยังแสดงฝีมือได้อย่างกล้าหาญ นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะอวี้โจวก็พลอยภาคภูมิใจไปด้วย ต่างพากันตะโกนชื่อของเขาราวกับเป็นการตอบโต้เหล่านักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวที่ก่อนหน้านี้พากันตะโกนชื่อ ‘ไปตี้’ กึกก้องสลับไปมา
บางคนถึงกับวางแผนไว้แล้วว่าจะกลับไปโม้กับเพื่อนที่สถาบันให้หนำใจ รอบนี้เจียงเทาช่วยชูหน้าชูตาให้อวี้โจวสุดๆ เลย!
ส่วนเจียงเทาเองก็ยิ้มอย่างสำรวม ผลก็ออกมาตามคาดว่าเขาได้ที่หนึ่ง ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังสะใจอยู่ดี เขาชอบเป็นจุดเด่น หลงใหลทั้งเสียงปรบมือและคำชมเชย ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขาเคลิบเคลิ้ม
แต่แล้วขณะที่เสียงปรบมือดังต่อเนื่องไปกว่าสิบวินาที จู่ๆ พิธีกรก็เอ่ยขึ้นว่า
“ถ้าจะบอกว่าชื่อของเจียงเทาคู่ควรให้ทุกคนจดจำแล้วละก็ งั้นชื่อของนักศึกษาคนต่อไปนี้ ดิฉันคงไม่ต้องเน้นอะไรเป็นพิเศษเลย ต่อไปทุกคนอยากลืมก็จะลืมไม่ลงแล้วละค่ะ…”
รอยยิ้มของเจียงเทาชะงักแข็งค้างในทันที เสียงปรบมือของผู้ชมในฮอลล์ก็ชะงักลงชั่วขณะ
เจียงเทาที่ตอบถูกสี่สิบแปดข้อยังไม่ใช่ อันดับหนึ่งของรอบคัดเลือกอย่างนั้นหรือ?
งั้นที่หนึ่งคือใครกัน? หรือว่าคนที่ได้ที่หนึ่งตอบถูกถึงสี่สิบเก้าข้อ!?
ทุกคนต่างดวงตาเบิกกว้าง ครั้งนี้ผู้ชมในไลฟ์ไม่มีใครกล้าพูดขึ้นมาอีกแล้วว่า ‘หรือจะเป็นไปตี้’ แถมหลายคนยังหมดความสนใจจะดูต่อไปด้วยซ้ำ อย่างไรเสียหลายคนก็เข้ามาเพราะไปตี้ แต่ในเมื่อไปตี้ตกรอบไปแล้วจะดูต่อไปทำไมอีก?
แต่ครั้งนี้พิธีกรไม่ได้อ้อมค้อมต่อไป เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “ชื่อนักศึกษาคนนี้ก็คือ…”
ท่ามกลางหางเสียงที่ลากยาว พิธีกรพลันเปล่งเสียงประกาศชื่อนั้นออกมาดังชัด
“หลินจือไป๋”
ผู้ชมทั้งฮอลล์ต่างผงะอึ้ง ทุกคนลืมปรบมือกันเสียสนิท บางคนถึงกับคิดว่าหูตัวเองมีปัญหา
หลินจือไป๋? ไม่ใช่ชื่อจริงของไปตี้หรอกเหรอ?
แต่เมื่อกี้ไปตี้แทบไม่ได้ตอบอะไรเลยนะ จะเป็นไปได้ยังไง… เดี๋ยวก่อนนะ! หรือว่าเขาตอบโจทย์ข้อสุดท้ายได้!?
ตึง! ฮอลล์พลันระเบิดเสียงฮือฮา! ส่วนห้องถ่ายทอดสดฮือฮายิ่งกว่า!
ผู้ชมจำนวนมากที่เข้ามาเพราะไปตี้กำลังจะเลิกดูอยู่แล้ว แต่พอได้ยินสามคำว่า “หลินจือไป๋” ก็ถึงกับตาค้างกันไปทีเดียว พลังกลับมาเต็มเปี่ยม!
‘หลินจือไป๋?’
‘ก็ไปตี้นั่นแหละ!’
‘ไปตี้ได้ที่หนึ่ง!?’
‘ฉันว่าแล้วที่หนึ่งจริงๆ แม่เจ้า!’
‘แต่ไปตี้แทบไม่ได้เขียนอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?’
‘ถ้าเขาชนะเจียงเทาก็ต้องตอบถูกสี่สิบเก้าข้อใช่ไหม?’
‘ไม่ๆๆ! ยังมีความเป็นไปได้อีกแบบนั่นคือเขาทำโจทย์ข้อสุดท้ายได้!’
‘ข้อสุดท้าย!?’
ราวกับได้ยินความสงสัยของผู้ชมทั้งในงานและในไลฟ์ พิธีกรสาวผู้สวยสงางามยิ้มแล้วพูดว่า
“ใช่แล้วค่ะ หลินจือไป๋ เป็นคนที่แต่งโคลงรองของโคลงต้นบทที่ห้าสิบ ‘เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่’ ส่วนโคลงรองนั้นขอเชิญทุกท่านดูที่จอใหญ่ได้เลยค่ะ…”
ว้าว! บนจอยักษ์ปรากฏโคลงรองของ ‘เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่’ เป็นอักษรเหล่านั้น
‘หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย!’
ฮือฮา! เจียงเทาตะลึง! ผู้ชมในฮอลล์ตะลึง! ผู้ชมในไลฟ์ก็ตะลึง!
แม่แต่ปรมาจารย์ห้าเซียนโคลงคู่ก็ยังตะลึง! พวกเขานึกว่า หลินจือไป๋ น่าจะตอบได้รวดเดียวสี่สิบเก้าข้อ ผลกลับไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในก้าวเดียว ต่อโคลงข้อที่ห้าสิบได้ตรงๆ!
นี่มันคู่สมบูรณ์เชียวนะ! โจทย์ที่ถึงขั้นแม้แต่ห้าปรมาจารย์โคลงคู่ยังจนปัญญากลับถูกนักศึกษาคนหนึ่งแก้ได้?
วินาทีนั้นทั้งหอประชุมเงียบกริบลง “เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่, หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย…”
ณ ตรงนั้นเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงอีกานกกระจอก ทุกคนต่างเงียบสงบลิ้มรสโคลงรองนี้อยู่ในใจ บางคนครุ่นคิด บางคนกลับคล้ายว่าไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะใช่ว่าทุกคนจะเชี่ยวชาญด้านนี้
ตากล้องแพนกล้องไปที่ หลินจือไป๋ ใบหน้าสงบนิ่งของเขาขึ้นจอถ่ายทอดสด ผู้ชมรู้สึกได้เพียงความยิ่งใหญ่สูงสง่าดุจภูผา!
‘เจ๋งเป้ง!’
‘โคตรเก่งเลย!’
‘แบบนี้ก็ยังต่อได้!’
‘มีใครช่วยอธิบายได้ไหมว่าความหมายมันคืออะไร?’
‘ยังดูไม่ออกเหรอ โคลงต้นทั้งหมดใชอักษรที่มีส่วนหลังคา (宀) ส่วนโคลงรองทั้งหมดใชอักษรที่มีส่วนต้นไม้ (木)! แค่การออกแบบอย่างนี้ก็ยากแสนยากแล้ว!’
‘ฉันหมายถึงความหมายของประโยคนี้ต่างหาก’
‘ความหมายก็ง่ายมากตรงตัวเลย ถึงจะหนุนหมอนทำจากไม้อู๋ถงแล้วอยู่คู่กันจนแก่เถ้า สุดท้ายก็เป็นเพียงความเศร้าเสียเปล่าเท่านั้นเอง ประโยคนี้เหมือนเป็นการปลอบโยนหญิงหม้ายในโคลงต้นว่า อยู่คนเดียวก็ไม่แย่นะ’
‘โคลงต้นเขียนความเศร้าหมอง โคลงรองเขียนการปลอบใจ’
‘ยอดฝีมืออยู่ในหมู่ชาวบ้านนี่เอง พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็เข้าใจแล้ว โคลงรองนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ!’
‘ไม่ใช่แค่นั้นนะ! โคลงรองนี้เหมือนยังมีชั้นเชิงอื่นซ่อนอยู่อีกนะ’
‘ชั้นเชิงอะไร?’ มีคนถามต่อในคอมเมนต์ไลฟ์
ขณะที่พิธีกรในงานก็หันไปมองกรรมการทั้งสามคน “อาจารย์ทั้งสามท่านมีอะไรอยากเสริมไหมคะ?”
ชายชราสวมแว่นเอ่ยขึ้นก่อนว่า “โคลงรองของ หลินจือไป๋ นี้มีชั้นเชิงอยู่สองประการ เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมหรอกที่มองออก ทุกคนก็น่าจะมองออกเหมือนกัน
ชั้นเชิงแรกคือการจัดระดับเสียงที่รับกันอย่างประณีต ชั้นเชิงที่สองคือเนื้อหาที่เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล ไม่ใช่คนละเรื่องคนละมุม เทียบกับความโดดเดี่ยวในโคลงต้นแล้วเขาถ่ายทอดความหมายเป็นการปลอบโยนสตรีในโคลงต้นว่าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ จึงได้เป็น ‘หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย’ ที่ทุกตัวมีองค์ประกอบตัวอักษรไม้ข้างเหมือนกันหมด”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก” ชายชราหมวกกลมขัดขึ้นว่า “ยังมีชั้นเชิงที่สามอีก”
ชายชราสวมแว่นชะงัก “ชั้นที่สาม?” ผู้ชมก็อึ้งเช่นกัน
สองชั้นก็สุดยอดแล้วนี่ยังมีชั้นที่สามอีกเหรอ?
ชายชราหมวกกลมมองไปที่ หลินจือไป๋ แล้วเอ่ยว่า “ในโคลงรองนี้มีตัวอักษรหนึ่งตัว คงเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจออกแบบมาสินะ?”
“พักพิง (梳)” หลินจือไป๋ ยิ้มตอบ ชายชราหมวกกลมผู้นี้มีทักษะสูงส่ง มองปราดเดียวก็จับชั้นเชิงที่ลึกกว่านั้นได้ทันที
“พักพิง?” พิธีกรยังงุนงง จึงถามแทนผู้ชมทันทีว่า “ตัวนี้มีนัยสำคัญอะไรเป็นพิเศษเหรอคะ?”
“แน่นอนว่ามีสิครับ” ชายชราหมวกกลมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “โคลงคู่เป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากคนโบราณ คนโบราณใช้ตัวอักษรแบบตัวเต็ม ส่วนตัวอักษรที่เราใช้ในปัจจุบันผ่านการทำให้เรียบง่ายมาหลายชั่วอายุแล้ว ตัวอักษร 梳 คำนี้หากเป็นอักษรตัวเต็มที่จริงแล้วเขียนว่า 櫛 จึงสอดรับกับคำว่าหญิงหม้ายที่เป็นความหมายในโคลงต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
หือ? รูปเขียนแบบตัวเต็มของคำว่า 梳?
ต่อให้เป็นผู้ชมที่พอจะมีฝีมือและภูมิความรู้ ในเวลานี้ก็ถึงกับตะลึง โคลงรองนี้กลับซ่อนความหมายชั้นนี้ไว้ด้วย ไปตี้คิดเผื่อไปถึงการเขียนอักษรตัวเต็มเลยทีเดียว!
เจียงเทาที่อยู่ข้างๆ ตกตะลึง สายตาที่มอง หลินจือไป๋ เต็มไปด้วยความงุนงง
โคลงรองนี้แค่การรับสัมผัสและการจับคู่ความหมายตรงตัวก็เพียงพอให้เขาตกตะลึงแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะยังมีชั้นเชิงเรื่องอักษรตัวเต็มซ่อนอยู่อีก!
ตัวเองไม่ต้องพูดถึงเลยว่าแต่งโคลงรองไม่ออก… แม้แต่ชั้นเชิงอันล้ำลึกในโคลงรองของเขายังมองไม่ทะลุทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ!
ครืน! เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วงาม ผู้ชมต่างก็ทึ่งกับไปตี้ราวกับเขาเป็นเทพเซียน!
การแสดงฝีมือของไปตี้ครั้งนี้เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่กว่าการตอบถูกสี่สิบเก้าข้อแรกเสียอีก คุณภาพบดขยี้ปริมาณ!
แต่มันจบแค่นี้หรือ?
คุณยายจ้าวผู้แต่งโคลงต้น ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยออกมาในที่สุดว่า “โคลงต้นนี้ฉันเป็นคนเขียนเอง จริงๆ แล้วโคลงรองนี้ต้องยังมีชั้นเชิงที่ลึกอยู่อีกสินะ?” คุณยายจ้าวว่าพลางหันไปมอง หลินจือไป๋ ผู้ชมได้ยินดังนั้นก็ชักเริ่มมึนงง! อะไรกันเนี่ย?
ความหมายก็เข้าคู่ ระดับเสียงก็รับกัน แถมยังเอาการออกแบบจากอักษรตัวเต็มมาใช้ แต่กลับยังมีชั้นที่สี่อีกงั้นหรือ!? ซ้อนเป็นตุ๊กตามาตริยอชกาหรือไง!?
หลินจือไป๋ กลับกล่าวยิ้มๆ ว่า “แค่เสียงพ้องน่ะครับ ให้ยิ้มกันเล่นๆ”
“นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเสียงพ้องธรรมดา หรือจะพูดว่าการเล่นเสียงพ้องแบบนี้เมื่อรับกับโคลงต้นแล้วยิ่งดูแยบยลขึ้นไปอีก” สายตาที่คุณยายจ้าวมอง หลินจือไป๋ เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
พิธีกรรู้สึกว่าสติปัญญามีไม่พอใช้ รีบถามต่อว่า “ทั้งสองท่านอย่าอ้อมค้อมเลยค่ะ ชั้นเชิงที่สี่นี้อยู่ตรงไหนกันแน่คะ?”
“ก็พูดไปแล้วไม่ใช่เหรอ? การเล่นเสียงพ้อง” คุณยายจ้าวแล้วพูดว่า “ลองอ่านโคลงรองของเขาซ้ำๆ ดูสิ”
“เสียงพ้อง?” พิธีกรจึงอ่านทวนอย่างชัดถ้อยว่า “หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย… หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย…”
ทันใดนั้นพิธีกรเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกล่าวว่า
“อยู่ที่สองคำสุดท้ายนี่เอง! หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย! คำว่าเชียงพ้องเสียงกับคำว่าคิดถึง ส่วนชีก็คือภรรยา! งั้นก็เป็นหมอนอูถงผู้คิดถึงภรรยา! คิดถึงภรรยาก็คือการโหยหาภรรยา!”
โหย! โคลงต้นคือหญิงหม้ายคร่ำครวญถึงความเปล่าเปลี่ยว หญิงหม้ายก็คือคนที่สูญเสียสามีไปแล้ว!
ส่วนโคลงรองมีเสียงพ้องกับคำว่า ‘คิดถึงภรรยา’ เมื่อนำมาใส่ไว้ตรงนี้ก็จะไม่ใช่แค่การเล่นเสียงพ้องเฉยๆ อีกแล้ว!
วินาทีนั้น ผู้ชมแตกฮือ! ณ สถานที่แข่งขัน
“โคลงต้นบทนี้ไม่บอกว่าเป็นโคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาลก็คงใกล้เคียงแล้ว ความยากขนาดนี้ไปตี้ไม่เพียงแค่แต่งโคลงรองออกมาได้ ยังต่อได้แบบไร้รอยต่อ ทั้งบรรยากาศและความหมายสอดรับกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย!”
“สุดยอด!”
“สุดยอดจริงๆ! นี่แหละเหตุผลว่าทำไมเมื่อกี้ไปตี้ถึงเขียนอยู่ไม่กี่ขีด ที่แท้เพราะไม่สนใจสี่สิบเก้าข้อแรกแต่พุ่งไปที่ข้อที่ยากที่สุดตั้งแต่ต้น!”
“นี่แหละที่เรียกว่าพรสวรรค์ทางวรรณศิลป์พลุ่งพล่าน!”
“มั่นใจสุดๆ เลย เขาหล่อมากฉันหลงรักเลย สมแล้วที่เป็นไปตี้!”
“ฮ่าๆๆๆ เมื่อกี้ฉันแทบหายใจไม่ทัน นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉีโจวคนนั้น เจียงเทาน่ากลัวจริงๆ แต่ฝั่งเรามีไปตี้ ผู้เข้าแข่งขันระดับอาวุธนิวเคลียร์คนนี้!”
“ต่อให้เธอตอบได้สี่สิบแปดข้อแล้วไง?”
“ไปตี้ใช้แค่ไม่กี่คำก็กวาดเรียบทั้งสนามแล้ว!”
“สะใจ! ขี้เกียจเขียนเยอะ ยังไงตอบข้อสุดท้ายได้ก็เข้ารอบอยู่ดีนี่นา”
ในไลฟ์สด
‘โคลงรองนี้กลับมีถึงสี่ชั้นเชิงเลยเหรอเนี่ย!’
‘ต่อให้เอาโคลงรองมาให้ฉันอ่าน ฉันก็ยังดูไม่ออกอยู่ดี!’
‘นี่แหละตัวท็อป!’
‘รอบนี้ไปตี้เป็นยังไงละ?’
‘แฟนคลับอูฉือรีบออกมาพูดหน่อยสิ!’
‘ถ้าอูฉือมาจะทำได้อย่างไปตี้หรือเปล่า?’
‘ถึงอูฉือมาจริงๆ ก็ยังต้องคุกเข่า รอบนี้ไปตี้ไร้เทียมทาน!’
‘ไม่คิดว่าฝีมือโคลงคู่ของไปตี้จะสูงขนาดนี้ ฉันสงสัยว่ายอดฝีมือโคลงคู่ห้าคนนั้นก็ยังต่อโคลงนี้ไม่ออกเลยด้วยซ้ำ!’
‘ไม่ต้องสงสัยเลย ดูจากสีหน้าของพวกเขาก็รู้แล้วว่าพวกเขาแต่งไม่ออกจริงๆ’
‘รอบนี้แอ็คจนฉันทึ่งได้จริงๆ!’