พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่157 ย้อนวันวาน ชมหมู่ดาราใต้แสงจันทร์
บทที่157 ย้อนวันวาน ชมหมู่ดาราใต้แสงจันทร์
เมิ่งซีโจวแหงนหน้าขึ้นมองท้องนภา ค้นหาดาวเหนือที่ชาติก่อนนางเคยใช้นำทางหลายครั้งหลายครา เมื่อครั้งที่หลบหนีออกมาจากหมู่บ้านเสี่ยวเหอ แล้วจิตใจที่แกว่งไกวก็ค่อยๆสงบนิ่งลง
หวังว่าชู้รักของฮูหยินเมิ่งจะรู้ความเช่นเดียวกับฉู่เซียว ยอมเข้ามาอยู่ในตาข่ายกับดักที่นางวางไว้อย่างว่าง่ายเถิดนะ!
เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แผนการครั้งนี้ไม่จะไม่มีข้อผิดพลาดอันใดเกิดขึ้น ลงมือเพียงครั้งเดียวต้องปลิดชีพได้ในทันที…
ดวงตาของเมิ่งซีโจวปรากฏแสงสว่างขึ้นวูบหนึ่ง
หมากเบี้ยตัวอื่นๆบนกระดานเวลานี้ สมควรจะต้องเริ่มขยับเดินได้แล้วเช่นกัน
มีเพียงการวางกับดักซ้อนเป็นทอดๆเท่านั้น จึงจะมั่นใจได้ว่าฮูหยินเมิ่งจะกระโดดลงไปอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง
นอกจากชู้รักผู้นั้นแล้ว นางยังต้องตามหาคนอีกผู้หนึ่งด้วย ซึ่งก็คือเมิ่งจิ่งหมิง
พี่ชายคนรองซึ่งเป็นบุตรสายอนุ ที่หายตัวไปเนิ่นนานผู้นั้น
สำหรับคนผู้นี้ เมิ่งซีโจวหาได้มั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทว่าพี่ชายของนางผู้นี้มีความเฉลียวฉลาดเหนือคนมาตั้งแต่เยาว์วัย ความคิดอ่านสุขุมลุ่มลึกเสียยิ่งกว่าพี่ชายใหญ่ ที่เป็นบุตรชายสายหลักอย่างเมิ่งจิ่งหงซึ่งมีนิสัยทะเยอทะยานเกินตัว แต่ความสามารถกลับตื้นเขินผู้นั้นเสียอีก
หากสวรรค์มีตา บางทีเขาอาจจะกลับมาได้อย่างปลอดภัย และสามารถเป็นกำลังช่วยนางได้อีกแรงกระมัง?
เวลาค่อยๆเคลื่อนผ่านไปพร้อมกับห้วงความคิด
กระเบื้องหลังคาทั้งแข็งกระด้างทั้งเย็นเยียบ ไอหนาวเหน็บทำเอาขาและเท้าของนางชาไปหมด เมิ่งซีโจวถึงกับต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วค่อยๆขยับร่างที่แข็งเกร็งเล็กน้อยของตน พยายามเสาะหาท่วงท่าที่พอจะให้รู้สึกสบายขึ้นสักหน่อย
ทว่าในชั่วขณะที่ร่างของนางเพิ่งจะไหวตัว ก็บังเกิดเสียงแผ่วเบาดังขึ้น เป็นเสียงปีนป่ายที่เบาจนแทบจับมิได้สายหนึ่ง เปล่งดังขึ้นจากทางบันไดด้านหลังนาง!
สัญชาตญาณระมัดระวังภัยในใจของเมิ่งซีโจว พลันส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างขึงตึงในชั่วพริบตา ประหนึ่งสายธนูที่ถูกน้าวจนสุดแรง! หัวใจของนางเต้นกระหน่ำบ้าคลั่งอยู่ในอก จนแทบจะทะลุอกออกมาด้านนอก!
เป็นผู้ใดกัน?!
ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ ผู้ใดยังแอบย่องขึ้นมาบนหลังคาเรือนของนางลับๆล่อๆเช่นนี้?!
ไอสังหารเย็นเยียบสายหนึ่งเข้าครอบงำความคิดทั้งหมดของเมิ่งซีโจวในชั่วพริบตา!
นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย กดเสียงต่ำตวาดเฉียบขาด
“ลั่วกู่!”
แต่เสียงที่ตอบรับมากลับเป็นเพียงเสียงสายลมยามราตรี ที่พัดลอดกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงครวญครางหวีดหวิวเท่านั้น
และยังมี…เสียงปีนป่ายที่ดังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆอีกหนึ่งเสียง เสียงหนักแน่นมั่นคง คล้ายค่อยๆบีบคั้นเข้ามาใกล้นางทีละก้าว!
ลั่วกู่ไม่อยู่รึ? หายหัวไปในยามคับขันเยี่ยงนี้นี่นะ?!
ไอเย็นสายหนึ่งพลันพุ่งวาบขึ้นสู่กลางกระหม่อมของนางทันใด!
เป็นเรื่องบังเอิญรึ? หรือว่า…นี่จะเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ?!
ยามคับขันเป็นตายถึงชีวิตเช่นนี้ จะหวังพึ่งโชคเพียงครึ่งส่วนย่อมไม่ได้!
และนางก็ไม่มีวันยอมนั่งรอคอยความตายอยู่เฉยๆเป็นแน่!
ประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่านดวงตาทั้งสองของเมิ่งซีโจว นางหยัดกายลุกขึ้นอย่างมั่นคง รีบคว้าเศษกระเบื้องขึ้นมา แล้วเล็งไปยังตำแหน่งบันไดที่เงาคนกำลังจะโผล่ขึ้นมา จากนั้นจึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ขว้างเศษกระเบื้องในมือออกไปอย่างสุดกำลัง!
“เพล้ง——!”
เศษกระเบื้องพุ่งแหวกห้วงอากาศออกไปพร้อมกับเสียงกระทบดังบาดหู เนื่องจากกระแทกเข้ากับคานไม้ตรงปลายบันได จนเศษกระเบื้องชิ้นนั้นแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยปลิวว่อน!
หัวใจของเมิ่งซีโจวแทบพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางรอคอยด้วยความตึงเครียด เสียงครางอู้อี้หรือเสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ที่ควรจะต้องดังขึ้นหลังจากคนผู้นั้นถูกเศษกระเบื้องพุ่งเข้าใส่ ทว่ารอคอยอยู่เนิ่นนานกลับไม่มีวี่แววใดๆ
ความหนาวเหน็บล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมพลันแล่นเข้าบีบรัดหัวใจของนาง
แผ่นหลังของเมิ่งซีโจวมีเหงื่อเย็นผุดชั้นหนึ่งในชั่วพริบตา มือของนางรีบกำเศษกระเบื้องอีกชิ้นที่ขอบคมยิ่งกว่าเดิมไว้แน่น ดวงตาทั้งคู่คมกริบราวเหยี่ยวที่กำลังกวาดมองอย่างระแวดระวังไปทั่วทั้งหลังคาเรือน
สายตาของนางจับจ้องไปทางบันได ทว่ากายกลับเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียงไปทางขอบหลังคา ตรงตำแหน่งที่ติดกับต้นไหวแก่อย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งจากชั้นล่างก็ทะยานพรวดขึ้นมา แล้วหยุดยืนอยู่บนหลังคาอย่างมั่นคง เมิ่งซีโจวยังไม่ทันเห็นใบหน้าของผู้มาชัดเจน แต่สัญชาตญาณของร่างกายก็ตอบสนองรวดเร็วกว่าสติไปมาก!
นางบิดกายฉับพลัน ขว้างเศษกระเบื้องในมือใส่เงาร่างนั้นอย่างสุดแรงอีกครา!
การจู่โจมของนางครั้งนี้ทั้งรวดเร็วกว่าเดิม! ทั้งเหี้ยมโหดกว่าเก่า!
ทว่าเงาดำนั้นกลับตอบสนองได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ สามารถเบี่ยงหลบได้อย่างง่ายดาย ประหนึ่งว่ามิต้องออกแรงเลยสักนิด!
เมิ่งซีโจวไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป รีบดีดกายหมายกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ทันที ทว่าเสียงคุ้นหูเจือเสียงหัวเราะเบาๆคล้ายจนปัญญาเล็กน้อย กลับลอยมาเข้าหูทั้งสองของนางเสียก่อน
“เป็นข้าเอง”
ท่วงท่าที่เมิ่งซีโจวกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงเตรียมพุ่งทยานออกไปนั้น พลันชะงักค้างแข็งทื่ออยู่กลางอากาศ
นางหันขวับไปมองอีกฝ่ายทันที จ้องเขม็งไปทางร่างที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์เย็นเยียบนั้น
ปรากฏว่าเป็นซ่งเฉิงจี้!
จิตใจหวาดระแวงที่ขึงตึงจนแทบขาดเมื่อครู่ พลันคลายลงในชั่วพริบตา ทว่าในอึดใจต่อมา ความขุ่นเคืองเพราะถูกหยอกล้อ กับความอ่อนแรงหลังรอดพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ก็พลันถาโถมเข้ามาแทนที่
ลมหายใจหนึ่งของเมิ่งซีโจวอุดแน่นอยู่กลางอก สีหน้าภายใต้แสงจันทร์พลันแปรเปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน
นางก้มตัวลงอย่างรวดเร็ว คว้าเอาเศษกระเบื้องข้างเท้าขึ้นมาอีกชิ้น แล้วขว้างใส่ซ่งเฉิงจี้อีกคราอย่างไม่นึกเกรงใจ!
“องค์รัชทายาท”
เมิ่งซีโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก
“ดึกดื่นค่อนคืน สายลมแรงกล้า ดวงเดือนมืดเช่นนี้ พระองค์ทรงมาที่นี่เพื่อขโมยกระเบื้องหลังคาเรือนของหม่อมฉันกระมัง?”