พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่167 ทางตัน!
บทที่167 ทางตัน!
“สวรรค์! นั่นมันคุณหนูใหญ่เมิ่งกับผู้คุ้มกันของนางมิใช่รึ? ทั้งคู่ได้เสียกันจริงๆด้วย!”
“จุ๊ๆ เห็นคอยติดตามอยู่ข้างกายนางทุกวี่วัน ที่แท้ก็ลอบคบชู้กันมานานแล้วนี่เอง! เรื่องชั่วช้าประเภทนี้ไม่รู้ยืดเยื้อมานานเท่าใดแล้ว!”
“ถุย! ยังมีหน้ามาเรียกตนเองว่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์อีกรึ? ทั้งชื่อเสียงทั้งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง บัดนี้ยังหลงเหลือสักเศษเสี้ยวให้รักษาอีกหรือไม่?”
“โอ๊ยตายๆ ดูเอาเถิด… ชู้รักของนางมีมากกว่าลิงป่าบนภูเขาเสียอีกกระมัง! เพิ่งไล่คุณชายเสเพลไปได้สองคน ก็หันมาเกลือกกลั้วอยู่กับผู้คุ้มกันบนเตียงแทนเสียแล้ว! มันช่าง… เสื่อมเสียศีลธรรมสิ้นดี!”
ถ้อยคำหยาบโลน เสียงร้องอุทาน เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถาง… ข่าวลือปากต่อปากแพร่กระจายออกไปเร็วกว่าครั้งก่อน ทั้งยังบ้าคลั่งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
และแทบจะในเวลาเดียวกันนั้น คนอีกขบวนหนึ่งก็มุ่งตรงไปที่จวนจงหย่งโหว บุกตรงมายังเรือนฉงหัวที่เมิ่งซีโจวพำนักอยู่ เพียงพริบตาก็ล้อมเรือนเล็กๆหลังนั้นไว้แน่นหนา จนแม้แต่น้ำก็ยังยากจะรั่วผ่านไปได้!
ผู้นำขบวนเป็นผู้ที่จดจำได้ง่ายดายยิ่ง เขาก็คือคนสนิทข้างพระวรกายฮ่องเต้ — ขันทีจาง ผู้มักนำคนออกจากวังมาจัดการกิจธุระแทนฝ่าบาทอยู่เป็นนิจ
ส่วนผู้ที่รายล้อมอยู่ภายนอก ล้วนสวมเครื่องแต่งกายแบบองครักษ์หลวง แต่ละคนรูปร่างองอาจ แผ่นหลังเหยียดตรง สีหน้าเคร่งขรึมเยือกเย็น เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ทั้งยังเป็นระเบียบยิ่งนัก
จนกระทั่งอึดใจนั้นเอง เมิ่งซีโจวจึงคล้ายถูกน้ำเย็นเยียบราดลงกลางกระหม่อม พลันตระหนักได้ถึงแผนการของฮูหยินเมิ่งอย่างแจ่มแจ้ง!
ที่แท้มารดาคิดจะส่งตัวนาง… เข้าวังไปเป็นพระสนม!
ช่างเป็นอุบายที่อำมหิตและแยบยลยิ่งนัก!
ทำเช่นนี้ ไม่เพียงตัดหนทางในภายภาคหน้าของนาง มิให้เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยวของความเป็นไปได้ ที่จะได้แต่งงานกับองค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ ทั้งวังหลวงของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้น ก็มิต่างอันใดจากถ้ำมารที่กลืนกินผู้คนโดยไม่คายกระดูก!
ส่งตัวนางเข้าไปในที่สถานที่เช่นนั้น ย่อมเท่ากับส่งลูกแกะเข้าปากเสือ ฮูหยินเมิ่งย่อมสามารถยืมมีดฆ่าคน ค่อยๆทรมานนางไปจนกระทั่งวิชา ‘สลับชะตา’ นั่นสำเร็จโดยสมบูรณ์!
เมื่อมองทะลุปรุโปร่งถึงเงื่อนงำทั้งหมดได้แล้ว หัวใจของเมิ่งซีโจวก็พลันเสียจังหวะรุนแรง ประหนึ่งกลองศึกที่ถูกกระหน่ำตี เสียงดังหนักหน่วงกระแทกก้องอยู่ในอกไม่หยุด ฝ่ามือมีเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมาในชั่วพริบตา
แผนการครั้งนี้ถูกจัดวางไว้อย่างรัดกุม รวดเร็ว และแนบเนียนไร้ช่องโหว่! ราวกับขณะที่นางยังมิทันรู้ตัว ก็ได้มีตาข่ายมหึมาผืนหนึ่งถล่มลงมาจากฟ้ากฟ้า ครอบคลุมทุกหนทางหนีของนางไว้จนสิ้น!
นางสัมผัสถึงความรู้สึกอึดอัดสิ้นหวัง ราวกับร่วงหล่นลงสู่เหวลึกหมื่นจั้งอีกครา ไร้ที่ให้หลบหนี ไร้หนทางให้ดิ้นรน!
มองผ่านบานหน้าต่าง เมิ่งซีโจวเห็นเมิ่งชินรุ่ยผู้เป็นบิดา กำลังยืนอยู่กลางลานเรือน สนทนาเสียงเบากับหัวหน้ากลุ่มคนจากวังหลวง
บนใบหน้าของเขาเผยความนอบน้อมและหวาดหวั่นอยู่หลายส่วน ทว่ากลับแทบไม่ปรากฏแววตื่นตระหนกหรือขัดขืนเลยแม้แต่น้อย!
เขา…ที่แท้บิดาของนางก็ล่วงรู้เรื่องนี้มาแต่แรกแล้ว! กระทั่งอาจจะยอมปิดตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป!
คราแรกที่เมิ่งชินรุ่ยรู้เรื่องนี้ เขาก็ตื่นตระหนกจนขวัญแทบกระเจิงเช่นกัน อย่างอื่นยังไม่ต้องเอ่ยถึง ลำพังแค่เรื่องที่บุตรีคนโตของเขาคือว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ก็มิควรให้ฝ่าบาทต้องตาต้องใจ ‘เมิ่งหนานอี้’ ได้แล้ว!
ยังจะมีเหตุผลอันใดที่จะให้สองพี่น้องฝาแฝดแต่งให้พ่อกับลูกเล่า ช่างขัดต่อหลักจารีตและครรลองธรรมเนียมอย่างร้ายแรง! ย่อมต้องถูกคนทั้งใต้หล้าครหาไม่จบไม่สิ้น! ไม่แน่ว่ายังอาจถูกขุนนางที่ไม่รักตัวกลัวตายสักคน สละชีพจดบันทึกนี้ไว้เป็นตราบาปให้ได้เหม็นโฉ่ไปอีกหมื่นปี!
ทว่า ฮูหยินเมิ่งกลับส่ายหน้า และเอ่ยเกลี้ยกล่อมผู้เป็นสามีว่า
“ท่านโหว แขนคนหรือจะบิดสู้ต้นขาได้ ยามนี้ฮ่องเต้ทรงต้องพระทัย ‘หนานอี้’ แล้ว หรือพวกเรายังจะกล้าเอ่ยคำว่าไม่อีก? มิสู้ถือโอกาสทำไมตรีจิต ส่ง ‘หนานอี้’ ถวายเข้าวังด้วยตัวเองเสียเลย ต่อให้มีเสียงล่ำลือใดๆ หากจะกดให้เงียบ ฝ่าบาทย่อมทรงรับหน้าที่นี้แทน พวกเรายังต้องกังวลอันใดอีก!”
“อีกอย่าง การส่ง ‘หนานอี้’ เข้าวังก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ อย่างน้อยนางยังพอเป่าหูข้างหมอนได้บ้าง ทุกวันนี้พระทัยของฝ่าบาทยิ่งนานก็ยิ่งยากจะคาดเดา ท่านโหวควรต้องคิดเผื่อไว้บ้างแล้ว เพื่อความปลอดภัยของจวนโหว การสละ ‘หนานอี้’ เพียงคนเดียว ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
เมิ่งชินรุ่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย หลังใคร่ครวญถี่ถ้วนนแล้ว ก็เห็นว่าเป็นดังนั้นจริงๆ
ยามนี้ขันทีจางคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ ได้บอกใบ้แก่เขาทั้งทางแจ้งทางลับแล้วว่า ฮ่องเต้ทรงหมายตา ‘เมิ่งหนานอี้’ เขาไม่มีทางที่จะขัดขืนได้แน่
การส่ง ‘เมิ่งหนานอี้’ เข้าวังไปด้วยความสมัครใจ อย่างไรเสียก็ยังพอทำให้ฝ่าบาททรงเหลือความประทับใจอันดีต่อเขาอยู่บ้าง
เขาครุ่นคิดอยู่นาน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาด และได้เชิญคนในวังมารับตัวนางไปเสียวันนี้!
‘เมิ่งหนานอี้’ ถูกจวนโหวเลี้ยงดูอย่างสุขสบาย กินดีอยู่ดี สวมแพรพรรณงดงามมาหลายปี บัดนี้ย่อมถึงคราวที่นางสมควรต้องตอบแทนจวนโหวเสียที
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของคนทั้งจวนโหว จะปล่อยให้นางปฏิเสธได้อย่างไรกันเล่า!
หากนางโชคดี ได้รับการโปรดปรานจากองค์เหนือหัวขึ้นมาจริงๆ ย่อมนับว่านางได้ออกแรงเพื่ออนาคตของจวนโหวสักส่วนหนึ่ง แต่หากว่า…
ก็ต้องโทษที่ชะตานางไม่ดีเอง เหตุใดพี่สาวฝาแฝดของนางจึงได้ถือกำเนิดมาพร้อมชะตาหงส์ ส่วนนางกลับเหลือเพียงฐานะสามัญไร้ยศศักดิ์เช่นนี้เล่า?
เมิ่งชินรุ่ยยิ่งแสดงท่าทีเอาใจใส่ สนทนากับขันทีจางอย่างกระตือรือร้นมากขึ้นอีกหลายส่วน
เมิ่งซีโจวบังคับตนเองให้สงบลง ความสิ้นหวังไม่อาจแก้ปัญหาใดได้
“อย่าทำให้ตัวเองต้องเสียกระบวนไปเสียก่อน…”
นางย้ำบอกกับตนเอง น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน
“ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็แค่ต้องเข้าวังเท่านั้นเอง”
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ยังเหลือลมหายใจอยู่แม้เพียงเฮือกหนึ่ง ทุกสิ่ง…ย่อมต้องมีช่องให้พลิกผัน และมีโอกาสให้โต้กลับได้
ลั่วกู่ที่ยืนอยู่ข้างกัน ใบหน้าทั้งดวงยับย่นประหนึ่งหมั่นโถวที่ถูกแช่น้ำจนเปื่อย เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งซีโจวที่แทบไม่ต่างจากการยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ เขาก็ยิ่งร้อนใจจนแทบอยากจะกระโดดผาง!
ก็แค่เข้าวังหลวงงั้นรึ?! ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายปานนี้ แม่นางเมิ่งยังกล้าเอ่ยเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร!?
นั่นหาใช่หนทางที่ดีงามเลยสักนิด หากแต่เป็นทางตันที่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีวันหวนกลับออกมาได้!
หากนางถูกส่งตัวเข้าไปยังสถานที่เช่นวังหลวงจริงๆ เกรงว่าทั้งนางและเขา… คงไม่มีผู้ใดได้รอดชีวิตออกมาแน่!