พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่185 รถม้าเกิดอุบัติเหตุ!
บทที่185 รถม้าเกิดอุบัติเหตุ!
ฮูหยินเมิ่งกุมมือนางไว้ พลางเอ่ยบ่นเสียงเบาว่า “เดิมทีแม่ยังคิดจะพำนักอยู่ในสถานที่สงบแห่งนี้สักสองวัน รอให้จิตใจสงบลงเสียหน่อย แต่น่าเสียดายที่ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า ช่วงนี้ห้องถือศีลล้วนถูกจองเต็มหมดแล้ว ยิ่งประจวบเหมาะกับการเสด็จมาของฝ่าบาทเช่นนี้ จึงยิ่งไม่เหลือห้องว่างเลย”
เมิ่งซีโจวพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ได้มาสวดมนต์ขอพรเช่นนี้ ก็นับว่ามีใจศรัทธายิ่งแล้ว อีกอย่าง…ยังได้ลิ้มรสอาหารเจอันเลื่องชื่อของวัดเป่าฮวาอีกด้วย ลูกเองก็นึกอยากกินมานานแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ”
ท่าทางราวกับลูกแมวน้อยจอมตะกละของเมิ่งซีโจว ทำให้ฮูหยินเมิ่งถึงกับอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางยื่นมือออกไปไปแตะปลายจมูกของเมิ่งซีโจวอย่างสนิทสนม เอ่ยเย้าหยอกด้วยความเอ็นดูว่า “เจ้านี่นะ คิดถึงแต่เรื่องกินจริงเชียว”
ครั้นพิธีสวดมนต์ขอพรซึ่งฮ่องเต้ทรงเป็นประธานสิ้นสุดลง ผู้คนจากจวนจงหย่งโหวจึงค่อยได้ก้าวขึ้นไปด้านหน้า ต่างคุกเข่าลงบนเบาะรองกราบทีละคนตามลำดับ ปฏิบัติตามธรรมเนียมด้วยความนอบน้อม พร้อมสำรวมจิตใจอธิษฐานขอพร
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ทุกคนจึงต่างแยกย้ายกันไปเดินท่องเที่ยวภายในวัดตามอัธยาศรัย
อากาศในวัดที่ตั้งอยู่กลางขุนเขาช่างสดชื่นยิ่งนัก เมื่อได้อยู่ห่างไกลจากเสียงอึกทึกครึกโครมของเมืองหลวง ก็คล้ายว่าจิตใจพลอยสงบและปลอดโปร่งขึ้นอีกหลายส่วน
เมิ่งซีโจวเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ และไม่ทันรู้ตัวก็มาถึงเรือนเสี่ยงเซียมซีอันเงียบสงบแห่งหนึ่งแล้ว นางเห็นพระชรารูปหนึ่งที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เพิ่งจะแก้เซียมซีให้สามีภรรยาคู่หนึ่งเสร็จพอดี
หลังสามีภรรยาคู่นั้นจากไป พระชราจึงหันมามองเมิ่งซีโจว พร้อมประนมมือเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“อมิตาพุทธ ประสกมีสีหน้าใสสะอาด จิตเดิมแท้ดูมีรากแห่งปัญญาอยู่ไม่น้อย จะลองเสี่ยงเซียมซีสักไม้ เพื่อถามไถ่หนทางในภายภาคหน้าดูหรือไม่เล่า”
เมิ่งซีโจวยิ้มน้อยๆ มิได้ปฏิเสธ นางก้าวเท้าไปข้างหน้า รับกระบอกเซียมซีที่พระชรายื่นให้มา ก่อนจะหลับตาลงแล้วเขย่ากระบอกนั่นอยู่สองสามครั้ง
เสียง “ปั้ก” ดังขึ้นเบาๆ
ไม้เซียมซีไม้หนึ่งกระเด้งออกจากกระบอก ร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างพอดิบพอดี
เมิ่งซีโจวก้มลงหยิบไม้นั่นขึ้นมา ครั้นมองดูจึงพบว่า ไม้เสี่ยงทายอันนี้แตกต่างจากไม้เสี่ยงทายทั่วไปอยู่มาก ทั้งสองด้านเรียบลื่นเกลี้ยงเกลา ไม่มีอักษรคำทำนายสลักไว้แม้แต่ตัวเดียว
ที่แท้กลับเป็นไม้เปล่าอันหนึ่ง
สีหน้าของภิกษุชรายังคงอ่อนโยนดังเดิม เขายื่นมือออกมาแล้วกล่าวว่า “ประสก โปรดมอบไม้เสี่ยงทายนั่นให้อาตมาเถิด แล้วอาตมาจะทำนายให้ท่าน”
เมิ่งซีโจวยิ้มพลางส่งไม้เซียมซีนั่นให้ “ได้ เช่นนั้นรบกวนท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยเถิดว่า คำทำนายบนไม้เสี่ยงทายอันนี้มีความลี้ลับพิสดารอันใดซ่อนอยู่หรือไม่”
ภิกษุชราพยักหน้า ครั้นรับไปแล้ว สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนทันใด ก่อนจะประนมมือค้อมกายคำนับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแววขออภัย
“อมิตาพุทธ บาปกรรมแล้ว บาปกรรมแล้ว คงจะเป็นสามเณรน้อยรูปใดในวัดเล่นซุกซนเป็นแน่ จึงได้นำไม้ไผ่ที่ยังมิได้สลักอักษรปะปนเข้าไว้ในกระบอก ทำให้ประสกต้องเสียอรรถรสแล้ว ขอประสกได้โปรดอภัย และลองเสี่ยงทายใหม่เถิด”
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับส่ายหน้า มิได้ยื่นมือไปรับกระบอกเสี่ยงทายที่ถูกส่งมาอีกครา
“ไม่จำเป็นแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าชอบไม้เสี่ยงทายอันนี้มาก”
นางหยุดนิ่งไปเล็กน้อย สายตาทอดมองไปยังทิวเขาที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นอยู่ไกลๆ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“สิ่งที่ยังมิรู้แจ้ง จึงจะซ่อนความล้ำลึกสูงสุดไว้ ชีวิตคนเราเปรียบดั่งม้วนภาพผืนหนึ่ง ถือกำเนิดมาด้วยความว่างเปล่า จากนั้นจึงขึ้นอยู่กับข้าว่า จะตวัดพู่กันเขียนลงไปเช่นไร——เช่นนี้มิใช่คำทำนายที่ดีที่สุดแล้วหรอกหรือ”
ภิกษุชราได้ฟังดังนั้นจึงยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ เขาประนมมือทั้งสองขึ้นอีกครา คราวนี้น้ำเสียงกลับเจือความเคารพจากใจจริง
“อมิตาพุทธ! ประสกมีจิตใจที่กระจ่างแจ้ง ทั้งวาจายังแยบคายนัก ถ้อยคำนี้สอดคล้องกับหลักธรรมแห่งานโดยแท้”
เมิ่งซีโจวยิ้มบาง กล่าวอำลาภิกษุชรา แล้วจึงเดินไปยังโรงฉันด้วยอารมณ์ที่นับว่าแจ่มใสยิ่งนัก เพื่อที่จะทานอาหารเจเลื่องชื่อ
ยามโพล้เพล้ คนทั้งขบวนจากจวนจงหย่งโหวก็ออกเดินทางกลับเมืองหลวง
ฮูหยินเมิ่งจงใจดึงเมิ่งซีโจวขึ้นรถม้าคันเดียวกับตน พลางคลี่ยิ้มกล่าวว่า “หนทางขากลับยาวไกลนัก แม่เกรงว่าเจ้าจะเบื่อ มิสู้พวกเราสองแม่ลูกนั่งด้วยกัน จะได้พูดคุยกันไปเป็นการฆ่าเวลา”
รถม้าเคลื่อนไปตามทาง เสียงล้อบดผ่านพื้นถนนดังกึกกัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ทางเขาช่วงหนึ่ง ที่ทั้งคับแคบทั้งขรุขระยิ่งกว่าเดิม
ดูเหมือนวันนี้ฮูหยินเมิ่งจะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ นางยังสั่งให้คนหยิบกระดานหมากล้อมตระเตรียมไว้ออกมา หมายจะประชันฝีมือกับเมิ่งซีโจวสักกระดาน
เมิ่งซีโจวเห็นแก่ระดับฝีมือหมากล้อมเข้าขั้นเด็กสามขวบของเมิ่งหนานอี้ จึงเดินหมากอย่างใจลอยอยู่บ้าง วางหมากแต่ละเม็ดลงไปอย่างขอไปที หาได้จริงจังอันใดนัก
ทว่าฮูหยินเมิ่งนั้น แม้เห็นว่าเมิ่งหนานอี้จงใจผ่อนปรนฝีมือให้ตนอย่างชัดเจน แต่นางกลับยอมถอยให้ทีละก้าว จงใจป้อนหมากให้อีกฝ่ายชนะแทบทุกตา
ดังนั้น แม้เมิ่งซีโจวจะมิได้ใช้กำลังความคิดเลย กลับยังสามารถเอาชนะมารดาไปได้อย่างงงๆ
กระดานหมากดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่ง บรรยากาศภายในรถม้าก็นับได้ว่า กลมเกลียวและชื่นมื่นยิ่งนัก
เมิ่งซีโจววางหมากลงไปอีกเม็ด ฮูหยินเมิ่งก้มมองกระดาน ก่อนจะทอดถอนใจแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“หมากนี้ของเจ้า ทำเอาแม่อับจนหนทางเสียแล้ว”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง รถม้าก็พลันสะเทือนอย่างรุนแรง!
ชั่วขณะนั้น ภายเกี้ยวรถม้าก็ประหนึ่งฟ้าดินพลิกคว่ำ เม็ดหมากบนกระดานร่วงกราวกระแทกลงบนเบาะผ้าแพร กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปหมด
ทางเขาแคบช่วงนี้ ไหนเลยจะรองรับเหตุพลิกผันเช่นนี้ได้!
ทันทีที่รถม้าล้มคว่ำกระแทกลงพื้น ก็มิอาจทรงตัวต่อไปได้อีก รถม้าทั้งคันพลันม้วนฝุ่นตะลบ กลิ้งไถลโครมครามลงไปตามทางลาดเขา!