พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 114 เล่าเจี้ยงเริ่มปรับความเข้าใจก่อน
บทที่ 114 เล่าเจี้ยงเริ่มปรับความเข้าใจก่อน
โฮจิ๋นไม่ได้ยอมรับในคำพูดของเล่าเจี้ยง แม้ทั้งสองจะไม่มีความแค้นใจกัน กระนั้นกลับขัดแย้งกันบ่อยครั้ง
เล่าเจี้ยงไม่สนใจท่าทางของโฮจิ๋นแม้แต่น้อย เขาไม่ได้กลัวโฮจิ๋น เพียงแค่ไม่อยากเข้าไปพัวพันด้วย
“แม่ทัพใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านคุยกับหันซุยเป็นการส่วนตัว ครั้งนี้ยังมาพัวพันกับเว่ยเสียนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกลุ่มโพกผ้าเหลืองอีก ท่านคิดว่าเรื่องพวกนี้ฝ่าบาททรงรู้หรือไม่?”
“เจ้า!”
โฮจิ๋นโกรธจัด ดวงตาที่จ้องมองอีกฝ่ายแทบจะมีไฟลุกโชนออกมา
เล่าเจี้ยงยกมือขึ้นขัด เขายังพูดไม่จบ
“แม่ทัพใหญ่ เรื่องชั่วช้าที่ตระกูลโฮทำในเมืองลำหยงหลายวันนั้น ท่านคิดจริงหรือว่าข้าไม่รู้?”
“น้องชายโฮเบี้ยว น้องชายท่านยักยอกเสบียงทหาร ท่านคิดจริงหรือว่าเขาทำได้อย่างไร้ช่องโหว่จริงๆ ?”
“แล้วก็เรื่องโฮฮองเฮาวางยาพิษพระสนมอองบิหยิน…”
โฮจิ๋นยิ่งฟังยิ่งตกใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบเอ่ยขัด
“หยุดพูดได้แล้ว! เจ้าต้องการอะไร!”
เล่าเจี้ยงเอาแต่มองแม่ทัพใหญ่อยู่เนิ่นนาน ก่อนเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
“แม่ทัพใหญ่ ข้าขอพูดอีกครั้ง เราสองคน ‘ไม่มีความแค้นใด ๆ’ ต่อกัน” แม่ทัพหนุ่มจงใจเน้นเสียงลอดไรฟัน
“สุภาษิตกล่าวไว้ได้ดี มากมิตรหนทางมาก มากศัตรูมากกำแพงขวางกั้น!”
“เหตุผลง่าย ๆ เช่นนี้แม่ทัพใหญ่คงเข้าใจใช่หรือไม่?”
โฮจิ๋นหรี่ตามองแม่ทัพหนุ่ม พลางครุ่นคิดในใจ คนผู้นี้ต้องการแก้ไขข้อขัดแย้งกับข้าหรือ?
เล่าเจี้ยงไม่ใส่ใจท่าทาง และความนึกคิดของโฮจิ๋น
“แม่ทัพใหญ่ ข้าเล่าเจี้ยงไม่เคยรังแกผู้อื่น แต่ก็จะไม่ยอมให้คนอื่นรังแกข้าแล้ว! เรื่องของข้าวันนี้ ข้าหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ยิน!”
“ผู้ใดไม่ระรานข้า ข้าก็ไม่ระรานผู้นั้น แต่หากผู้ใดมาขัดขาข้า หึ หึ…”
“จากนี้ไป ข้าหวังว่าแม่ทัพใหญ่จะเดินไปตามเส้นทางสะดวกสบายของท่าน ข้าเล่าเจี้ยงจะเดินบนเส้นทางลำบากของตัวเอง พวกเราทั้งสองไม่ต้องมายุ่งกัน!”
โฮจิ๋นไม่ได้โมโหไปกับคำพูดกึ่งโน้มน้าวกึ่งข่มขู่ของเล่าเจี้ยงอย่างน่าประหลาด เมื่อคิดดูอย่างละเอียด ตนก็เป็นคนไปหาเรื่องอีกฝ่ายก่อนทุกครั้ง
“ได้! โฮจิ๋นผู้นี้ชื่นชมแม่ทัพเล่ามากเช่นกัน ข้าก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับท่านแม่ทัพหลัง”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ โฮจิ๋นวางศักดิ์ศรีลงได้นี่ดีมาก!
เขาตอบอย่างรื่นหู “ข้าเคยคิดจะเป็นศัตรูกับแม่ทัพใหญ่ที่ไหนกัน?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตกลง… ข้าพูดคำไหนคำนั้น!”
โฮจิ๋นยื่นมือออกไปจับมือกับเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงย่อมไม่ปฏิเสธ ยื่นมือออกไปหาเช่นเดียวกัน
หากไม่มีโฮจิ๋นคอยก่อปัญหาให้ เขาคงสบายอย่างมาก ความจริงนักท่องเวลาไม่มีความสนใจที่จะแก่งแย่งกับนักฆ่าหมูคนนี้เลย
“จริงสิแม่ทัพใหญ่ เว่ยเสียนยังอยู่ที่จวนท่านหรือไม่?”
เมื่อนึกถึงเว่ยเสียน ความโกรธของโฮจิ๋นก็พรั่งพรูขึ้นมา
“ใช่! หากไม่ใช่เพราะเจ้าบ้านั่นกลับดำเป็นขาว ข้าคงจะไม่… เฮ้อ!”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าอย่างยิ้ม ๆ “ไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านไปแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ! เพียงแต่เว่ยเสียน…”
“แม่ทัพเล่าไม่ต้องกังวล แค่ส่งคนไปพาตัวเขาไปได้เลย!”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านแม่ใหญ่มาก!”
เล่าเจี้ยงกุมมือคารวะ จากนั้นก็ขอตัวลาจากไป
เห็นอีกฝ่ายคล้อยหลังไปไกล โฮจิ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ช่วงนี้ยิ่งขัดแย้งกับพวกขันทีเตียวเหยียงรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนยังพอยับยั้งชั่งใจได้ ตอนนี้ถ้าชักดาบออกมาตะบันหน้ากันได้ คงทำแล้ว!
ไม่เพียงมีแต่โฮจิ๋นกับเตียวเหยียงที่มีอิทธิพลในราชสำนักเท่านั้น แต่ยังมีตระกูลร่ำรวยมีอำนาจอย่างตระกูลเอี๊ยและตระกูลอ้วน ตลอดจนขุนนางบัญฑิตที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ด้วย
เล่าเจี้ยงพูดถูก มากสหายดีกว่าหลายศัตรู! แม้จะไม่สามารถเป็นสหายกับแม่ทัพเล่าได้ กระนั้นก็ต้องหลีกเลี่ยงการเป็นศัตรูกับเขา
ครั้นนึกมาถึงตรงนี้ โทสะก็เดือดพล่านขึ้นในใจ!
อีกด้านหนึ่ง เว่ยเสียนยืนกังวลอยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพใหญ่ สำหรับเขาแล้ว จะสำเร็จล้มเหลวขึ้นอยู่กับเรื่องนี้
หากไม่สามารถโค่นล้มเล่าเจี้ยงได้ จักต้องประสบกับการแก้แค้นจากกองบัญชาการแม่ทัพหลังแน่!
แต่หากปลดเล่าเจี้ยงได้ ชื่อเสียงของตระกูลเว่ยจะต้องพุ่งทะยานอย่างแน่นอน!
ดังคำกล่าวที่ว่า ความเสี่ยงมาพร้อมกับผลตอบแทนที่มหาศาล!
“ท่านแม่ทัพใหญ่!”
เมื่อรูปร่างอวบอ้วนของโฮจิ๋นสะท้อนเข้าสู่ดวงตาเว่ยเสียน ประมุขเว่ยก็รีบเข้าไปต้อนรับทันที
“แม่ทัพใหญ่ ผลเป็นเช่นไร? ฝ่าบาททรงปลดเล่าเจี้ยงออกหรือไม่?”
เมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของเว่ยเสียน โฮจิ๋นก็แสยะยิ้ม เผยรอยโค้งอันน่าหวาดกลัวออกมาบนมุมปาก
“มะ… แม่ทัพใหญ่?”
ท่าทางแปลก ๆ ของโฮจิ๋น ทำให้เว่ยเสียนรู้สึกไม่สบายใจ เขาถึงกับพูดตะกุกตะกักขึ้นมา
ตุบ!
โฮจิ๋นโยนของในมือลงบนพื้น หัวคนผู้หนึ่งกลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้าอีกฝ่าย
หรือจะเป็นเล่าเจี้ยง?
ความตื่นเต้นก่อตัวขึ้นในใจ แต่เพียงลมหายใจเดียว ท่าทางของเว่ยเสียนก็เปลี่ยนจากความยินดีเป็นความหวาดกลัวทันที
เพราะนั่นคือหัวของเว่ยจ้งเต้า!
“จ้งเต้า! อ๊ากกกก!”
“นี่มัน?!”
เว่ยเสียนตกใจมากจนนั่งลงไปกับพื้น เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง จึงใช้สองมือขยี้ตาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“พอแล้ว! หยุดขยี้ได้แล้ว ขยี้ให้ตาบอดมันคือหัวของเว่ยจ้งเต้า!”
น้ำเสียงของโฮจิ๋นดูไม่แยแส ทำให้เว่ยเสียนรู้สึกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองคือเล่าเจี้ยง ไม่ใช่โฮจิ๋น!
“ฮือ ๆ ๆ จ้งเต้า! ลูกที่น่าสงสารของข้า!”
“แม่ทัพใหญ่! ทำไมกัน! ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!”
เมื่อเห็นเว่ยเสียนถามตัวเอง ไฟโทสะของโฮจิ๋นก็ลุกโชนจนถึงขีดสุดทันที
“ทำไม? ข้าให้เจ้าถามแล้วหรือ… ข้าให้เจ้าถามแล้วหรือ!”
โฮจิ๋นสาปแช่งยกใหญ่ พลางเตะประมุขตระกูลเว่ยด้วยความโกรธ
เขาไม่ออมมือเลยแม้แต่น้อย เตะเว่ยเสียนจนกลิ้งไปทั่วทุกที่ โฮจิ๋นยังคงกราดเกรี้ยวอยู่ จึงเตะหัวของเว่ยจ้งเต้ากระเด็นลอยออกไปไกล
“อ๊าก! จ้งเต้า!”
เว่ยเสียนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ก่อนรีบวิ่งไปกอดหัวของเว่ยจ้งเต้าไว้
“โฮจิ๋น! เจ้าคนขายเนื้อไร้ความรู้สึก! หลายปีมานี้ตระกูลเว่ยเราให้เงินเจ้าไปตั้งเท่าไร? นี่คือวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อข้าหรือ!?”
เกือบลืมไปเลย!
เมื่อโฮจิ๋นได้ยินเว่ยเสียนเอ่ยถึงเรื่องเงิน ก็จำขึ้นมาได้ว่าตัวเองต้องมอบเงินสองพันตำลึงทอง
“เว่ยเสียน ตระกูลเว่ยของพวกเจ้าชอบยุให้รำตำให้รั่ว และใส่ร้ายขุนนางสำคัญของราชสำนัก ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ตัดหัวเว่ยจ้งเต้า! หากเจ้าอยากตาย ข้าก็จะไม่ขวาง!”
เว่ยเสียนได้ฟังก็แทบจะโมโหตาย ก่อนชี้ไปที่โฮจิ๋นด้วยมืออันสั่นเทา
“เจ้า! เจ้า…”
โฮจิ๋นคร้านจะคุยไร้สาระกับเขาแล้ว หากไม่ใช่เพราะไม่มีใครจ่ายเงิน เขาก็คร้านจะสนใจคนโง่เขลาผู้นี้
“พอแล้ว หยุดเอาแต่เรียกเจ้า ๆ ๆ ได้แล้ว ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยนะ รีบไปเตรียมเงินสามพันตำลึงทองมาเสีย!”
“หากช้าไปกว่านี้ จุดจบตระกูลเว่ยของพวกเจ้า หึ หึ… ไม่ต้องให้ข้าพูดแล้ว!”
เว่ยเสียนกอดหัวของเว่ยจ้งเต้าไว้ในอ้อมแขน ก่อนแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“ปั๋วอวี๋ ทายาทที่ชาญฉลาดของข้า! ข้าเสียใจนักที่ไม่ฟังคำพูดเจ้า แล้วมาเป็นศัตรูกับเล่าเจี้ยง!” แม้นึกถึงเว่ยจี้ผู้ปรามแล้วปรามอีกตอนนี้ก็สายไปแล้ว
“เป็นข้าเอง! ข้าทำลายชีวิตของจ้งเต้า!”
“ฮึกฮือ… ฮือ… ฮือ”
เว่ยเสียนประเดี๋ยวหัวเราะ ประเดี๋ยวก้มหน้าร่ำไห้อย่างเจ็บปวด ราวกับวิปริตไปแล้วก็มิปาน
โฮจิ๋นไม่สนใจว่าเว่ยเสียนจะวิปริตจริงหรือไม่ เขาสนใจเพียงแค่ทองคำของเขาเท่านั้น
“เว่ยเสียน! เจ้าไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นวิปริตหรือโง่กับข้า! ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยนะ แค่ตำลึงเดียวก็ห้ามขาด หากขาดไปหนึ่ง! ข้าจะฆ่าคนในตระกูลเว่ยของเจ้าไปหนึ่งคน!”
“ไอ้คนขายเนื้อ!”
เว่ยเสียนลุกขึ้นยืน พลางจ้องโฮจิ๋นด้วยดวงตาวาวโรจน์
“น่าขันนัก ข้าเคยกล่าวว่าเล่าเจี้ยงเพิกเฉยต่อกฎหมาย เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ! ที่แท้คนที่เห็นชีวิตคนเสมือนต้นหญ้าก็คือเจ้า!”
“ไอ้นักฆ่าหมู! เจ้า! เจ้า!”
“ข้าจะสู้กับเจ้า!”
เมื่อเห็นเว่ยเสียนพุ่งเข้ามา โฮจิ๋นก็มีสีหน้าไม่พอใจ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบัน จะจัดการกับคนวิปริตคนหนึ่งไม่ได้หรือ?
เว่ยเสียนถูกโฮจิ๋นกระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนอนคร่ำครวญอยู่บนพื้นไม่หยุด
โฮจิ๋นยังคงไม่หายชิงชัง พุ่งเข้าไปใช้เท้าเหยียบหน้าเว่ยเสียน
“พูดมา! เจ้าจะจ่ายหรือไม่จ่าย พูด!”
เว่ยเสียนตั้งใจแน่วแน่ที่จะต่อสู้กับโฮจิ๋น จึงคร่ำครวญและไม่ลืมที่จะเหยียดหยามเขา
“เจ้า… โอ๊ย… เจ้า! ไอ้คนขายเนื้อ!”
“อ่ะ… อึก… เจ้าอยากได้เงินหรือ! ข้าจะบอกให้ว่าไม่มีทาง!”
“เก่งนักก็ฆ่าข้าเลยสิ!”
โฮจิ๋นคำรามออกมา ด้วยใบหน้าดุร้าย
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ! ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!”
โฮจิ๋นระบายความโกรธทั้งหมดใส่เว่ยเสียน ทุกครั้งที่เตะยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้น
“หยุด!”
โฮจิ๋นกำลังเพลิดเพลินไปกับการทุบตี ต้องหันไปมองทางต้นเสียงอย่างไม่พอใจ