พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 131 จะจัดการอ้วนเสี้ยว ยังต้องดูอ้วนสุด
บทที่ 131 จะจัดการอ้วนเสี้ยว ยังต้องดูอ้วนสุด
“ข้า…”
อ้วนเสี้ยวลังเล เขาคิดว่าเล่าเจี้ยงคงจะกลัวเบื้องหลังของเขา แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้
มิน่า เล่าเจี้ยงถึงดูถูกเขา อ้วนเสี้ยวก็เป็นแบบนี้ เปลือกนอกเหมือนจะองอาจ แต่เนื้อในใจปลาซิว ทำเก่งแต่วางแผน แต่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง!
จะทำการใดเขามักจะลังเลเสมอ ทั้ง ๆ ที่คิดจะออกหน้าแทนเขาฮิว แต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้เมื่อเผชิญหน้ากับเล่าเจี้ยง
ครั้นเห็นทุกคนกำลังมองมาที่ตัวเอง อ้วนเสี้ยวจะเอาแต่นิ่งเงียบไม่ได้ จึงชักธงหนังเสือขึ้นมา!*[1]
“ย่อมเป็นในนามตระกูลอ้วนอยู่แล้ว!”
เล่าเจี้ยงหรี่ตาลงเล็กน้อย และจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
หากเขาช่วยในนามตระกูลอ้วน คงจบไม่ค่อยสวยแน่ หากวันนี้เกิดความขัดแย้งขึ้น ก็เท่ากับว่าตระกูลอ้วนกับจวนแม่ทัพหลังสร้างความแค้นต่อกัน
เล่าเจี้ยงเพิ่งคืนดีกับโฮจิ๋น ตอนนี้ให้เขาล่วงเกินตระกูลอ้วนที่มีอำนาจล้นฟ้า เห็นได้ชัดว่ามันไม่ค่อยพร้อมเท่าไร
เมื่อแม่ทัพหลังตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็มีคำพูดไม่พอใจดังออกมาจากด้านข้าง
“เจ้ากล้าช่วยในนามตระกูลอ้วนงั้นรึ? เจ้า! ไอ้คนต่ำต้อยที่เกิดจากเมียน้อย!”
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรไปช่วยในนามตระกูลอ้วน!”
เล่าเจี้ยงตกใจเล็กน้อย ก่อนหันไปมองผู้พูด ซึ่งก็คืออ้วนสุดนั่นเอง
อ้วนสุดยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่กลัวบานปลาย เขายังคิดที่จะสร้างปัญหาให้กับอ้วนเสี้ยว*[2]
“เจ้าเป็นแค่ไอ้ลูกเมียน้อยคนหนึ่ง มีสิทธิ์อันใดจะช่วยในนามตระกูล! เจ้ามันไร้ยางอายจริง ๆ!”
ดวงตาอ้วนเสี้ยวกำลังลุกเป็นไฟ เขาไม่เคยต้องการฆ่าใครสักคนมากขนาดนี้มาก่อน!
แต่ตอนนี้มีแล้ว น้องชายแท้ ๆ ของเขาเอง กงลู่!
เล่าเจี้ยงหัวเราะเบา ๆ ก่อนกุมมือทักทายอ้วนสุด
“ท่านคืออ้วนสุด นามรองกงลู่ ทายาทสายตรงของตระกูลอ้วนใช่หรือไม่?”
อ้วนสุดดวงตาเป็นประกาย ทายาทสายตรง! ช่างพูดโดนใจเขาจริง ๆ
“แม่ทัพหลังสุภาพเกินไปแล้ว ข้าน้อยคืออ้วนสุดเอง”
“ท่านอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของไอ้ลูกเมียน้อยคนนี้เด็ดขาด! ตระกูลอ้วนข้าไม่มีคนน่าอายเช่นนี้!”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องปั่น สองพี่น้องก็เริ่มทะเลาะกันเองอีกแล้ว
ตามคาด อ้วนเสี้ยวทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาคว้าคอเสื้อของอ้วนสุดขึ้นมา
“เจ้า! ไอ้สารเลว! อย่างไรเราก็มีพ่อคนเดียวกัน เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่เจ้ากลับเข้าข้างคนนอก!”
อ้วนสุดเห็นพี่ชายต่างแม่อวดดี กล้าลงมือกับเขาเช่นนี้ ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“ถุย! ไอ้หน้าด้าน! ใครเป็นน้องชายเจ้า?”
น้ำลายของอ้วนสุดเปรอะบนหน้าอ้วนเสี้ยว ทำให้อีกฝ่ายโกรธจัด จึงต่อยน้องชายอย่างแรง
ในขณะที่หมัดของอ้วนเสี้ยวกำลังจะฟาดเข้าใบหน้าของอ้วนสุด แขนของอ้วนเสี้ยวก็ถูกเล่าเจี้ยงจับไว้แน่น ไม่ว่าอ้วนเสี้ยวจะใช้แรงมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถขยับได้เลย
อ้วนสุดตื่นตัวขึ้นมา ก่อนรีบผละตัวออกห่างคู่กรณี แล้ววิ่งไปอยู่หลังเล่าเจี้ยง เขาตะโกนเหยียดหยามไปพลาง จัดแจงเสื้อผ้าตนเองไปพลาง
“ไอ้คนต่ำตม ปีกกล้าขาแข็งแล้ว! ริอ่านตีข้า!”
อ้วนสุดใช้โอกาสในตอนที่อ้วนเสี้ยวถูกแม่ทัพหลังจับไว้ เตะออกไปสุดแรง
เล่าเจี้ยงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พริบตาที่อ้วนสุดเตะออกมา เขาก็ปล่อยมือ จนอ้วนเสี้ยวถูกเตะจนกระเด็นลอยออกไป
“เปิ่นชู!”
เมื่อโจโฉเห็นเช่นนี้ก็รีบวิ่งไปหาอ้วนเสี้ยว แล้วช่วยพยุงเพื่อนสนิทขึ้นมา
“พวกเจ้า! ทหาร! ลุยเข้าไป! เป็นตายไม่ว่ากัน!”
อ้วนเสี้ยวบ้าไปแล้ว เขาเคยถูกปฏิบัติเช่นนี้ที่ไหนกัน วันนี้เขาต้องสั่งสอนไอ้เดรัจฉานตรงหน้าให้ได้!
พลคุ้มกันของอ้วนเสี้ยวพุ่งเข้าไป แต่น่าเสียดาย สิ่งที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าคือภูเขาที่ผ่านไปไม่ได้!
เตียนอุยพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ชกหมัดเดียวหลายคนก็กระเด็นออกไป พวกพลคุ้มกันของอ้วนเสี้ยว ผ่านไปไม่ถึงอึดใจก็ยืดไม่อยู่!
ขุนศึกทวนคู่ขยับฝ่ามือของเขาไปพลาง มองอ้วนเสี้ยวอย่างเยาะเย้ยไปพลาง
“ไอ้หนุ่ม พวกพลคุ้มกันของเจ้าใช้ไม่ได้เลย เจ้าไม่ลองเข้ามาเองดูล่ะ?”
อีกฝ่ายมีสุรเสียงเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง รอยยิ้มมืดมน และน่าสะพรึงกลัว อ้วนเสี้ยวจะกล้าเข้าไปลองได้อย่างไร!
เมื่อเทียบกับความโกรธแค้นของพี่ชาย วันนี้อ้วนสุดรู้สึกสะใจมาก!
ตีก็ตีแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว เขาชอบเห็นอ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้ที่สุด
“ทำไม? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก หรือต้องให้ข้าสั่งคนตีไล่เจ้าไป”
ตอนนี้อ้วนสุดมีความมั่นใจมากขึ้น พลคุ้มกันของอ้วนเสี้ยวล้มลงหมดแล้ว จำนวนพวกเขาในตอนนี้ได้เปรียบ!
“ได้! เรามาคอยดูกัน!”
อ้วนเสี้ยวรู้อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ และอาจจะถูกอ้วนสุดยั่วโมโหอีก จึงหมุนตัวจากไปอย่างไม่ลังเล
“เปิ่นชู เปิ่นชู!”
โจโฉโค้งคำนับให้เล่าเจี้ยงกับอ้วนสุด ก่อนส่ายหน้าและไล่ตามอ้วนเสี้ยวไป
“แม่ทัพหลังไม่ต้องกังวล ตระกูลอ้วนยังไม่ถึงคราวให้ไอ้ลูกเมียน้อยตัดสินหรอก!”
ในใจอ้วนสุดมีความสุขมาก ก่อนจะเอ่ยรับประกันกับเล่าเจี้ยงอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้น ข้าก็ขอขอบคุณ คุณชายอ้วนมาก!”
เล่าเจี้ยงรู้อุปนิสัยของอีกฝ่าย จึงเผยท่าทางประหลาดใจที่ได้รับความสำคัญออกมาทันที
อ้วนสุดสนุกกับมันมาก ในใจเบิกบานมีความสุขสุด ๆ
นี่คืออำนาจของทายาทสายตรงตระกูลอ้วน! แม้แต่เล่าเจี้ยงยังต้องประจบประแจง
อ้วนเสี้ยว เจ้าลูกนอกสมรส ข้าจะปล่อยให้เจ้ายืนอยู่บนหัวข้าได้อย่างไร!
ท่าทางภูมิใจของอ้วนสุดล้วนเขียนเด่นหราอยู่บนใบหน้า หากเขามีหาง ต้องกระดิกลอยขึ้นฟ้าเป็นแน่
“แม่ทัพหลังไม่ต้องเกรงใจ ข้าอายุไม่เท่าไร หากแม่ทัพหลังไม่ถือสา เจ้ากับข้าเรียกกันว่าพี่น้อง ว่าอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงตกตะลึงเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะให้เกียรติกันขนาดนี้
อ้วนสุดหยิ่งมาก คนธรรมดาไม่มีทางเข้าตาแน่นอน
“ในเมื่อพี่อ้วนสุดไม่รังเกียจ เล่าเจี้ยงก็ไม่ขัดพี่กงลู่”
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับมือให้อ้วนสุดด้วยสีหน้ามีความสุข
“ฮ่า ๆ น้องเล่าไม่จำเป็นต้องมากพิธี ต่อไปหากใครในลกเอี๋ยงทำเจ้าไม่พอใจ มาหาพี่ได้เลย!”
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พี่ไม่ขออยู่ต่อแล้ว ขอตัวลาก่อน!”
เล่าเจี้ยงรีบกุมมือส่ง จวบจนอ้วนสุดหายลับไปจากสายตา นัยน์ตาแม่ทัพหลังก็เผยความไม่พอใจออกมา
เจ้าหน้าโง่… ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตระกูลอ้วนที่ทรงอำนาจเช่นนี้จะถูกเจ้าทำลายไปจนหมด โง่เขลาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริง ๆ
“กงต๋า ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้ว มิสู้เรากลับไปกันเถิด”
เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึงเลยว่า มางานชุมนุมวรรณศิลป์หนเดียว ได้ล่วงเกินอ้วนเสี้ยว ได้ผูกมิตรกับอ้วนสุด ก่อนเสนอความเห็นกลับแก่ซุนฮิว
ซุนฮิวพยักหน้าบ่งบอกว่าเห็นด้วย หากไม่ใช่เป็นเพราะนายท่านร้องขอ เขาไม่มีทางมาที่นี่แน่
“ท่านแม่ทัพช้าก่อน”
“พี่ขงหยงมีสิ่งใดชี้แนะหรือ?”
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าสงสัย และมองขงหยงที่ร้องเรียกตัวเองไว้ หรืออีกฝ่ายจะร้องความเป็นธรรมให้อ้วนเสี้ยว?
ขงหยงกุมมือคำนับด้วยสีหน้าจริงใจ
“ได้ยินว่าแม่ทัพหลังมีความสามารถด้านวรรณกรรมที่โดดเด่น สร้างกลอนเจ็ดขึ้นมา ขงหยงนับถือยิ่งนัก”
“วันนี้เป็นงานชุมนุมวรรณศิลป์ในลกเอี๋ยง ไม่ทราบว่าแม่ทัพแต่งบทกลอนขึ้นมาสักบทได้หรือไม่ เพื่อเปิดหูเปิดตาปัญญาชนอย่างพวกเรา”
ดวงตาซุนฮิวเปล่งประกาย รีบพยักหน้าให้นายท่าน
แต่งกลอน? นั่นง่ายเกินไปสำหรับเล่าเจี้ยง เขาสามารถ ‘แต่ง’ ได้หลายร้อยบทตามต้องการเลย!
“ทุกท่านล้วนเป็นบัณฑิตมีการศึกษา เล่าเจี้ยงจะกล้าโอ้อวดได้อย่างไร!”
เล่าเจี้ยงแสร้งทำเป็นอย่างถ่อมตัว ซึ่งยิ่งทำให้ทุกคนรอบตัวชื่นชมนับถือมากขึ้นไปอีก
“พรสวรรค์ของแม่ทัพหลังมีน้อยคนนักจะเทียบได้ ท่านไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวหรอก”
ซุนฮกเองก็มองเล่าเจี้ยงอย่างคาดหวัง โดยตั้งตารอว่าแม่ทัพเล่าจะแต่งกลอนประเภทไหนออกมา
บทกลอน ‘ออกสู่ชายแดน’ ที่เล่าเจี้ยงเคยแต่งไว้ ซุนฮกมิอาจลืมจากใจได้เลย
“ก็ได้ ในเมื่อทุกคนมีความตั้งใจเช่นนี้ เช่นนั้นเล่าเจี้ยงจะแสดงฝีมืออันต่ำต้อยออกมา”
เล่าเจี้ยงนึกบทกวีฮึกเหิมบทหนึ่งได้ ก่อนกุมมือให้ทุกคน
เล่าเจี้ยงผ่านการรบมานาน และครั้งหนึ่งเคยใช้กลอน ‘ออกสู่ชายแดน’ ต่อสู้กับกลุ่มโพกผ้าเหลือง
“วันนี้ ข้าจะแต่งบทกวีอีกครั้ง เพื่อต้อนรับศึกกบฏซีเป่ย!”
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเร่าร้อนของทุกคน เล่าเจี้ยงอดนึกถึงชีวิตในสนามรบในปีที่ผ่านมาไม่ได้ พลันรู้สึกถึงบางอย่างในใจ
“เหล้าองุ่นรสเลิศ จอกเพริศพรายตา ใคร่ดื่มปลื้มสักครา เสียงผีผาม้าเร่งคึก”
“เมาพับหลับกลางศึก เกลออย่านึกเยาะข้า ตั้งแต่โบราณมา กี่คนหนากลับคืนเรือน”
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ตั้งแต่โบราณมา กี่คนหนากลับคืนเรือน…”
บทกวีดั่งนักรบร่ำรำพันกลางสงคราม ท่ามกลางเสียงผีผาและม้าศึก ยามใกล้ตายยังอยากดื่มสุราในจอกงามสักจอก สหายร่วมรบอย่าได้เย้ยหยันข้าเลย ปล่อยให้ข้าเมามายเถิด เพราะจะเหลือกี่ชีวิตที่ได้กลับบ้าน สุดที่ใครจะล่วงรู้
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงดัง เขาหมุนตัวจากไปโดยไม่สนใจสายตาตกใจของทุกคนอีก
เสียงขบขันและวาจาสุดท้ายที่เน้นย้ำ ราวกับส่งถึงเหล่ายอดคนที่นักท่องเวลาพบพานในวันนี้ …ที่ต่างจะลุกขึ้นมาช่วงชิงความเป็นใหญ่ และโลดแล่นในสงครามสามก๊กต่อไป
[1] 拉大旗拉虎皮 ชักธงหนังเสือ หมายถึง ข่มขู่ให้ผู้อื่นเกรงกลัว
[2] 看热闹不嫌事大 ยุ่งเรื่องของคนอื่นเพราะไม่กลัวบานปลาย หมายถึง คนที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่เพียงแต่ยุ่งเอาบันเทิงเท่านั้น แต่มักจะทำให้เรื่องราวบานปลายอีก เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง