พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 151 องค์หญิงว่านเหนียนกับโสมคน
บทที่ 151 องค์หญิงว่านเหนียนกับโสมคน
เช้าตรู่ ณ จวนแม่ทัพหลัง
เล่าเจี้ยงกำลังเปลือยกายท่อนบน ยกลูกตุ้มหนักที่ทำจากหินสองก้อนอย่างไม่หยุดพัก
“ย้า ย้า ย้ากกก!”
เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ใบหน้าแดงก่ำ ทำได้เพียงพยายามยกโดยไม่สนเสียงร้องของตัวเอง
โชคดีที่องครักษ์ในจวนคุ้นเคยกับเสียงตะโกนของแม่ทัพหลังดี ไม่เช่นนั้นคงเร่งรุดเข้าไปปกป้องแล้ว
หลังจากทำซ้ำกว่าสิบครั้ง เล่าเจี้ยงก็โยนดัมเบลหินทิ้ง พลางนอนราบไปกับม้านั่งอย่างโล่งอก
“แฮ่ก… แฮ่ก… แฮ่ก…”
แม้เหงื่อจะเปียกโชกทั่วตัว แม้กระทั่งใบหน้าก็เต็มไปด้วยเหงื่อ กระนั้นเขาก็ไม่มีแรงจะเช็ดมันออก
“อ่า! สบายจัง วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยอีกวัน”
เมื่อพูดเรื่องการออกกำลังกาย ความอุตสาหะของเล่าเจี้ยงนั้นไม่มีใครเทียบได้
สิบกว่าปีมาแล้วเขาไม่เคยหยุด นอกจากจะเป็นแม่ทัพแล้วก็ยังหาเวลาออกกำลังกายด้วย
กล้ามเนื้อของเล่าเจี้ยงเจริญเติบโตขึ้นอย่างมากจนแข็งนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด เผยความองอาจอย่างชายชาตรีออกมา
หากเอ่ยในแง่พละกำลังเพียงอย่างเดียว แม่ทัพหลังเก่งไม่แพ้ฮองตง จูล่ง ไทสูจู้ ทว่ายังห่างไกลกับเตียนอุยมาก
น่าเสียดายที่เล่าเจี้ยงไม่มีคุณสมบัติในการฝึกวรยุทธ จึงอยู่ในน้ำมือพวกเขาไม่กี่คนได้ไม่กี่รอบเท่านั้น
ในระหว่างที่เขาหมกมุ่นอยู่กับกล้ามเนื้อตัวเอง เสียงองครักษ์ก็ดังมาจากข้างนอก
“ท่านแม่ทัพ จ่างสื่อกากับจู่ปู้ซุนขอพบท่าน”
เล่าเจี้ยงมองดูเหงื่อบนร่างกาย มันแห้งและเหนียวเหนอะหนะแล้ว แบบนี้สวมเสื้อผ้าไปคงไม่สบายตัวแย่
เขาจึงหันไปมองกุยเปี่ยว บนพื้น*[1] เป็นยามเฉิน (07.00 – 08.59 น) แล้วนี่เอง
“เจ้าบอกให้คนครัวเตรียมอาหารสำหรับสามคน แล้วให้กุนซือทั้งสองรอข้าอยู่ในโถงสำรับ ข้าจะล้างตัวครู่หนึ่งแล้วจะเข้าไป”
“ขอรับ”
เล่าเจี้ยงไม่รอช้า รีบกลับไปในห้องอาบน้ำ และชะล้างตัวภายใต้การปรนนิบัติของสาวใช้
แม้จะเร่งรีบแล้ว ทว่าการอาบน้ำแต่งตัวยังคงใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วยามอยู่ดี
“เหวินเหอ กงต๋า คงรอนานแล้วสินะ”
เมื่อแม่ทัพหลังมาถึงโถงสำรับ กาเซี่ยงกับซุนฮิวก็รออยู่แล้ว แม้แต่อาหารก็ถูกยกมาเตรียมไว้เรียบร้อย
“ไม่เป็นไรขอรับ”
เมื่อทั้งสองเห็นผู้เป็นนายก็เข้าไปกุมมือคำนับ
เล่าเจี้ยงดึงทั้งสองคนไปที่โต๊ะอาหาร และให้พวกเขานั่งลง
“เหวินเหอ กงต๋า เราคุยไปทานไปกันเถิด”
ทั้งสองคนไม่ปฏิเสธ หลังจากคบค้าสมาคมกันมาสักพัก กาเซี่ยง ซุนฮิวก็รู้จักอุปนิสัยของเจ้านายเป็นอย่างดี แม้มารยาทที่ควรจะมีจะไม่เคยขาดตกบกพร่อง กระนั้นก็สนิทสนมกันมากขึ้นจนไม่เห็นเป็นคนนอก
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นหรือแม้แต่สังคมศักดินาทั้งหมด ล้วนให้ความสำคัญกับการกินและนอน ให้เป็นช่วงเวลาห้ามพูดคุย
แต่เล่าเจี้ยงก็ยังชอบคุยไปด้วยทานไปด้วย โดยเฉพาะตอนกินข้าวกับคนใกล้ชิด
อาหารยุคนี้ล้วนขาดการปรุงรส แทบจะมีแค่การนึ่งเท่านั้นซึ่งไม่มีรสชาติใด ๆ แม้ว่านักท่องเวลาจะกินอาหารรสนี้มาสิบกว่าปีแล้ว ก็ยังชินกับมันไม่ได้เสียที
เขาฝึกซ้อมมาทั้งเช้า จึงหิวท้องกิ่วมานานแล้ว จึงคีบเนื้อขึ้นมาทาน
กาเซี่ยงกับซุนฮิวไม่ถือสานิสัยการกินของเจ้านาย สนใจแค่กินอาหารของตัวเองเท่านั้น
“เนื้อวันนี้ค่อนข้างสดดี คงไม่ใช่ม้าที่ตายเมื่อเช้านี้หรอกกระมัง?”
เล่าเจี้ยงกินเนื้อม้าเข้าไปหนึ่งคำ ทว่าคุณภาพของเนื้อนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างชัดเจน
ซุนฮุนวางตะเกียบลง แล้วพยักหน้าให้
“นายท่าน เมื่อครู่ตอนยกสำรับอาหารเข้ามา ข้ารับใช้บอกแล้วว่าเป็นของที่ส่งมาเช้านี้”
เล่าเจี้ยงอดส่ายหัวไม่ได้ พลางอุทานในใจ สงสัยเป็นม้าศึกตายอีกแล้วแน่!
“กงต๋า รีบกินเร็ว ไม่ต้องเกรงใจ”
อาจเป็นเพราะหิวมาก แม่ทัพหลังจึงไม่คุยอะไรอีก เอาแต่ก้มหน้าก้มตารับประทาน
เขากินมากและกินเร็ว ในขณะที่กาเซี่ยงกับซุนฮิวกินน้อยและกินช้า โชคดีที่วันนี้คนครัวทำอาหารมาเพียงพอ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีให้บัณฑิตทั้งสองรับประทาน
“อื้อออ…”
หลังจากกินอิ่มดื่มพอแล้ว เล่าเจี้ยงก็บิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ
“กุนซือทั้งสองอิ่มหรือไม่”
“ขอบคุณนายท่าน พวกเรากินเสร็จแล้ว!”
เล่าเจี้ยงนับถือสองคนนี้จริง ๆ สามารถเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันได้ทุกครั้ง และยังพูดเหมือนกันด้วย
คนรับใช้ทำงานอย่างรวดเร็ว ไม่นานโต๊ะก็ถูกจัดการจนสะอาด และยกน้ำชามาไว้แทน
“กุนซือทั้งสองมาเพราะเรื่องเมื่อวานใช่ไหม”
เล่าเจี้ยงหยิบถ้วยชาขึ้นมารินชาให้ทั้งคู่
“นายท่าน ดูท่าเมื่อวานคงได้รับมาไม่น้อย”
กาเซี่ยงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบา ๆ
มือที่ชงชาของแม่ทัพหลังหยุดชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มเฝื่อนออกมา
“เหวินเหอ เจ้าไม่รู้หรอก เมื่อวานฝ่าบาทเกือบฆ่าข้าเข้าแล้ว”
“อะไรนะ!”
กาเซี่ยงอุทานออกมา และมองนายท่านอย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นหันไปหาซุนฮิว พบว่าอีกฝ่ายก็ดูตกใจเช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของทั้งสอง เล่าเจี้ยงอดหัวเราะแหงนหน้าขึ้นฟ้าไม่ได้
“นายท่าน นี่?”
“เอาละ ๆ ข้าไม่แกล้งพวกเจ้าแล้ว”
เล่าเจี้ยงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่การสนทนากับเตียวเหยียง ไปจนถึงพบกับองค์หญิง จรดถึงตอนรอจงจิ่ง
“ใครบอกว่าฝ่าบาทเราเอาแต่แสวงหาความเสวยสุข ซื้อขายตำแหน่งทำเงินกัน?”
น้ำเสียงของแม่ทัพหลังค่อนข้างขี้เล่น ให้ความรู้สึกกวนโอ๊ย
“นายท่าน ในช่วงระยะนี้ทางด้านฝ่าบาทคงไม่มีปัญหาอะไร เขายังต้องพึ่งนายท่านต่อต้านกับโฮจิ๋นอยู่”
ซุนฮิวเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับกาเซี่ยง “ใช่ อีกอย่างหนนี้กระตุ้นให้สิบขันทีต่อสู้กับตระกูลอ้วน ทำให้ลดแรงกดดันของเราลดลงไปได้มาก”
“ฮ่า ๆ ๆ ปล่อยให้หมามันกัดกันเองเถิด! ยิ่งพวกมันกัดอย่างดุเท่าไร พวกเรายิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น!”
ยิ่งแต่ละขั้วอำนาจห้ำหั่นกันมากเท่าไร ยิ่งยากจะคำนึงถึงแม่ทัพหลังผู้นี้ อีกอย่างเมื่อเล่าเจี้ยงไปสนามรบซีเป่ย ก็สามารถใช้โอกาสนี้ หนีจากหลุมกำดักในเมืองลกเอี๋ยงนี้ได้อย่างสมบูรณ์
สถานการณ์ดีมากจริง ๆ แม้แต่กาเซี่ยงกับขุนซิวก็ศึกษากลุ่มกบฏซีเป่ยไปแล้ว
ระหว่างที่ทั้งสามมีความสุขกันอยู่นั้นเอง สีหน้าของเล่าเจี้ยงพลันเปลี่ยนไป แล้วเริ่มถอนหายใจออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เฮ้อ… น่าเสียดาย ข้าไม่สามารถนำโสมคนร้อยปีในวังมาให้ฮั่นเซิงได้ ทำได้เพียงเฝ้าดูฮองสู่…”
แม้แม่ทัพหลังจะรู้ว่าต่อให้ฮองสู่ตายในสักวันหนึ่ง ฮองตงก็ไม่โทษเขาและไม่ก่อกบฏ ทว่าเล่าเจี้ยงก็เป็นคนเหมือนกัน ย่อมไม่มองฮองสู่ตายไปอย่างน่าสงสารโดยไม่ทำอะไร
สำหรับเรื่องนี้ กาเซี่ยงเองไม่มีวิธีที่ดีเหมือนกัน สมบัติล้ำค่าเช่นนี้แทบจะถูกมองว่าเป็นมรดกตกทอด แทบจะเหมือนกับตราหยก
“นายท่าน เจ้ายังจำองค์หญิงว่านเหนียนได้หรือไม่?”
ครั้นได้ยินซุนฮิวถาม ในหัวเล่าเจี้ยงก็ผุดภาพสาวน้อยแสนสวยคนนั้นขึ้นมา
“จำได้สิ ฝ่าบาทเคยต้องการหมั้นองค์หญิงกับข้าอยู่ แต่ข้าปฏิเสธไป…”
ซุนฮิวมองนายท่านอย่างมีเลศนัย เพราะน้ำเสียงอีกฝ่ายฟังดูเสียดายเล็กน้อย
“นายท่าน ท่านรู้ต้นกำเนิดฐานันดรศักดิ์ขององค์หญิงหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหัว เขาจะรู้ต้นกำเนิดฐานันดรศักดิ์ขององค์หญิงได้อย่างไร หรือพระเจ้าเลนเต้ต้องการให้ธิดาตัวเองมีชีวิตอยู่หมื่นปี?
“เรื่องสตรีในราชวงศ์ ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
“นายท่าน ภูมิหลังขององค์หญิงว่านเหนียนเกี่ยวข้องกับโสมคนต้นนี้”
[1] กุยเปี่ยว 圭表 เป็นอุปกรณ์บอกวันที่โดยดูจากเงาของเสาที่ได้รับแสงอาทิตย์ โดยเงาของเสาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในรอบปี