พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 210 เชิญท่านลงโอ่ง
ตอนที่ 210 เชิญท่านลงโอ่ง
ตอนที่ 210 เชิญท่านลงโอ่ง*[1]
กองทัพฮั่นซึ่งเอาชีวิตรอดมาได้กำลังควบม้าไปในทิศทางเดียวภายใต้การนำทัพของเล่าเจี้ยง
“นายท่าน กองทัพเสเหลียงนี้ช่างเปราะเสียจริง! มีทหารเดินเท้ากว่าหมื่นนายแต่กลับถูกพวกเราบดขยี้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว!”
หลังจากผ่านตีนเขาเป่ยซานและทะลวงผ่านการซุ่มโจมตีของกองทัพเสเหลียงได้อย่างง่ายดายก็หมายความว่าเส้นทางข้างหน้าปราศจากซุ่มโจมตีอีก ทำให้ไทสูจู้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“ข้าคาดเดาว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวเลย หากพวกเขาตั้งกระบวนทัพเป็นแนวกีดขวางไว้กลางทาง เราคงไม่สามารถผ่านมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า แต่สีหน้ากลับไร้ความสุข อารมณ์ก็อึมครึมมืดมัวอย่างมาก
จนถึงตอนนี้เขายังไม่เห็นโจวเซิ่นเลย เจ้าสารเลวนั่นไปอยู่ที่ไหนกัน!
ด้วยเพราะการหายตัวไปของโจวเซิ่น เกือบจะทำให้กองทัพทั้งหมดพังทลายย่อยยับ แม้แต่เล่าเจี้ยงเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด!
โจวเซิ่น!
นัยน์ตาของเล่าเจี้ยงเดือดพล่านด้วยความโกรธ กลับไปเมื่อไร เขาจะไม่รามือเรื่องนี้แน่!
“นายท่าน พวกเราเดินทางไปอีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงช่องแคบหมู่หลินแล้วขอรับ”
“ดี รีบให้คนไปส่งสารให้เตียนอุย เขาจะได้ไม่ต้องรีบร้อน”
จูล่งรับคำสั่ง แล้วรีบสั่งให้ทหารของกองพลอู่ฉีมุ่งหน้าไปส่งสาร
ใช้เวลาไม่นาน ผืนป่าก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า บ่งบอกว่าตอนนี้ได้มาถึงช่องแคบหมู่หลินแล้ว
ช่องแคบหมู่หลิน เมื่อเห็นชื่อก็สามารถโยงไปถึงความหมายได้ จากการตั้งชื่อตามป่าไม้ พงไพรในบริเวณนี้เขียวชอุ่มมาก ภูมิประเทศตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูก หากต้องการเลี่ยงค่ายทหารของกองทัพเสเหลียงจากอำเภอเหมยหยางไปยังหุบเขาเร้นลับ นี่คือเส้นทางเดียวที่จะผ่านไปได้!
บริเวณนี้ต้นไม้หนาทึบ แต่ตรงกลางมีทางเดินธรรมชาติเหลือให้ผู้คนได้สัญจร
ช่องแคบหมู่หลินนั้นอันตรายมาก เพราะมีทางเข้าออกทางเดียว เพียงแค่ยึดทางด้านหน้าและด้านท้ายไว้ก็สามารถผนึกศัตรูไว้ข้างในได้
หากแต่การจะตัดเส้นทางของช่องแคบหมู่หลินนั้นนับว่ายากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านที่ใกล้กับหุบเขาเร้นลับซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายหุบเขาทั้งสองทำให้ปากทางเข้านั้นกว้างมาก! ราวเกือบหนึ่งร้อยหมี่!
“เร็ว! รีบเข้าไป!”
เล่าเจี้ยงนำกองพลทหารม้าของเขาตรงเข้าไปยังช่องแคบหมู่หลินโดยปราศจากความลังเล ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ พวกเขาก็หายลับสายตาไปอย่างรวดเร็วอย่างไร้ร่องรอย
ราวหนึ่งเค่อต่อมา เป่ยกงปั่วอวี้ก็ตามกองพลทหารม้าของเล่าเจี้ยงมาทัน และกรีธาทัพกองทหารม้ามุ่งตรงเข้าไปยังช่องแคบหมู่หลินอย่างไม่ลังเล
ไม่ใช่ว่าเป่ยกงปั่วอวี้ประมาท ทว่าอันที่จริงแล้วปากทางเข้าของที่นี่นั้นกว้างใหญ่เหลือแสน เหมือนตีนภูเขาธรรมดาทั่วไป เพียงแต่มีเพียงต้นไม้หนาทึบกว่าที่อื่นมากก็เท่านั้น
ในขณะที่กองทัพเสเหลียงยังคงเคลื่อนตัวลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ความเร็วของการเดินทัพกลับค่อย ๆ ช้าลง
“ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าสถานที่แห่งนี้จะมีภูมิประเทศแบบนี้ ยิ่งเข้าไปลึก ก็ยิ่งแคบลง! ทางเข้ากว้างกว่าร้อยหมี่ แต่มาถึงตรงนี้กลับเหลือเพียงสิบหมี่เท่านั้น!”
เป่ยกงปั่วอวี้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตลอดเวลา ภูมิประเทศเช่นนี้อันตรายเกินไป ง่ายที่จะถูกซุ่มโจมตี!
“พี่ใหญ่ เช่นนั้นแล้วพวกเราจะยังไล่ตามต่อไปหรือไม่? หากไม่ได้จริง ๆ ก็ถอยกันเถอะขอรับ ข้าเองก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่ค่อยดีนัก…”
หัวใจของหลี่เหวินโหวเริ่มสั่นไหวตั้งแต่ก้าวเข้ามาในป่า ทั้งยังมีลางสังหรณ์ไม่ดีมาโดยตลอด!
เป่ยกงปั่วอวี้สั่นศีรษะ ในเมื่อมาจนถึงที่นี่แล้ว เขาจะเลิกไล่ตามไปดื้อ ๆ ได้อย่างไร!
“พี่น้อง ผู้บัญชาการเปียนยังคงปิดล้อมอำเภอเหมยหยางเอาไว้ กองทัพหลวงไหนเลยจะยังมีกำลังสำรองไว้ซุ่มโจมตีพวกเรากัน? หากวันนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วยเล่าเจี้ยง เขาจะหนีมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
“อีกทั้งเจ้าลืมไปแล้วหรือว่ายังมีคนของเราคอยซุ่มโจมตีเล่าเจี้ยงอยู่ข้างหน้า ไม่แน่ว่าสมรภูมินั้นอาจเริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยซ้ำไป เราต้องสังหารพวกเขาโดยเร็วที่สุด กำจัดกองทัพฮั่นให้สิ้นซากเสีย”
“คือ…”
หลี่เหวินโหวยังลังเลอยู่เล็กน้อย เขาเข้าใจความหมายของเป่ยกงปั่วอวี้ดี แต่เขารู้สึกว่า จิตใจของตนก็ไม่สงบเมื่อเข้ามาที่นี่
“สหายหลี่ อย่าได้หวาดระแวงไปเลย หากเราโอ้เอ้ไปมากกว่านี้ เล่าเจี้ยงก็จะยิ่งหนีไปได้ไกล!”
เมื่อมองไปยังหลี่เหวินโหวที่ยังคงมองไปรอบ ๆ เป่ยกงปั่วอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกระตุ้นเขา
“รีบไปกันเถอะ ยิ่งเราเตะถ่วงเวลา ตัวแปรก็จะยิ่งมากขึ้น!”
“เฮ้อ ก็ได้! ทุกอย่างล้วนฟังตามที่พี่ใหญ่จัดการ!”
แม้ว่าหลี่เหวินโหวจะไม่เต็มใจ แต่เขาก็ไม่อาจตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเป่ยกงปั่วอวี้ได้ ทำได้เพียงมุ่งหน้าเข้าไปข้างในเท่านั้น
ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไปอีกครั้ง เป่ยกงปั่วอวี้ก็ยิ่งตกตะลึง ภูมิประเทศของช่องแคบหมู่หลินเกินกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก!
ความกว้างของช่องแคบหมู่หลินในตอนนี้น้อยกว่าสิบหมี่ ทหารม้าเพียงสี่ถึงห้าคนเท่านั้นที่สามารถเรียงหน้ากระดานผ่านเข้าไปพร้อมกัน!
เป่ยกงปั่วอวี้มองไปข้างหน้า แม้จะไม่รู้ว่าอยู่ห่างจากทางออกมากเพียงใด แต่ตนเพียงอยากจะรีบออกไปจากสถานที่บรรลัยนี่!
“ให้ตายสิ มันแคบลงเรื่อย ๆ เลย ต้องไปอีกนานแค่ไหนถึงจะผ่านไปได้!”
หัวใจของเป่ยกงปั่วอวี้เริ่มร้อนรนมากขึ้น ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้! เมื่อเดินเข้ามาลึกถึงเพียงนี้แล้วจึงทำได้เพียงเข้าไปเท่านั้น!
แต่เขามองข้ามปัญหาหนึ่งไป เมื่อทางแคบลง แถวจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ กองทหารนับหมื่นไม่สามารถเคลื่อนพลได้เลย
“หือ? ข้างหน้าคืออะไร”
เป่ยกงปั่วอวี้เพ่งมองไปข้างหน้าพบว่าห่างไปไม่ไกลไม่มีบางอย่างขวางกั้นเส้นทางอยู่!
“นี่… นี่ดูเหมือนจะเป็นคนใช่ไหม?”
วาจาของหลี่เหวินโหวพลันตะกุกตะกัก พร้อมลางร้ายที่ผุดขึ้นมาในใจ
“แย่แล้ว! เล่าเจี้ยง!”
เมื่อกองทัพเสเหลียงเข้าไปใกล้ ในที่สุดพวกเขาก็เห็นว่าคนที่ขวางทางอยู่ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นแม่ทัพเล่า!
ก่อนพบว่าเล่าเจี้ยงนำทหารม้ามาจัดกระบวนทัพไว้เรียบร้อยแล้ว มองดูท่าทางเห็นได้ชัดว่าตั้งมั่นเตรียมพร้อมรบ!
“เป่ยกงปั่วอวี้ หลี่เหวินโหว! ข้ารอเจ้าสองคนอยู่นานทีเดียว!”
สีหน้าของแม่ทัพหลังเย็นเยือกราวกับน้ำค้างแข็ง แม้แต่น้ำเสียงของเขาก็เย็นชาและเคร่งขรึมกว่าปกติ
“เล่า… เล่าเจี้ยง เจ้ายังกล้ามาปรากฏตัวที่นี่อีกหรือ!”
ไม่ว่าเป่ยกงปั่วอวี้จะโง่เขลาเพียงใด แต่ก็รู้ว่ารบในสมรภูมินี้ไม่ง่ายเป็นแน่ จึงจำต้องกัดฟันถ่วงเวลาตะล่อมอีกฝ่ายเท่านั้น
“โอ้? ทำไมข้าถึงต้องไม่กล้ามาที่นี่ด้วยเล่า”
ได้ยินดังนั้น เป่ยกงปั่วอวี้พลันใช้มือเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก เดิมที่อาการเช่นนี้ควรเป็นในวันที่ร้อนอบอ้าวแห่งคิมหันต์ ทว่าเขากลับเหงื่อแตกพลั่กเพราะรอยยิ้มเยาะของแม่ทัพหลัง
“ที่ด้านหลังของเจ้านั้นมีกองทัพนับหมื่นของข้า! อีกทั้งอำเภอเหมยหยางถูกกองทัพของผู้บัญชาการเปียนล้อมเอาไว้แล้ว! เจ้าช่างหาญกล้าเสียจริง! เมื่อกองทัพของข้ามาถึง แม้ว่าเจ้าจะติดปีกบินก็หนีไม่รอด!”
เล่าเจี้ยงขี้ขลาดตาขาวงั้นหรือ? ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยเผชิญหน้ากับกบฏโพกผ้าเหลืองกว่าแสนนายโดยไม่เกรงกลัว แล้วเขาจะมาหวาดกลัวอำนาจคุกคามของเป่ยกงปั่วอวี้ได้อย่างไร?
“พอแล้ว เลิกพูดเหลวไหลเสียที! เจ้ามีทหารนับหมื่นที่นี่ ที่นั่นก็มีทหารนับหมื่น เจ้ามีทหารมากมายเพียงนั้นเลยรึ?”
“แต่นั่นไม่สำคัญ ข้าไม่ได้สนใจเรื่องการซุ่มโจมตีจากด้านหลัง อีกทั้งข้าเองไม่ได้ต้องการอำเภอเหมยหยางแล้ว วันนี้ข้าแค่จะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง!”
“เจ้า!”
เป่ยกงปั่วอวี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ใครกันคาดคิดว่าเล่าเจี้ยงจะมีเจตจำนงแน่วแน่ที่ยิ่งใหญ่ในการปลิดชีพเขา!
“หลี่เหวินโหว พี่หลี่! อย่าพยายามให้สูญเปล่าเลย เจ้าคิดว่าคราวนี้จะยังหนีรอดไปได้อีกหรือ?”
หลี่เหวินโหวตัวสั่นเทิ้ม เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะล่าถอยออกไป ไม่คาดคิดว่าเล่าเจี้ยงจะทันสังเกตเห็นเขา!
“ท่าน… ท่านแม่ทัพหลัง…”
เป่ยกงป๋ออวี้เหลือบมองหลี่เหวินโหวด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าเจ้านี่จะเตรียมตัวหลบหนีไปเพียงลำพัง!
“ไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้ หากยังต้องการมีชีวิตอยู่ ก็ทำได้เพียงรบพุ่งไปด้วยกัน แล้วฆ่าเล่าเจี้ยงให้ตกจากหลังม้าเสีย!”
“ทหารทั้งหลาย ฆ่า!”
เป่ยกงปั่วอวี้ส่งเสียงคำรามสั่งให้ทหารของตนรบพุ่งไปข้างหน้า โดยหวังว่าจะเลียนแบบแม่ทัพหลังในการฟันฝ่าหาทางออกบนเส้นทางมรณะนี้
ฟู่!
พลันเสียงกึกก้องดังมาจากที่สูงจากทั้งสองด้าน ก่อนจะตามมาด้วยลูกไฟขนาดใหญ่ที่กลิ้งลงมาอย่างต่อเนื่อง
“เล่าเจี้ยง เจ้ากล้าดียังไง!”
เป่ยกงปั่วอวี้คำรามออกมา ใบหน้าของเขาถูกอาบไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เหอะ ๆ ข้ามีอะไรให้ต้องไม่กล้าด้วยเล่า! เป่ยกงปั่วอวี้ เวลาตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
“ยิงธนู!”
ทหารม้าเสเหลียงซึ่งวิ่งมาข้างหน้าแล้วถูกยิงจนพรุนด้วยลูกธนูที่พุ่งออกมาจากด้านหลังของเล่าเจี้ยง!
หลี่เหวินโหวมองดูเป่ยกงปั่วอวี้ด้วยความสิ้นหวัง มีห่าฝนลูกธนูอยู่ข้างหน้า ด้านข้างมีค่ายกลเพลิงกาฬ และในเวลานี้เขาติดอยู่ที่นี่ ไม่อาจเดินหน้าต่อหรือถอยกลับได้ ดูแล้วเขาคงถูกเผาตายอยู่ที่นี่!
“พี่ใหญ่! พวกเราจะทำอย่างไรดี?”
[1] เชิญท่านลงโอ่ง เป็นสำนวนหมายถึง ติดกับดักตัวเอง