พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 220 เลียแข้งเลียขา
บทที่ 220 เลียแข้งเลียขา
ซุนเกี๋ยนจากไปแล้ว เล่าเจี้ยงเองก็เช่นกัน ภายในห้องเหลือเพียงเตียวอุ๋นกับโจวเซิ่นสองคน
เตียวอุ๋นรู้สึกเหมือนรอดจากเหตุกาณ์ที่เลวร้าย เหมือนเกิดใหม่หลังพ้นเคราะห์กรรม จึงถอนหายใจด้วยความโล่ง
ทว่าโจวเซิ่นไม่ได้ผ่อนคลายมากนัก เขารู้สึกว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น!
เจ้าคนชั่วเล่าเจี้ยง! เจ้าทำให้ข้าลำบากแล้วสะบัดก้นจากไป เตียวอุ๋นไม่เพียงไม่กล้าเคียดแค้นเจ้า แต่ยังรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณเจ้าด้วย แล้วข้าล่ะ! ข้าจะทำอย่างไร!
มารดาเจ้าเถอะเล่าเจี้ยง เหตุใดข้าถึงได้โชคร้ายขนาดนี้!
“ฮึก ๆ ฮือ…”
ยิ่งคิดโจวเซิ่นยิ่งเสียใจ เลยอดร่ำไห้ขึ้นมาไม่ได้
ตัวเองจะอวดเก่งทำไมกันนะ!
พวกเขาตีกัน แต่ทำให้คนธรรมดาอย่างข้าซวย
“ทำไม? แม่ทัพโจว! เจ้าผิดหวังใช่ไหมที่ข้าไม่ได้ถูกเล่าเจี้ยงฆ่า”
เตียวอุ๋นก็เป็นคน การถูกปฏิบัติเช่นนี้ย่อมต้องระบายให้คนอื่นเป็นธรรมดา!
เล่าเจี้ยงแข็งแกร่ง เตียวอุ๋นมิอาจล่วงเกินได้ เจ้าโจวเซิ่นคงไม่เป็นไรใช่ไหม?
โจวเซิ่นย่อมฟังน้ำเสียงไม่เป็นมิตรของเตียวอุ๋นออก จึงคุกเข่าลงและคลานไปที่เท้าเตียวอุ๋นทันที
“แม่ทัพเตียว! ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าทนรับความยากลำบาก กล้ำกลืนความอัปยศอดสูก็เพื่อท่าน!”
“เห็นแม่ทัพเตียวปลอดภัยไม่เป็นไรแล้ว ข้าปลื้มใจนัก”
“ฮือ… ฮือ… ฮือ… อุบ!”
โจวเซิ่นกอดต้นขาเตียวอุ๋นไว้แน่นแล้วร้องไห้ ทว่ากลิ่นเหม็นสาบบนขาแรงเกินไป จนจำต้องน้ำตาไหล เพราะพะอืดพะอมไปด้วย
เพื่อปิดบังฉากที่น่าอับอายนี้ โจวเซิ่นทำได้เพียงร้องไห้ดังขึ้น
“เอาเถิด ๆ”
เตียวอุ๋นเตะโจวเซิ่นออกไปไกล พลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตารังเกียจ
“เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณแม่ทัพโจวงั้นสิ ขอบคุณที่เจ้าออมมือไม่ชกหน้าข้างั้นรึ”
โจวเซิ่นยังไม่ยอมแพ้ ปีนขึ้นไปเกาะเตียวอุ๋นทันที ทนสูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ไว้ แล้วพยายามอีกครั้ง
“แม่ทัพเตียว! เหตุใดท่านไม่เข้าใจความพยายามอันอุตสาหะของข้าเล่า”
เตียวอุ๋นสะบัดโจวเซิ่นไปสองสามครั้ง ทว่าแม่ทัพปราบโจรกอดเขาไว้แน่น จึงได้แค่ปล่อยให้อีกฝ่ายจับขาไว้อย่างจนใจ
“เอาเถิด เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง บอกข้ามาเหตุใดถึงประจบประแจงเลียแข้งเลียขาเช่นนี้”
โจวเซิ่นรีบเช็ดน้ำตา ก่อนมองเตียวอุ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง
“แม่ทัพเตียว หากข้าไม่ทำเช่นนี้ เล่าเจี้ยงนั่นจะไว้ชีวิตข้าหรือ”
เตียวอุ๋นได้ยินก็หัวเราะขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าโจวเซิ่นจะหน้าด้านถึงขั้นนี้
“ใช่ เจ้าทำถูกแล้ว ไอ้คนถ่อยกลับกลอก! เสียแรงที่ข้าเห็นเจ้าเป็นสหายรู้ใจ”
เตียวอุ๋นยิ่งคิดยิ่งกริ้ว จึงยกขาอีกข้างขึ้นเตะโจวเซิ่นซ้ำ ๆ โจวเซิ่นไม่โต้กลับ ได้แต่กอดต้นขาเตียวอุ๋นไว้แน่น
“แม่ทัพเตียว ท่านอยากเตะก็เตะเลย ข้าไม่เป็นไร! ท่านระบายออกมาได้เต็มที่เลย! แต่ข้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเองจริง ๆ”
“ชีวิตข้าโจวเซิ่น ตายก็แค่ตาย ไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ทว่าแม่ทัพเตียวไม่ใช่! แม่ทัพเตียวเป็นขุนนางสำคัญของราชสำนัก จะตายอย่างไม่กระจ่างชัดแจ้งได้อย่างไร?”
“ข้าแค่แสร้งทำเป็นภักดีต่อเล่าเจี้ยง แต่ความจริงวันหน้า ข้าจะรายงานพฤติกรรมอันโหดร้ายของเขาต่อฝ่าบาท ขอความเป็นธรรมให้แม่ทัพเตียว”
“ความเป็นตายของข้าเป็นเรื่องเล็ก ทว่าแม่ทัพเตียวจะถูกแม่ทัพหลังทำร้ายจนมิอาจชะล้างความคับข้องใจไปได้อย่างเด็ดขาด!”
โจวเซิ่นเอ่ยศีลธรรมอย่างเต็มปากด้วยท่าทางดูชอบธรรม ทำให้เตียวอุ๋นหวั่นไหวเล็กน้อย
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ? เจ้าไม่กลัวเล่าเจี้ยงแก้แค้นหรือไร?”
โจวเซิ่นลุกขึ้น ทำมือสาบาน
“ข้าโจวเซิ่นไม่สนเป็นตายนานแล้ว ขอเพียงทวงความยุติธรรมให้แม่ทัพเตียวได้ ต่อให้ข้าตายก็ไม่เป็นไร!”
เตียวอุ๋นไม่พูดอะไร เอาแต่มองดูโจวเซิ่นอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ถึงพ่นประโยคหนึ่งออกมาเบา ๆ
“น้ำใจแม่ทัพโจว ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด การต่อสู้กับกองทัพเสเหลียงครั้งต่อไป ยังต้องพึ่งพาความห้าวหาญของเจ้า”
“ข้าตายเพื่อแม่ทัพเตียวได้แน่”
พลันโจวเซิ่นดีใจมาก พลางตบอกรับรองกับเตียวอุ๋น
“อืม เจ้าไปเถิด”
แม่ทัพปราบเถื่อนกุมมือคำนับ ก่อนรีบนำทหารองครักษ์จากสถานที่อันน่าหวาดกลัวนี้
“เฮ้อ!”
เมื่อภายในห้องเหลืองเพียงเตียวอุ๋นผู้เดียว ไม่นานเขาก็มีสีหน้าสลดลง
โจวเซิ่น ไอ้เศษสวะ ไอ้คนถ่อยไม่มีใครเกิน!
คำพูดบ้า ๆ ของโจวเซิ่น เตียวอุ๋นจะแยกไม่ออกเลยเชียวหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่ ไม่ว่าแม่ทัพเตียวผู้นี้จะโง่แค่ไหน ก็มองลูกไม้ของแม่ทัพปราบโจรออก
เตียวอุ๋นถึงขั้นรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้างกายตนถึงรายล้อมไปด้วยคนถ่อยอย่างเช่นโจวเซิ่น!
เดิมทีเคยมีซุนเกี๋ยนผู้กล้าหาญและภักดี
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายถูกความริษยาจนตามืดบอดของเขาบีบคั้นให้ต้องถอยห่างไป
เตียวอุ๋นต้องใช้โจวเซิ่นอย่างไม่มีทางเลือก …น่าขมขื่นยิ่งนัก
เล่าเจี้ยงแสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว เขาจะไม่เข้าร่วมการต่อสู้ใด ๆ อีก
ตั๋งโต๊ะยิ่งไม่ต้องไปคิดถึง เขาสนับสนุนที่จะฆ่าแม่ทัพเพิ่งหัดสวมเกราะคนนี้อย่างเปิดเผย เตียวอุ๋นจะกล้าเพ้อฝันว่าอีกฝ่ายจะฟังคำสั่งของตัวเองหรือ?
หึหึ ให้ตั๋งโต๊ะฟังคำสั่งเตียวอุ๋น เกรงว่าหมูคงปีนต้นไม้ได้!
ดังนั้นเตียวอุ๋นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพิชิตกองทัพเสเหลียง ทั้งกองทัพฮั่นหลายหมื่นคน ข้างกายเตียวอุ๋นมีเพียงโจวเซิ่นเท่านั้น
น่าอัปยศ
…
บางทีอาจเพราะวันนี้เกิดการสังหารมากมาย แม้แต่สวรรค์ยังเศร้าเหลือคณา ถึงเกิดฝนตกห่าใหญ่ขึ้นมาในแผ่นดินกวนจง
ต้องขอบคุณฝนตกห่าใหญ่นี้ เตียนอุยถึงกลับถึงเมืองเหมยหยางได้อย่างปลอดภัย ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะกลับมาได้
“นายท่าน นายท่าน! ท่านดูสิว่าข้าจับใครมาได้”
ห่างไกลออกไป เตียนอุยโหวกเหวกจนทั้งค่ายทหารต่างได้ยินเสียงตะโกนของเขา
เล่าเจี้ยงกำลังรู้สึกหนักใจเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเตียนอุยที่ยังอยู่ไกลจากตัวเองเลยสักนิด
ทว่าเล่าเจี้ยงต้องยอมรับ เตียนอุยเป็นกำลังที่ขาดไม่ได้ในกองทัพจริง ๆ ด้วยนิสัยสนุกสนานนี้ของเขาได้เผยแพร่ไปสู่ผู้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว
“นายท่าน ดูสิ!”
เตียนอุยตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน แต่เขากลับไม่สนใจสักนิด กลับกันก็ได้ลากคนจนตรอกคนหนึ่งออกมา
“หลี่เหวินโหว?”
รูปร่างของคนผู้นี้มอมแมมมาก เล่าเจี้ยงมองอยู่นานก็ยังไม่แน่ใจ จึงตะโกนถามแฝงไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย
หลี่เหวินโหวลูบผมที่ยุ่งเหยิง ก่อนเผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดกว่าร้องไห้ออกมา
“แม่ทัพหลัง ไม่เจอกันนานเลย… ท่านแม่ทัพสบายดีหรือไม่?”
“หึหึ แม่ทัพหลี่ช่างเป็นแขกผู้มีเกียรติจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงประหลาดใจมาก และคาดไม่ถึงเลยว่าเตียนอุยจะจับหลี่เหวินโหวมา
“มิกล้า ๆ ข้าน้อยจะกล้ารบกวนแม่ทัพหลังได้อย่างไร! ทว่าแม่ทัพเตียนกระตือรือร้นเกินไป ข้าไม่รบกวนคงไม่เหมาะ…”
หลี่เหวินโหวยังคงเพ้อฝันว่าเล่าเจี้ยงจะไว้ตัวเอง ทว่าไม่ช้าเขาก็ได้รู้ว่า ตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร
“เจ้าช่างหน้าด้านจริง ๆ ช่างไม่รู้เลยว่าลูกธนูจะยิงทะลุตัวหรือไม่”
หลี่เหวินโหวไหนเลยจะกล้ารับประโยคนี้ ทำได้เพียงพยักหน้าพร้อมยิ้มแหย ๆ อยู่ด้านข้าง
“ไม่กี่เพลาก่อน แม่ทัพหลี่ยังสาบานว่าจะฆ่าเล่าเจี้ยงมิใช่หรือ? เพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วยามก็เปลี่ยนใจแล้วงั้นรึ”
เล่าเจี้ยงมองไปที่หลี่เหวินโหวด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง น้ำเสียงสูงยิ่ง
ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก อากาศยังหนาวเล็กน้อย แต่หน้าผากของหลี่เหวินโหวกลับเต็มไปด้วยเหงื่อ
“แม้แม่ทัพหลังจะให้ข้ายืมความกล้า ข้าก็ไม่กล้าทำเช่นนี้หรอก ทั้งหมดเป็นความคิดของเป่ยกงปั่วอวี้ชายคนนั้น”
“ข้ายอมจำนนต่อแม่ทัพหลังอย่างใจจริง ครั้งนี้ข้าจะไม่เป็นไส้ศึกแล้ว ข้าจะอยู่เคียงข้างแม่ทัพหลัง!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะลั่นออกมาอย่างทนไม่ไหว เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานมีคนผู้หนึ่งก็พูดกับเขาเช่นนี้
“ข้าเก็บเจ้าไว้จะมีประโยชน์อันใด? ข้าไม่เลี้ยงสวะ! ทว่าข้าขาดหมาเฝ้าประตูอยู่ตัวหนึ่งพอดี…”
เมื่อหลี่เหวินโหวได้ยินเช่นนี้ ก็ทรุดตัวลงกับพื้น แสร้งทำท่าเป็นหมา และยังหอนไม่หยุด
“โบร๋ว โบร๋ว โบร๋ว!”
เล่าเจี้ยงนึกได้แล้ว หลี่เหวินโหวผู้นี้คล้ายกับโจวเซิ่นจริง ๆ ทว่าเขาไม่คิดจะเลี้ยงหมาหรอก
“ฮ่า ๆ ๆ ช่างเถิด… มีสุนัขมากเกินไปก็สิ้นเปลืองเสบียงมาก …ลากมันไปบั่นหัวซะ”
“ไม่นะ! แม่ทัพหลังไว้ชีวิตข้าด้วย แม่ทัพหลังไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
หลี่เหวินโหวได้ยินพลันตกตะลึง รีบก้มกราบเล่าเจี้ยง แต่น่าเสียดายคนทรยศถูกกำหนดให้ต้องตาย
“เล่าเจี้ยง! ไอ้เดรัจฉาน เหตุใดเจ้าไม่ฆ่าข้าเสียเลยเล่า ยังจะดูถูกเหยียดหยามข้าอีก”
“เจ้า… ไอ้คนโฉดชั่ว! เจ้าไม่ตายดีแน่!”
“…”
เสียงดุด่ายังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งหัวของหลี่เหวินโหวหลุดออกจากบ่า
เล่าเจี้ยงไม่สนเสียงก่นด่าสักนิด เพียงแค่มองเบื้องหน้าอย่างเย็นชา
เขาฆ่าเตียวอุ๋นไม่ได้ อย่างไรเสียก็พัวพันใหญ่เกินไป เมื่อความแตกขึ้นมาผลที่ตามมามันยากจะรับได้
บังเอิญหลี่เหวินโหวได้ประจวบเหมาะพอดี หัวของเขาจึงกลายเป็นที่ระบายความโกรธของเล่าเจี้ยง