พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 268 พี่น้องตระกูลโฮ
บทที่ 268 พี่น้องตระกูลโฮ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ล้อข้าเล่นใช่ไหม? ในฐานะเจ้าเมืองฮั่นต๋ง ข้าจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้เชียวหรือ?”
ช่างยั่วให้เล่าเจี้ยงขบขันจริง ๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสองสามปี ใครกันคาดคิดว่าโฮจิ๋นจะโง่เขลากว่าเดิมเสียอีก!
แน่นอนว่าแม่ทัพใหญ่ทั้งโกรธทั้งอับอาย เขามองอีกฝ่ายด้วยความพยาบาท ครั้งหนึ่งเคยคิดไว้ว่าจะไม่เผชิญหน้ากับเล่าเจี้ยงก็ลืมไปเสียสนิท
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดท่านแม่ทัพหลังจึงไม่เข้าไปปราบกบฏในแคว้นสู่?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ตอบคำถามโง่ ๆ ของโฮจิ๋น แต่ดูแคลนด้วยสายตา ไม่ใช่เพียงแต่แม่ทัพหลังที่มีท่าทางเช่นนี้ เสนาอำมาตย์คนอื่น ๆ ต่างก็มองโฮจิ๋นด้วยสายตาแปลก ๆ เช่นกัน
หลังจากรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง เล่าเจี้ยงจึงประสานมือคำนับพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ท่านแม่ทัพใหญ่บอกให้กระหม่อมฝ่าฝืนคำสั่งไม่กลับมายังเมืองลกเอี๋ยง แต่ให้นำกองทัพไปยังแคว้นเอ๊กจิ๋วแทน ไม่ทราบว่านี่นับว่าเป็นเรื่องอะไร?”
โฮจิ๋นเพิ่งรู้ตัว ลืมไปว่าเล่าเจี้ยงได้รับคำสั่งเรียกตัวให้เข้าเมืองหลวง!
พระเจ้าเลนเต้กังวลว่าจะไม่มีเรื่องใดให้จับผิดโฮจิ๋น แต่ไม่คาดคิดว่าเล่าเจี้ยงจะหยิบยื่นเหตุผลที่สมบูรณ์แบบให้
“แม่ทัพใหญ่ ในแผ่นดินต้าฮั่นนี้ ข้าเป็นเจ้าชีวิต หรือแม่ทัพใหญ่เป็นเจ้าชีวิตกันแน่?”
น่าประหลาดใจที่พระเจ้าเลนเต้ไม่ได้โกรธจนเดือดดาล แต่กลับถามด้วยท่าทีสงบมาก
โฮจิ๋นเหงื่อกาฬแตกพลั่ก โทสะที่ถูกระงับไว้เพียงพอให้เขารู้สึกกลัวอย่างสุดหัวใจ!
“ฝ่าบาท กระหม่อมร้อนใจ จึงก้าวล่วงฝ่าพระบาท ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย!”
โฮจิ๋นรีบประสานมือโค้งคำนับเพื่อขออภัยโทษจากพระเจ้าเลนเต้
เมื่อดูจากการแสดงออกนั้น เล่าเจี้ยงก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม่ทัพใหญ่เปลี่ยนแปลงไปเช่นไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โฮจิ๋นไม่แม้แต่จะคุกเข่าลงเมื่อเผชิญหน้ากับโทสะของฮ่องเต้ เพียงแค่โค้งคำนับเพื่อขออภัยโทษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นเมื่อสามปีก่อน ในเวลานั้น โฮจิ๋นหวาดกลัวจนแทบจะหมอบคลานอยู่ตลอดเวลา!
“หึ ๆ อำนาจของแม่ทัพใหญ่ข่างกว้างขวางเสียจริง! เรื่องของแคว้นเอ๊กจิ๋วนั้นมีผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วคอยจัดการอยู่ หรือทุกแคว้นในใต้หล้านี้ล้วนแล้วแต่ต้องให้แม่ทัพหลังไปจัดการงั้นหรือ?”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ต้องการปล่อยแม่ทัพใหญ่ไปง่าย ๆ จึงเอ่ยตำหนิเขาต่อ โฮจิ๋นเองก็ไม่กล้าโต้เถียงอีก เขาเพียงโค้งคำนับอยู่อย่างนั้นโดยไม่กล้าเงยขึ้น
“ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องของแคว้นเอ๊กจิ๋วมาก มิสู้ให้แม่ทัพใหญ่กรีธาทัพไปยังแคว้นเอ๊กจิ๋วเพื่อปราบกบฏดีกว่ากระมัง!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ โฮจิ๋นพลันยืดตัวขึ้นทันที
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยมณฑลราชธานี เหตุใดจะจากไปได้โดยง่ายเช่นนี้? กระหม่อมคิดว่าเพียงขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วก็เพียงพอที่จะปราบกบฏได้แล้ว!”
ณ ชั่วเวลาคับขันนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โฮจิ๋นจะไม่มีวันจากไปจากเมืองลกเอี๋ยง หากเขาจากไป ก็ไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินแบบไหนเกิดขึ้นบ้าง!
พระเจ้าเลนเต้เองไม่ได้ยืนกรานสานต่อ เพียงระบายความแค้นด้วยการขู่ขวัญโฮจิ๋น อีกทั้งหากยืนกรานซ้ำ ๆ ไม่แน่ว่าอาจมีคนไม่น้อยที่กระโดดออกมาต่อต้าน
“เอาเถิด ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ปฏิเสธที่จะไป ข้าเองก็ไม่อยากบีบบังคับ หากแต่ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ต้องการดูแลความปลอดภัยของมณฑลราชธานี ก็ควรมีความสามารถที่เหมาะสมด้วยถูกไหม?”
หัวใจของโฮจิ๋นเต้นระรัว วันนี้พระเจ้าเลนเต้มาแปลกนัก พลันเขารู้สึกถึงวี่แววแผนร้ายอย่างลึกซึ้ง
“ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไร? หรือพระองค์ไม่เชื่อในความสามารถของกระหม่อม?”
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะไม่เชื่อในตัวแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร เพียงแต่แปดกองกำลังที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ของกองทัพอุทยานประจิมล้วนเป็นทหารใหม่ทั้งสิ้น จึงต้องการให้แม่ทัพใหญ่ไปฝึกซ้อมให้พวกเขาเสีย”
“ฝ่าบาททรงประสงค์จะฝึกซ้อมอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
พระเจ้าเลนเต้หัวเราะพลางชี้ส่ง ๆ ไปทางเล่าเจี้ยง
“ประจวบเหมาะที่แม่ทัพหลังกลับมายังลกเอี๋ยงพร้อมกองทัพ เช่นนั้นแล้วข้าคิดว่า เหตุใดเราไม่จัดการฝึกซ้อมทางทหารโดยให้ทหารภายใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพใหญ่และแม่ทัพหลังประลองกันเล่า เจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?”
ใบหน้าของโฮจิ๋นมืดมนลง เขาจะคิดเห็นอย่างไรได้อีก!
โฮจิ๋นเข้าใจความสามารถของเล่าเจี้ยงอย่างแจ่มชัด ไม่ต้องพูดถึงขุนศึกของเจ้าหนุ่มนี่ แม้แต่ตัวแม่ทัพหลังเองก็ล้วนหาญกล้า!
ยิ่งไปกว่านั้น คิดว่าเล่าเจี้ยงสร้างกองทหารแบบใดขึ้นมา? จะบอกว่าพวกเขาเป็นกองทัพขุนพลผู้เกรียงไกรในร้อยยุทธภูมิก็ไม่มากเกินไป! ส่วนทหารภายใต้การบังคับบัญชาแม่ทัพใหญ่นั้น… โฮจิ๋นจะไม่รู้คำตอบอยู่แก่ใจได้อย่างไร?
“ฝ่าบาท หากเสือสองตัวต่อสู้กัน ก็จะมีหนึ่งตัวที่บาดเจ็บ เพื่อประโยชน์ของใต้หล้า อย่าต่อสู้กันเลยจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
เพื่อไม่ให้แสดงความขี้ขลาดของตนออกมา โฮจิ๋นจึงหยิบยกสัจธรรมขึ้นมาใช้เพื่อปฏิเสธ ทว่าก็ยังได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากทุกคนอยู่ดี
เสนาอำมาตย์บางคนถึงกับเริ่มกระซิบกระซาบกัน
โฮจิ๋นหวาดกลัวละสิ… ไม่กล้าต่อสู้กับขุนพลและทหารของเล่าเจี้ยง!
พระเจ้าเลนเต้ไม่สามารถปล่อยให้แม่ทัพใหญ่ปัดออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว
“การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เดิมพันชีวิตและความตาย เป็นเพียงตัวอย่างให้เหล่าทหารใหม่เรียนรู้เท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง! ผู้ชนะจะได้รับรางวัลจากข้าอย่างงาม!”
“นี่…”
โฮจิ๋นยังไม่อยากจะยินยอม เขาไม่มั่นใจเลยจริง ๆ ว่าจะเอาชนะเล่าเจี้ยงได้
“แม่ทัพใหญ่ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลมากนัก คราวนี้ก็แค่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น หยุดในจุดที่ควรหยุด แต่ละฝ่ายส่งคนมาทั้งสิ้นสามพันนายก็พอ”
เป็นอีกครั้งที่พระเจ้าเลนเต้ให้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน ทั้งยังไม่ได้สู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้โฮจิ๋นสบายใจ
ถึงกระนั้น แม่ทัพใหญ่ก็ยังลังเลไม่กล้ายอมรับ นับว่าเป็นความอัปยศอดสูจริง ๆ
“ฝ่าบาท ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ตาขาวจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้า มิสู่ลืมเรื่องนี้ไปเสียดีกว่า…”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้น ชี้ไปยังผ้าผูกเอวปิดของสงวนส่วนล่างชิ้นสุดท้ายของโฮจิ๋น*[1] อย่างเหนือความคาดหมาย!
“บังอาจ! แม่ทัพหลังเช่นเจ้ากล้าดีอย่างไรมาพูดกับแม่ทัพใหญ่เช่นนั้น!”
มีคนผู้หนึ่งก้าวออกมายืนข้าง ๆ โฮจิ๋นเพื่อตำหนิเล่าเจี้ยงในทันใด
“โอ้? แล้วเจ้าเป็นใครกัน ถึงกล้าอวดดีต่อหน้าฝ่าบาท!”
แม้ว่าเล่าเจี้ยงจะไม่รู้ว่าใครคือคนที่ตำหนิเขา แต่ก็ไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นขุนนางใหญ่โตมาจากไหน แต่จะยังเหนือกว่าโฮจิ๋นได้อีกหรือ?
“ฟังให้ดี ข้าคือขุนพลทหารม้ารถศึก โฮเบี้ยว!”
โฮเบี้ยววางท่าแล้วจึงเอ่ยแนะนำตัวเองกับแม่ทัพหลัง
เล่าเจี้ยงใช้สายคลุมเครือเหลือบมองพระเจ้าเลนเต้ จึงตระหนักได้ว่าพ่อตาอยู่ในอากัปกิริยาชมการแสดง …หากจะจัดการกับพี่น้องตระกูลโฮนี้ เขาต้องลงมือด้วยตัวเองเท่านั้น
“หึ ๆ ขุนพลทหารม้ารถศึก เช่นนั้นแล้วท่านรู้จักขุนพลทหารม้าคนก่อนหรือไม่?”
“แม่ทัพหลังกำลังขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?”
โฮเบี้ยวหรี่ตาลงเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าคนล่าสุดที่ว่านั้นคือใคร!
เตียวอุ๋น ขุนพลทหารม้าคนล่าสุด เพียงเพราะเขาทำให้แม่ทัพหลังขุ่นเคืองก็ลงเอยด้วยการถูกถอดยศกลับเป็นสามัญชน ทั้งยังไม่มีการเรียกตัวกลับมารับตำแหน่งอีก คนในท้องพระโรงแห่งนี้ไม่มีใครรู้เลยงั้นหรือ?
วาจาของเล่าเจี้ยงไม่ได้มีเจตนาข่มขู่ แต่ทุกถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยการคุกคาม!
“แม่ทัพเหอเองเป็นขุนพลทหารม้า แม่ทัพหลังตัวเล็กอย่างข้าจะกล้าข่มขู่ท่านได้อย่างไร! ได้ยินมาว่าขุนพลทหารม้ารถศึกกำชัยเหนือกลุ่มกบฏที่ด่านเอี๋ยงหยง จึงคิดว่าความสามารถในการบังคับบัญชากองทัพต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่!”
โฮเบี้ยวยังคงคิดว่าเล่าเจี้ยงกำลังยกย่องเขา จึงแสดงท่าทางพึงพอใจออกมา
“ใช่! ในใต้หล้านี้มีเพียงแม่ทัพหลังที่ชำนาญการรบทัพจับศึกหรืออย่างไร?”
เล่าเจี้ยงหัวเราะพลางส่ายหน้า ไม่คิดว่าขนาดโฮจิ๋นโง่เขลาแล้ว ยังมีโฮเบี้ยวที่เบาปัญญากว่าพี่ชายอีกด้วย!
“ในเมื่อเล่าเจี้ยงเองไม่มีความสามารถ เช่นนั้นแล้วก็ให้ข้าได้เรียนรู้ถึงอำนาจทางการทหารของแม่ทัพใหญ่และขุนพลทหารม้ารถศึกไปพร้อมกันเลยเป็นอย่างไร?”
โฮเบี้ยวนั้นอยากจะตอบรับ ทว่าใครกันคาดคิดว่าโฮจิ๋นซึ่งอยู่ด้านข้างกลับรั้งเขาเอาไว้ทันที ทำให้โฮเบี้ยวได้แต่จ้องมองอย่างขุ่นเคือง
แม้ว่าพระเจ้าเลนเต้ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์จะไม่ได้ตรัสสิ่งใดเลย แต่ก็ให้ความสนใจกับพี่น้องตระกูลโฮและเล่าเจี้ยงอยู่ตลอดเวลา พระองค์เองไม่เคยคาดคิดว่าโฮจิ๋นจะระมัดระวังขนาดนี้ จนเขาเริ่มกังวลขึ้นมา
หากโฮจิ๋นไม่เข้าร่วมการประลอง แผนการหลังจากนี้ทั้งหมดของพระเจ้าเลนเต้จะเป็นดั่งพร่างบุปผา เงาจันทรา
[1] ผ้าผูกเอวปิดของสงวนส่วนล่าง อุปมาถึงการปกปิดความอับอาย
[2] พร่างบุปผา เงาจันทรา หมายถึง สิ่งที่มิอาจสัมผัสได้จริง