พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 294 การยั่วยวนของพระนางโฮฮองเฮา
บทที่ 294 การยั่วยวนของพระนางโฮฮองเฮา
เล่าเจี้ยงตกใจมากกับความใจกล้าของตั๋งโต๊ะ ตัวเองยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังกล้าหมิ่นเกียรติฮองเฮากับไทเฮาอย่างเปิดเผย!
ทว่าคนอย่างตั๋งโต๊ะทำให้เล่าเจี้ยงนับถือครู่หนึ่งจริง ๆ
โฮฮองเฮานั้นไม่เท่าไร นางเป็นหญิงสาวในวัยยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด มีความงามที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ อย่าว่าแต่ตั๋งโต๊ะเลย เล่าเจี้ยงเห็นแล้วยังใจสั่น แต่ตั๋งไทเฮาแก่เกินไปหรือไม่? ต่อให้ดูแลบำรุงดีแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร ผู้หญิงในยุคฮั่นแก่เร็วเป็นเรื่องปกติมาก
“ขุนพลพิทักษ์ หาใช่ข้าหมิ่นเกียรติ แต่หากท่านต้องการปกครองราชสำนัก แล้วไทเฮากับฮองเฮาไม่ซื่อสัตย์ จะไม่สร้างปัญหาให้เราทุกวันหรอกหรือ?”
เมื่อตั๋งโต๊ะเห็นเล่าเจี้ยงมองตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ ก็เริ่มไม่มั่นใจ จึงรีบผูกมัดเล่าเจี้ยงเป็นพวกตัวเองอย่างรวดเร็ว
“สตรีสองคนที่แม่ทัพตั๋งโต๊ะชอบพอนั้นไม่ธรรมดาเลย หากไม่มีอำนาจสูงสุดจะแตะต้องพวกนางได้อย่างไร? แต่คิดดูแล้ว แม้ข้าจะปกครองราชสำนัก กระนั้นพวกขุนนางต้องกล่าวโทษเจ้าที่ทำให้โอรสของฮ่องเต้องค์ก่อนไร้บิดามารดาไร้ญาติขาดมิตร เจ้าว่าข้าควรจัดการอย่างไร?”
ตั๋งโต๊ะได้ยินคำพูดของเล่าเจี้ยงก็ดีใจมาก ไม่คิดเลยว่าภายนอกขุนพลพิทักษ์ดูเหมือนขุนนางจงรักภักดี ทว่าความจริงเหมือนตัวเองทุกประการ เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ชั่วร้าย
“เฮ้อ! คนงามเช่นนี้กลับต้องอยู่คนเดียวในห้องว่าง ช่างน่าเสียดายจริง ๆ”
เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของตั๋งโต๊ะ เศษเสี้ยวในใจเล่าเจี้ยงที่ยังผูกพันกับพระเจ้าเลนเต้อยู่บ้างแทบอยากต่อยสักหมัด น่าเสียดายตัวเองยังต้องใช้ประโยชน์จากเขาอยู่
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะชอบสองคนนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเลย…”
ตามคาดตั๋งโต๊ะได้ยินเช่นนี้ เลิกคิ้วขึ้นมาทันที
“หืม? ขอขุนพลพิทักษ์ชี้แนะด้วย ข้าจะซาบซึ้งอย่างมาก”
“หากอยากครอบครองพวกนางจะต้องมีอำนาจสูงสุด แม่ทัพตั๋งโต๊ะลองไปตรองดู…”
เล่าเจี้ยงแตะไหล่ตั๋งโต๊ะเบา ๆ แล้วเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรมากอีก ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนบื้ออยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าไร้จิตวิญญาณ
“ขุนพลพิทักษ์ ฮองเฮาเรียกเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ”
ขณะที่เล่าเจี้ยงกำลังเดินออกจากท้องพระโรงและขบคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปอยู่นั้น นางข้าหลวงคนหนึ่งก็เข้ามาขวางทางเขา พลางกระซิบจุดประสงค์ที่มาข้างหู
“หืม? ฮองเฮา!”
ในหัวเล่าเจี้ยงปรากฏร่างโฮฮองเฮาขึ้นมา หลังจากครุ่นคิดหลายตลบแล้ว ก็ตัดสินใจไปพบนาง
“ไปกันเถิด”
เชื่อว่าด้วยความใจกล้ารอบรู้ของโฮฮองเฮา ต้องไม่กล้าทำร้ายเขาแน่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเตียนอุยที่ตามไปคุ้มกันด้วย ไม่มีทางเกิดเหตุไม่คาดฝันแน่นอน
นี่เป็นครั้งแรกที่เล่าเจี้ยงมาเยือนวังหลังของราชวงศ์นี้ นางข้าหลวงพาเขาลัดเลาะเส้นทาง อ้อมนู้นอ้อมนี่ ในที่สุดก็มาถึงตำหนักของโฮฮองเฮา
เล่าเจี้ยงส่งสายตาหาเตียนอุยให้เขารออยู่ข้างนอก ส่วนตัวเองผลักประตูเข้าไป
สิ่งแรกที่รู้สึกได้เมื่อเหยียบเข้ามาในห้องคือกลิ่นหอมรัญจวน ภายในห้องตกแต่งด้วยสีม่วง เมื่อเข้ามาจะทำให้คนรู้สึกรื่นรมย์เป็นพิเศษ
“ฮองเฮาเหนียงเหนียง กระหม่อมเข้ามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปด้านในอีกสองสามก้าว ก่อนจะได้ยินโฮฮองเฮาตอบกลับ
“ขุนพลพิทักษ์ไม่ต้องสุภาพหรอก ท่านแม่ทัพทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเองเถิด…”
เล่าเจี้ยงเม้มริมฝีปาก ไม่คิดเลยว่าโฮฮองเฮาผู้นี้จะกล้ายั่วยวนเขาเช่นนี้!
ไม่นานชายหนุ่มก็เข้าใจทันที ประโยคที่ทำให้เขาตกใจนี้แปลเป็นอื่นไม่ได้แน่นอน
หลังจากเล่าเจี้ยงเข้ามา โฮฮองเฮายังนั่งอยู่บนเตียง สวมอาภรณ์ที่เรียบง่าย แขนขาเรียวงามของนางถูกปกคลุมไปด้วยผ้าสีม่วงบาง วับ ๆ แวม ๆ
เนื่องจากนั่งอยู่บนตั่ง ต้นขาเรียวขาวดุจหิมะยังเผยออกมาให้เห็น ทำให้สติสตังเล่าเจี้ยงมึนเมาไปครู่หนึ่ง
วู้ว! แม่เจ้า! ใครจะทนไหว? หากตั๋งโต๊ะอยู่ที่นี่ ต้องโถมเข้าตะครุบแน่นอน!
เล่าเจี้ยงอดบ่นในใจไม่ได้ ทว่าดวงตายังคงเคลื่อนมองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว
โฮฮองเฮาเห็นท่าทีของเล่าเจี้ยง ไม่เพียงปราศจากความอับอายหรือโกรธเท่านั้น แต่ยังแอบชื่นชมยินดีด้วย
“ขุนพลพิทักษ์ มานั่งสิ”
โฮฮองเฮาใจกล้ามาก ไม่คิดเลยว่าพระนางจะชี้ไปที่ตั่งข้างเท้าตัวเอง
เดิมเล่าเจี้ยงอยากจะเข้าไปทันที ทว่าเศษเสี้ยวในใจบอกเขาให้สงบสติอารมณ์ไว้!
“ขอบพระทัยฮองเฮาเหนียงเหนียง เพียงแต่ลำดับชนชั้นต่าง กระหม่อมยืนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
โฮฮองเฮาหัวเราะคิกคักอยู่พักหนึ่ง ในใจนางผู้ชายทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้ ทำตีมาดขรึม… เห็น ๆ ว่าอยากเข้ามา แต่กลับปากแข็ง
“ในเมื่อขุนพลพิทักษ์ไม่ต้องการมานั่งที่นี่ เช่นนั้นข้าเดินเข้าไปเองก็ได้”
เล่าเจี้ยงรู้สึกถึงกลิ่นหอมโชยเข้ามา จากนั้นโฮฮองเฮากลับยืนอยู่ต่อหน้า อีกทั้งยังอยู่ใกล้มากด้วย!
“ฮ่า… ฟู่ว…”
ครั้นเห็นเนินสูงตระหง่าน เล่าเจี้ยงทำได้เพียงกลืนน้ำลายและหอบหายใจแรงไม่หยุด เขาเอาแต่บอกตัวเองว่าอย่ามอง แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้
“ข้างามไหม?”
โฮฮองเฮาก้มเข้าไปใกล้ข้างหูเล่าเจี้ยง และเอื้อนเอ่ยออกมาสามคำเบา ๆ
“งาม…”
เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยสักนิด เขาเอ่ยคำนี้ออกมาอย่างลืมตัว
“แล้วเจ้าอยากจะ…”
“ฮองเฮา!”
เล่าเจี้ยงกัดปลายลิ้น บังคับตัวเองให้ตื่น ก่อนถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“ฮองเฮาเหนียงเหนียงมีเรื่องอันใดโปรดบอกกระหม่อมมาตรง ๆ เถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
โฮฮองเฮายังคงเศร้าอยู่เล็กน้อย เอามือปิดหน้าอกแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ต่อไปขุนพลพิทักษ์จะเป็นแม่ทัพผู้มีอำนาจในราชสำนัก จะต้องเป็นคน อยู่ใต้คนผู้เดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่นแน่ ข้ามีเรื่องเล็กน้อยอยากฝากท่านแม่ทัพ ขอเพียงยอมตกลง ท่านแม่ทัพอยากทำอะไร ข้าเต็มใจมอบให้…”
โฮฮองเฮามองเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้ารักใคร่ แล้วค่อย ๆ ดึงผ้าบางสีม่วงลงมา เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอันน่าหลงใหล
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องซ่อนแล้ว จึงเผยท่าทางหยอกล้อออกมา
“ฮ่า ๆ ฮองเฮาเหนียงเหนียงไม่กลัวว่ากระหม่อมลงมือแล้วจะปัดความรับผิดชอบหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ในตอนแรกโฮฮองเฮาชะงักเล็กน้อย นางไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะพูดคำเช่นนี้ออกมาได้ แต่จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
“ขุนพลพิทักษ์อย่าได้ล้อข้าเล่น ท่านเป็นคนฉลาดมีชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้า คงไม่อยากแบกรับเรื่องอื้อฉาวว่ามีความสัมพันธ์กับมเหสีม่ายของฮ่องเต้องค์ก่อนกระมัง”
เล่าเจี้ยงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ทว่าชื่อเสียงของเช่นนี้เทียบกับสิ่งเย้ายวนตรงหน้าไม่ได้ มันไม่คุ้มค่าให้เอ่ยถึงเลย ฮองเฮาเหนียงเหนียงไม่เข้าใจเรื่องนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
แน่นอนว่าโฮฮองเฮาเข้าใจ หากไม่เข้าใจ นางจะเต็มใจมอบกายให้เล่าเจี้ยงได้อย่างไร?
“ข้าย่อมเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ข้าเป็นฝ่ายเข้าไปหาท่านแม่ทัพก่อน ขอท่านเห็นแก่เราหญิงม่ายกับเด็กกำพร้า ตอบสนองคำขอเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้า”
เล่าเจี้ยงขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนยื่นมือเชยคางโฮฮองเฮาขึ้น ยิ่งเสริมให้ท่าทางเขาดูกำเริบเสิบสาน
“เช่นนั้นพระองค์เคยคิดบ้างหรือไม่ ว่าแม้กระหม่อมจะบังคับ พระองค์ก็มิอาจขัดขืนได้?”
โฮฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปัดนิ้วของเล่าเจี้ยงออกเบา ๆ แล้วโน้มตัวไปใกล้ข้างหูเล่าเจี้ยง
“ขุนพลพิทักษ์ไม่รู้อะไร พวกเราที่เข้าวังเพื่อรับใช้ฝ่าบาทนั้นไซร้ได้ผ่านการฝึกฝนมามากมาย ขัดขืนหรือไม่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา เล่าเจี้ยงยิ่งรู้สึกทรมานจนทนไม่ไหว ก่อนโอบเอวของโฮฮองเฮาเข้ามา
“ตรัสมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากฟังว่าฮองเฮาเหนียงเหนียงต้องการอะไร”
เสียงหัวเราะยินดีดังขึ้นระลอกหนึ่ง ฟังแค่เสียงก็รู้แล้วว่าโฮฮองเฮาตื่นเต้นมาก
“เรื่องนี้ง่ายมากสำหรับขุนพลพิทักษ์ แค่ต้องประกาศให้พวกขุนนางทราบว่าฮ่องเต้องค์ก่อนฝากคำสั่งเสียให้หองจูเปียนของข้าสืบทอดบัลลังก์!”
“ฮ่า ๆ ง่ายมากจริง ๆ”
เมื่อมองโฮฮองเฮาที่มีเสน่ห์เหลือล้นตรงหน้า เล่าเจี้ยงก็เผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา หรือเศษเสี้ยวในใจนั้นจะมลายหายไปกับกลิ่นหอมของตำหนักนี้เสียแล้ว?