พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 305 ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 305 ขอความช่วยเหลือ
ตั๋งโต๊ะตะโกนอย่างกังวล หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไพร่พลนับหมื่นของตัวเองจะเหลือสักกี่คนกัน?
“นายท่าน บัดนี้หาใช่เวลามัวมาลังเล หากกองทัพเป๊งจิ๋วบุกเข้ามาในค่ายได้ พวกเราจบแน่!”
ลิยูควบม้าวิ่งเหยาะ ๆ ไปอยู่ด้านข้างตั๋งโต๊ะ ทั้งหมดนี้เป็นการรับมือของเขาในยามฉุกเฉิน
ตอนนี้กองทัพเป๊งจิ๋วไม่มีอุปสรรคขัดขวางใด ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงบุกเข้ามาค่ายได้แน่ ถึงตอนนั้น ทุกอย่างก็จบ
“แต่…”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นแล้ว นายท่าน เราต้องเห็นสถานการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ!”
ไม่คิดเลยว่าลิยูจะโมโหใส่ตัวเอง ตั๋งโต๊ะมองลูกเขยตัวเองด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่ลิยูพูดเช่นนี้กับเขาหลังติดตามกันมาหลายปี
ตั๋งโต๊ะทอดสายตาออกไปนอกค่ายอีกหน แม้ทหารจะบาดเจ็บล้มตายสาหัส กระนั้นผลลัพธ์ของการยิงธนูก็ชัดเจนมาก ทหารม้าของกองทัพเป๊งจิ๋วเริ่มตื่นตระหนกกันแล้ว และเริ่มปรากฏสถานการณ์ตกจากหลังม้าเพราะถูกยิงแล้ว
“บ้าชะมัด ไม่คิดเลยว่าลิโป้ผู้นี้จะจัดการยากนัก! หากไม่จัดการเขาแล้วจะฆ่าเต๊งหงวนได้อย่างไร!”
สถานการณ์นอกค่ายดีขึ้นทำให้ตั๋งโต๊ะสงบลง ครั้นมองผ้าคลุมของลิโป้โบกสะบัดตามสายลมยามเดินกลับค่ายฝั่งตรงข้าม ก็เริ่มปวดหัวขึ้นมา
เดิมคิดว่าจะสามารถเอาชนะเต๊งหงวนได้ด้วยข้อได้เปรียบของกองกำลัง แต่ไม่คิดเลยว่าตัวเองกลับตกอยู่ในสถานการณ์พ่ายแพ้ยับเยิน
กองทัพนับหมื่นของข้า… พ่ายแพ้เพราะลิโป้แค่คนเดียว!
“นายท่าน เรื่องนี้เราต้องไปขอความช่วยเหลือจากเล่าเจี้ยง แม้ต้องยืมเตียนอุยจากเขาก็ตาม ไม่รู้ว่านายท่านสังเกตเห็นหรือไม่ ทหารม้าเหล่านี้ไม่อ่อนแอไปกว่ากองพลหมีทะยานของเราเลย”
ตั๋งโต๊ะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตอนนี้ ที่ตนอยากสังหารเต๊งหงวนด้วยมือตัวเอง เกรงว่าคงเป็นเรื่องเพ้อฝัน
“ลิฉุยกับกุยกี ไอ้สวะสองคนนี้อยู่ที่ไหน? ให้พวกเขามาพบข้า!”
เมื่อกล่าวถึงกองพลหมีทะยาน ตั๋งโต๊ะก็ยิ่งเดือดดาลเสียเต็มประดา หากไม่ใช่เพราะเจ้าโง่สองคนหนีออกจากสนามรบ ตนคงไม่เกือบตายหรอกหรือ
เขาจับคอตัวเอง จนตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บนิด ๆ
แม้จะเอาตัวรอดได้ แต่กลับถูกความสิ้นหวังบดขยี้
“นายท่านโปรดระงับโทสะ ข้าได้สั่งให้ลิฉุยกับกุยกีนำกองพลหมีทะยานเคลื่อนพลมาจากด้านหลัง เตรียมโจมตีเต๊งหงวนจากทั้งสองด้านแล้ว”
มาตอนนี้ ตั๋งโต๊ะถึงตระหนักได้ว่าลิยูยอดเยี่ยมมาก ในตอนที่ตัวเองประสบปัญหาก็ได้เตรียมการที่ดีที่สุดแทนตัวเองแล้ว
ไม่นาน… เสียงโห่ร้องก็ดังมาจากทั้งสองด้านของค่าย ลิฉุยกับกุยกีแยกกันนำทหารม้าจู่โจมกองทัพเป๊งจิ๋ว!
ทั้งกองทหารหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วและกองพลหมีทะยานต่างก็เป็นทหารม้าชั้นยอด ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมให้ใคร การสู้รบจึงเริ่มเข้าสู่ช่วงเข้มข้นขึ้น
ภายใต้กุนซือลิยู สถานการณ์ที่เดิมทีกองทหารหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วบุกอย่างราบรื่นกลับพลิกผันไปทันที และค่อย ๆ ตกอยู่ในวงล้อมอันตราย
ตรงหน้ามีทหารราบกับพลธนูคอยต่อต้านไว้ ปีกทั้งสองด้านมีทหารม้าเข้าโจมตี แม้แต่ลิโป้เองในตอนนี้ก็มีท่าทางวิตกกังวล
เดิมทีลิโป้คิดอยากพึ่งพาพาตัวเอง มุ่งสังหารนายพลศัตรูอย่างรวดเร็วและเอาชนะทหารม้าของศัตรูให้ได้ น่าเสียดายลิฉุยกับกุยกีซ่อนตัวเองเป็นอย่างดี ไม่มีโอกาสให้หาเลย
“พ่อบุญธรรม เรามีทหารน้อย หากยังดื้อดึงเช่นนี้อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร มิสู้รีบถอนกำลังดีกว่า!”
ลิโป้รีบตะบึงม้าไปหาเต๊งหงวน สีหน้าเคลือบไปด้วยความกังวล บอกว่าทหารม้าเหล่านี้อยู่ภายใต้คำสั่งของเต๊งหงวน แต่จริง ๆ แล้วทั้งหมดเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาของลิโป้
“ก็ได้ ตีระฆังถอยทัพ!”
เต๊งหงวนมองค่ายตรงหน้าด้วยความเสียดาย ก่อนพยักหน้าตกลง อย่างไรเสียสิ่งที่ลิโป้พูดก็คือความจริง หากยังสู้ต่อไปตัวเองต้องสูญเสียหนักขึ้นเรื่อย ๆ แน่
เสียงระฆังดังกึกก้อง กองทหารหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วถอยกลับเหมือนกระแสน้ำก็ไม่ปาน ข้อดีของทหารม้าที่มาอย่างเร็วกลับอย่างไร้ร่องรอยปรากฏให้เห็นอีกครั้ง
ลิฉุย กุยกีไม่ได้สั่งให้ไล่ตามไป หนนี้ตีจนกองทัพเป๊งจิ๋วถอนทัพได้ ในความคิดพวกเขานับว่าเป็นโชคดีแล้ว!
ไม่นานสงครามระหว่างเต๊งหงวนกับตั๋งโต๊ะก็สั่นสะเทือนไปทั่วเมืองลกเอี๋ยง และทุกสายตาพลันเพ่งเล็งไปที่ชายสองคนนี้ทันที
ขุนนางทุกคนรู้อยู่แก่ใจ เมื่อมีการตัดสินผู้แพ้ชนะระหว่างทั้งสองคน ก็จะเป็นวันตัดสินว่าฝ่ายที่ผู้ชนะสนับสนุนจะได้ครอบครองบัลลังก์!
…
สามวันต่อมา ณ จวนขุนพลพิทักษ์
นับตั้งแต่เล่าเจี้ยงย้ายครอบครัวไปยังเมืองฮั่นต๋ง จวนขุนพลพิทักษ์ก็ว่างขึ้นมาก เล่าเจี้ยงถึงขนาดจัดเตรียมทหารห้าร้อยคนในจวนได้
“กงต๋า เต๊งหงวนคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ บุกตีจนตั๋งโต๊ะหัวหด!”
ในฐานะบ่าวช่างยุ เล่าเจี้ยงย่อมคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย และพอรู้กำลังรบของกองทัพหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วดี
“นายท่าน ไม่กังวลจริงหรือว่าตั๋งโต๊ะจะพ่ายหรือ หากเป็นเช่นนั้นแผนเราก็จะสูญเปล่าหมด”
นับตั้งแต่พระเจ้าเลนเต้ตาย ซุนฮิวก็ปลดปล่อยพันธนาการในใจไปได้สิ้นเชิง เขาในตอนนี้อุทิศตัวทำทุกอย่างเพื่อความทะเยอทะยานของนายท่านจริง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ กงต๋า เจ้าเชื่อหรือไม่ ประเดี๋ยวเต๊งหงวนก็จะตาย กองทัพเป๊งจิ๋วทั้งหมดก็จะเป็นของตั๋งโต๊ะ!”
หากไม่ใช่เพราะรู้จักเล่าเจี้ยงดี ซุนฮิวต้องคิดว่าชายตรงหน้าเป็นคนบ้าไปแล้วแน่นอน
ตั๋งโต๊ะถูกเต๊งหงวนบุกตีจนไม่กล้าออกจากค่าย เขาจะเอาอะไรไปกำราบเต๊งหงวน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงรวบกองทัพเป๊งจิ๋ว
“นายท่าน ท่านคงไม่ได้พูดล้อเล่นหรอกใช่ไหม?”
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้ม และดูมั่นใจมาก
“ฮ่า ๆ ๆ กงต๋า จังหวะนี้เราแค่ซุ่มรอดูการเปลี่ยนแปลงก็พอแล้ว!”
ซุนฮิวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ครั้งนี้เขาอยากเห็นนักว่าตั๋งโต๊ะจะพลิกจากสถานการณ์ตกที่นั่งลำบากขึ้นมาได้อย่างไร หากหนนี้เล่าเจี้ยงทายถูกอีก ตั๋งโต๊ะคงเป็นนักโกงความตายจริง ๆ แล้ว!
“จริงสิกงต๋า ข้าได้ยินมาว่าซุนฮกเรียกหาเจ้าหรือ?”
“ขอรับ ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถปิดบังนายท่านได้”
เล่าเจี้ยงสนใจซุนฮกอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะมีโอกาสหนึ่งในหมื่นที่จะได้มา กระนั้นเขาก็ไม่คิดยอมแพ้
“ไม่รู้ว่าเหวินรั่วมีเรื่องอันใด?”
เห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของเล่าเจี้ยง ซุนฮิวก็เข้าใจเจตนาของนายท่านแล้ว ทว่าเรื่องนี้นำคำว่า ‘ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์’ มาบรรยายคงไม่เกินจริง
“นายท่าน อาของข้าคนนี้… มีความคิดไม่ตรงกับนายท่าน จิตใจแข็งดั่งหินผายากจะสั่นคลอน”
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะตัวเอง ความจริงเขารู้ผลลัพธ์นี้อยู่แล้ว เพียงแต่ทุกครั้งก็ยังไม่อยากทิ้งความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอ
“เฮ้อ… น่าเสียดายที่ข้ากับเหวินรั่วไร้วาสนาต่อกัน”
เห็นเล่าเจี้ยงไม่ถามอะไรต่อ ซุนฮิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน
“นายท่าน ท่านอาอยากให้ข้าโน้มน้าวนายท่านไม่ให้ปลดองค์ชายใหญ่ทิ้งแล้วแต่งตั้งองค์ชายรอง และสนับสนุนให้หองจูเปียนขึ้นครองบัลลังก์… แต่ข้าได้ปฏิเสธไปแล้ว”
เล่าเจี้ยงพลันรู้สึกซาบซึ้งใจ ไม่คิดเลยว่าซุนฮิวจะทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้ ปฏิเสธเจตนารมณ์ของครอบครัวที่เป็นฝ่ายตระกูลทรงอิทธิพล และย้ายลูกเมีย คนแก่ทั้งเด็กที่เป็นคนในตระกูลสายตนเองไปที่เมืองฮั่นต๋งทั้งหมด นับว่าพร้อมรับศึกเต็มที่ หากตระกูลซุนเด็ดขาดกว่านี้ ก็สามารถตัดซุนฮิวออกจากตระกูลซุนได้เลย
“ความภักดีของกงต๋านั้น ข้ารับรู้อย่างลึกซึ้งแล้ว ชีวิตนี้จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังเด็ดขาด”
ซุนฮิวอดรู้สึกประทับใจไม่ได้ และยิ่งรู้สึกว่าทุกสิ่งที่ตัวเองทำนั้นคุ้มค่า
นักปราชญ์ในยุคสามก๊กล้วนเป็นเช่นนี้ พึงพอใจกับการได้รับการยอมรับจากผู้เป็นนาย เพียงไม่กี่คำก็มีค่ามาก
ในระหว่างที่สองนายบ่าวกำลังคุยกันสนุกสนาน เตียนอุยก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“นายท่าน ลิยูต้องการพบท่าน”
“ลิยูงั้นรึ ให้เขาเข้ามา”
กุนซือของตั๋งโต๊ะมาหาเวลานี้ทำให้เล่าเจี้ยงแปลกใจมาก เวลานี้อีกฝ่ายควรจะยุ่งอยู่กับการรับมือกองทัพเต๊งหงวนมิใช่หรือ?
ไม่นานลิยูก็ถูกพาเข้ามา ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเล่าเจี้ยง
“ขุนพลพิทักษ์ ได้โปรดช่วยชีวิตนายท่านของข้าด้วยเถิด!”