พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 307 ไพร่พลใต้บัญชาล้วนเป็นพวกไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น
บทที่ 307 ไพร่พลใต้บัญชาล้วนเป็นพวกไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น
รุ่งอรุณวันที่สอง ตีนเขาหมางชานที่เงียบสงบเริ่มเกิดเสียงดังอึกทึก
ที่ราบลุ่มผืนนี้เดิมทีกว้างขวางยิ่ง ทว่ายามนี้กลับดูแออัดเพราะเหล่าทหารนับเจ็ดหมื่นนายตั้งค่ายประจัญบาน!
เต๊งหงวนและตั๋งโต๊ะต่างนำพาไพร่พลทหารใต้บัญชาตนมารวมตัว วันนี้กองกำลังทั้งสองต้องตัดสินแพ้ชนะให้ได้!
รูปแบบค่ายกลทั้งสองฝ่ายแล้วดูคล้ายคลึงกันมาก ล้วนใช้ทหารเดินเท้าเป็นกองหน้า ทหารม้าขนาบสองข้าง จากจำนวนแล้ว แม้ทั้งสองจะมีจำนวนคนต่างกันนับหมื่นกว่า กระนั้นกลับมองไม่ได้เห็นความต่างอย่างชัดเจนนัก
ฝั่งกองทัพเป๊งจิ๋วมีเต๊งหงวนและลิโป้อยู่ตำแหน่งทัพหน้า ส่วนฝ่ายตรงข้ามนั้น ตั๋งโต๊ะ ลิฉุยและกุยกียังคงรั้งทัพหน้าไว้อย่างมั่นคง
เหตุการณ์มิได้ต่างไปจากก่อนหน้าแต่อย่างใด ทั้งสองฝ่ายเริ่มจากสงครามน้ำลาย ยังคงเป็นเต๊งหงวนที่เริ่มเอ่ยปาก ถือคติเปิดก่อนได้เปรียบ
“ไอ้โจรชั่วตั๋งโต๊ะ! วันนี้ในอีกหนึ่งปีหน้า จะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้า!”
ตั๋งโต๊ะไหนเลยจะยอมเป็นรอง แม้กำลังสู้ลิโป้มิได้ แต่ในด้านสงครามน้ำลายจะไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน! กะอีแค่ฝีปากยังสู้ใครมิได้ ก็ไม่ต้องลงไม้ลงมือกันแล้ว
“ไอ้คนทรยศเต๊งหงวน! อย่าโอหังให้มากนัก ประเดี๋ยวข้าจับเจ้าได้ จะบดให้กระดูกแหลกเป็นเถ้าถ่าน!”
เต๊งหงวนระเบิดหัวเราะเสียงดัง ชัยชนะคราก่อนทำให้เขาไม่จำเป็นต้องเห็นหัวตั๋งโต๊ะอีกต่อไป!
“ไอ้โจรชั่วตั๋งโต๊ะ ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว หากเจ้าเก่งนักก็มาจับข้าได้เลย! แต่เจ้าต้องผ่านด่านลูกชายข้าไปให้ได้ก่อน!”
ลิโป้รับรู้ความนัยได้ในชั่วพริบตา เปิดฉากเฆี่ยนม้าควบออกไปทันใด!
“ลิโป้แห่งจิ่วหยวนอยู่นี่แล้ว ใครริอ่านเข้ามาต้องตายสิ้น!”
น้ำเสียงทรงพลัง แสนยานุภาพแกร่งกล้า บารมีเกรียงไกร ทั้งหมดมาจากชายแค่หนึ่งคน ลิโป้ควบอาชาพร้อมง้าวกรีดนภาด้ามหนึ่ง มุ่งหน้าเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจกองทัพนับสี่หมื่นของตั๋งโต๊ะแม้แต่น้อย!
“หรือชาวเลียงจิ๋วล้วนขี้ขลาดตาขาว? ไม่มีใครกล้าออกมาเผชิญหน้าสักคนเลยหรือ?”
“สวะ! ไร้ประโยชน์กันทั้งหมด ในเมื่อขี้ขลาดเพียงนี้ ไฉนถึงไม่รีบคุกเข่ายอมสิโรราบเสียเลยเล่า!”
กองทัพของตั๋งโต๊ะมีกำลังพลเรือนห้าหมื่น ทว่ากลับเอาแต่มองลิโป้ทำกร่างอยู่เบื้องหน้าตาปริบ ๆ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากและปราศจากผู้ใดกล้าปรี่เข้าปะทะ
อัปยศ! ช่างน่าอัปยศสิ้นดี!
ตั๋งโต๊ะหน้าดำคร่ำเคร่ง เขาชิงชังอีกฝ่ายเสียจนอยากพุ่งเข้าไปสังหารเอง แต่น่าเสียดายที่ตัวเขาก็หวาดกลัวต่อวรยุทธ์ของลิโป้ไม่ต่างกัน
เดิมทีตกลงกับเล่าเจี้ยงแล้วว่าจะมาสนับสนุน แต่คอยคุมเชิงอยู่นานแล้ว ก็ยังไร้เงาเล่าเจี้ยง ตั๋งโต๊ะเริ่มใจร้อนรนขึ้นมา!
“เหวินโหยว เหตุใดเล่าเจี้ยงนั้นยังไม่มาอีก เจ้าบอกเวลาเขาผิดไปหรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเน้นย้ำเรื่องเวลากับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งเขายังรับปากเองว่าจะไม่ผิดนัด!”
ลิยูเช็ดเหงื่อกาฬบนหน้าผากไม่หยุด หากครานี้ถูกเล่าเจี้ยงเล่นอุบายเข้า เช่นนั้นพวกเขาต้องประสบหายนะสูญสิ้นคราใหญ่เป็นแน่
ยามนี้ลิโป้ย่ำยีขวัญกำลังทหารของกองทัพตั๋งโต๊ะอย่างไร้ความเกรงกลัว สงครามครานี้ ยังไม่ทันเริ่มรบก็แพ้พ่ายไปครึ่งแล้ว! หากคอยกระทั่งเริ่มสงคราม จะยังเหลือเหตุผลใดที่จะคว้าชัยชนะได้อีก?
ลิโป้หยิ่งทระนงเกินไปแล้ว ปากยิ่งพร่ำออกมาวาจาก็ยิ่งไม่น่าฟัง ตั๋งโต๊ะรู้ดีว่ามิอาจปล่อยให้เขาจองหองเช่นนี้อีกต่อไปได้ มิเช่นนั้นขวัญกำลังใจเหล่าทหารคงหายสิ้น จึงหันมองลิฉุยกับกุยกีข้างกายทันใด
ทั้งสองคือขุนพลใต้สังกัดที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา ยามนี้ทำได้เพียงส่งทั้งสองไปต่อกรกับลิโป้ จากนั้นค่อยบัญชาการกองทัพให้ลอบจู่โจม
หากแต่ลิฉุย กุยกีไม่คิดเช่นนั้น ทั้งสองพากันก้มหน้าก้มตา ดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับลิโป้ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว พวกเขาไม่มีทางยอมต่อสู้กับชายผู้นั้นอีกเป็นอันขาด!
ภาพนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาเต๊งหงวนทั้งสิ้น ทำเอาเขาระเบิดหัวเราะร่าอย่างชอบใจ
“ไอ้โจรชั่วตั๋งโต๊ะ ไม่คาดคิดว่าไพร่พลเจ้าจะเป็นพวกไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น เอาเถิด อย่างไรเสียลูกน้องของโจรชั่วต้องเป็นพวกไร้ฝีมืออยู่ดี!”
ตั๋งโต๊ะกัดฟันแน่นกรอด ครานี้ช่างน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก ในใจเปี่ยมโทสะเดือดดาลเกินทน ลิฉุยกุยกีทั้งสองนี้ช่างเป็นสวะไร้ค่ายิ่งนัก แม้แต่ความกล้าหาญออกรบยังไม่มีด้วยซ้ำ
ครั้นเห็นเต๊งหงวนดึงดาบชูขึ้นเหนือนภา ตั๋งโต๊ะยิ่งลนลานเกินควบคุม หากทัพเป๊งจิ๋วประกาศบุกในเวลานี้ ทหารฝั่งตนที่ขวัญกำลังใจตกต่ำจะเอาอะไรไปสู้
น่าเสียดายที่เรื่องราวไม่เป็นดั่งใจ คำบัญชาของเต๊งหงวนประกาศก้องออกมาแล้ว
“กองทัพทั้งมวลจงฟังบัญชา! จง…”
ตึง! ตึง! ตึง!
คำบัญชาของเต๊งหงวนยังไม่ทันประกาศจบก็ถูกตัดบทด้วยเสียงเคลื่อนไหวสะเทือนจากระยะไกล เสียงนี้ดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ จนผืนปฐพีสั่นสะท้านรุนแรง
ทหารม้า… นี่ต้องเป็นการเคลื่อนไหวของทหารม้าอย่างแน่นอน
กองกำลังใต้อาณัติทั้งสองฝ่ายล้วนมีทหารม้าชั้นยอด พวกเขาย่อมคุ้นเคยกับที่มาของการเคลื่อนไหวประเภทนี้อยู่แล้ว
ตั๋งโต๊ะดีใจเกินบรรยาย เขารู้ว่านี่ต้องเป็นเล่าเจี้ยงมาเสริมทัพ ส่วนเต๊งหงวนหาได้ปรีดาดังเดิมแล้ว กระทั่งเริ่มลนลาน เพราะเขารู้ดีว่าตนไม่มีกองกำลังทหารหนุนอย่างแน่นอน!
ไม่ช้าทหารม้าเกราะเหล็กจึงทยอยปรากฏตัว ตามด้วยธงผืนใหญ่ปรากฏแก่สายตาทีละผืน
ขุนพลพิทักษ์เล่า กองทหารม้าหัวหอก!
ธงผืนใหญ่สะบัดกลางสายลม แม่ทัพนำขบวนมิใช่ใครอื่น แต่เป็นขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงนั่นเอง!
ภายใต้การบัญชาของเล่าเจี้ยง ทหารของกองทหารม้าหัวหอกกรีธาทัพเข้ามาสองฝั่ง ก่อนหยุดลงตรงกลางพอดี จากเดิมคุมเชิงสถานการณ์เพียงสองฝ่าย ยามนี้กลับกลายเป็นคุมเชิงสามฝ่ายแล้ว
เต๊งหงวนกริ้วโกรธจนหอบหายใจไม่ยั้ง สถานการณ์พลิกผันไปแล้ว ยังดีที่เล่าเจี้ยงมิได้ออกคำสั่งโจมตีทันที มิเช่นนั้นตนคงมือไม้พัลวันเป็นแน่
“มิทราบว่าขุนพลพิทักษ์มาทำอะไรที่นี่?”
แน่นอนว่าเต๊งหงวนเจรจาด้วยสันติก่อน อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เล่าเจี้ยงก็รับปากต่อหน้าเหล่าขุนนางแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมทำสงครามเด็ดขาด
“ได้ยินข่าวมาว่าพวกเจ้าสองฝ่ายเปิดสงครามนองเลือด ข้ามิอาจทนดูไพร่ฟ้าตกทุกข์เพราะสงครามการเมืองได้ จึงมาหยุดยั้งพวกจ้าทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะ”
ที่แท้เล่าเจี้ยงก็มาเพื่อควบคุมสถานการณ์ นั่นทำให้เต๊งหงวนเบาใจลงไม่น้อย ขอเพียงเขาไม่มาสนับสนุนตั๋งโต๊ะ ทุกอย่างก็ยังดีอยู่
หากแต่ตั๋งโต๊ะไม่คิดเช่นนั้น เขาหันไปหาลูกเขยพ่วงตำแหน่งกุนซือด้วยสายตาตกตะลึง ราวกับถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น
ลิยูเองก็มึนงงเช่นกัน ทว่าไม่นานก็ได้สติกลับมา เล่าเจี้ยงตกปากรับคำว่าจะพากำลังทหารมา แต่มิได้บอกว่าจะทำอันใดสักหน่อย จึงมิได้ตอบข้อสงสัยของตั๋งโต๊ะแต่อย่างใด ตอนนี้ทำได้เพียงดูลาดเลาไปก่อน
เต๊งหงวนที่สบายใจไปได้ครู่เดียว ก็เริ่มเคร่งเครียดอีกครั้งเพราะประโยคถัดมาของลิโป้!
ลูกบุญธรรมตนเองหาได้เชื่อลมปากของเล่าเจี้ยงไม่!
“พวกเราจัดทัพยกมาถึงตรงนี้ หรือขุนพลพิทักษ์คิดว่าอาศัยแค่คำพูดประโยคเดียวจะทำให้ข้ารามือได้?”
ลิโป้นั้นอหังการยิ่ง คาดไม่ถึงว่าจะกล้าแกว่งเท้าหาล่าเจียง ทำเอาตั๋งโต๊ะที่กำลังกลัดกลุ้มปรีดาขึ้นทันใด หากเล่าเจี้ยงบันดาลโทสะเข่นฆ่าเต๊งหงวนขึ้นมา เช่นนั้นสวรรค์คงเมตตาเขาแล้ว
ทว่ายังไม่ทันถึงคราวให้เล่าเจี้ยงได้ปริปากสักคำ เตียนอุยข้าง ๆ พลันระเบิดโทสะทันใด ชูทวนใหญ่ชี้ไปทางลิโป้พลางหัวเราะเย้ยหยัน ร่างกายที่เคยหวั่นเกรงลิโป้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั่นยังกล้าโหวกเหวกอยู่ตรงนี้อีกหรือ! หลายวันก่อนหากมิใช่เพราะนายข้าไว้ชีวิต เจ้าคงกลายเป็นวิญญาณใต้ทวนข้าไปนานแล้ว!”
สีหน้าลิโป้กรุ่นโทสะ มือข้างที่ถือง้าวกรีดนภาบีบแน่นจนกระดูกลั่น!
ใช่! เขามิอาจโต้กลับได้ หากมิใช่เพราะวันนั้นเตียนอุยยั้งมือ ตนคงตายไปแล้ว ทว่าตนหาได้ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดไม่ ผลการดวลกับเตียนอุยคราวนั้นฝังใจเขาไปแล้ว
เหตุใดลิโป้ถึงไม่ยอมรับคำชักชวนจากตั๋งโต๊ะน่ะหรือ นั่นเป็นเพราะเตียนอุยสร้างความอัปยศให้เขา!
ยามนี้ทั่วทั้งลกเอี๋ยงรับรู้หมดแล้ว ว่าตั๋งโต๊ะและเล่าเจี้ยงลงเรือลำเดียวกัน พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยคือ ตั๋งโต๊ะเป็นเด็กเล่าเจี้ยง รับคำสั่งจากเล่าเจี้ยงแต่เพียงผู้เดียวนั้น
หากลิโป้ยอมจำนนต่อตั๋งโต๊ะ เช่นนั้นเขาจะมิอาจลบล้างความทรงจำอันแสนอัปยศนี้ได้อีกต่อไป
และการที่เล่าเจี้ยงมาที่นี่ ก็เพราะมองจุดนี้ออก
ครานี้นักท่องเวลาไม่ได้รับการเตือนจากใครหน้าไหนทั้งสิ้น เขาใช้สติปัญญาความสามารถของตนสำรวจก้นบึ้งจิตใจของลิโป้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง
“ลิโป้ ข้ารู้ว่าในใจเจ้าไม่ยอมจำนน ดังนั้นวันนี้ข้าถึงมา! เจ้าเชื่อหรือไม่ วันนี้เจ้าก็ยังต้องแพ้พ่ายดังเดิม”
เมื่อได้ยินวาจาของเล่าเจี้ยง ลิโป้เป็นอันต้องหัวเราะ ที่ผ่านมาเขาเอาแต่ประกาศศักดายียวนใส่ผู้อื่น ไม่คิดฝันว่าวันนี้จะถึงตาคนอื่นทำแบบเดียวกันใส่ตนเข้าแล้ว
ลิโป้สะบัดมือขวาอย่างแรง ง้าวกรีดนภาในมือเสียดสีกลางอากาศเกิดเสียงดังต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงสะบัดอย่างแรงก็ชี้ง้าวกรีดนภาไปทางเล่าเจี้ยง
“ลิโป้แห่งจิ่วหยวน ขอคำชี้แนะจากขุนพลพิทักษ์ด้วย!”