พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 328 ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว
บทที่ 328 ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว
ทางเหนือของเมืองลกเอี๋ยง ค่ายทหารขุนพลพิทักษ์
หลังจากค้างคามานานกว่าครึ่งปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้ต้อนรับแขกคนแรกเสียที กุนซือลิยู!
เล่าเจี้ยงคาดการณ์ไว้ว่าในไม่ช้าก็เร็ว ตั๋งโต๊ะก็คงไม่อาจข่มกลั้นความสงสัยเอาไว้ได้ และจะต้องส่งลิยูมา เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมารวดเร็วถึงเพียงนี้!
“พี่เหวินโหยว ไม่ได้พบท่านเสียนาน เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม?”
ลิยูพลันเผยสีหน้าประหลาดใจที่ได้รับความสำคัญอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาสองก้าวเพื่อคารวะทักทาย
“คารวะขุนพลพิทักษ์!”
“พี่เหวินโหยวไม่ต้องมากพิธี ไปคุยกันด้านในกระโจมเถิด!”
ลิยูลุกขึ้นพร้อมกล่าวขอบคุณอีกครั้ง แล้วจึงเดินเข้าไปในกระโจมผู้บัญชาการพร้อมเล่าเจี้ยง
หลังจากนั่งลงแล้ว ไม่นานนักก็มีลูกน้องของขุนพลพิทักษ์นำอาหารและสุราชั้นดีมาให้ ซึ่งนับว่าค่อนข้างหรูหราจนทำให้ลิยูตกใจไม่น้อย
“ไม่คาดคิดเลยว่าอาหารในค่ายของขุนพลพิทักษ์จะมากมายถึงเพียงนี้!”
มุมปากของเล่าเจี้ยงกระตุกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม
“ค่ายของข้าอยู่ใกล้กับภูเขาหมางซาน ในยามว่าง พวกทหารก็จะเข้าไปล่าสัตว์ ทำให้มีเนื้อชั้นดีอยู่มากโข หากแต่พี่ลิเองอาศัยอยู่ในเมืองลกเอี๋ยง อาหารการกินย่อมต้องดีกว่าในค่ายของข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
ลิยูยิ้มอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พลางส่ายหน้าเล็กน้อย
“มิได้มิได้ ตอนนี้ในเมืองลกเอี๋ยงขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างยิ่ง นอกจากฮันฮก เจ้าผู้ครองแคว้นกิจิ๋วที่ส่งเสบียงและหญ้าแห้งมาให้จำนวนหนึ่งแล้ว เจ้าผู้ครองแคว้นอื่นก็ไม่มีใครจ่ายภาษีเลย ในยามนี้พวกเราต่างใช้ชีวิตกันอย่างประหยัด”
เมื่อเห็นท่าทีกลัดกลุ้มของลิยูแล้ว เล่าเจี้ยงก็รู้สึกสะใจขึ้นมา เสบียงถูกไทสูจู้ปล้นไปจนหมดแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีอะไรดี ๆ ให้กินนักแน่นอน
“ฮ่า ๆ มิทราบว่าเหตุใดวันนี้พี่ลิถึงมาหาข้าถึงที่นี่ได้?”
ลิยูรีบนั่งตัวตรง พร้อมปรับเปลี่ยนสีหน้าหมองหม่นก่อนหน้าให้ดี
“ท่านขุนพลพิทักษ์ทราบหรือไม่ว่าราชวงศ์ฮั่นกำลังจะพบกับหายนะครั้งใหญ่?”
“เรื่องอะไรหรือ?”
เล่าเจี้ยงเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว ทว่าสีหน้านั้นดูสงบอย่างมาก ซึ่งทำให้ลิยูสับสนอยู่บ้าง
“ท่านขุนพลพิทักษ์ไม่ทราบหรือว่าพี่น้องตระกูลอ้วนลุกขึ้นมาก่อกบฏ?”
“โอ้? พี่น้องตระกูลอ้วนอาจหาญถึงขั้นกล้าก่อการกบฏในลกเอี๋ยงเชียวหรือ?” เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับว่าเขาได้ยินเรื่องที่น่าตื่นตะลึง ใช้ปฏิกิริยาเช่นนี้ขจัดความเคลือบแคลงของลิยูออกไป
“โธ่! ท่านขุนพลพิทักษ์ไม่ทราบอะไรเสียแล้ว สองพี่น้องตระกูลอ้วนน่ะหลบหนีออกจากลกเอี๋ยงไปนานแล้ว! และเพื่อหาทางเอาชนะตระกูลอ้วน ท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งถึงกับแต่งตั้งอ้วนสุดเป็นแม่ทัพหลัง และตั้งอ้วนเสี้ยวเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ! ใครกันคาดคิดว่าสองพี่น้องตระกูลอ้วนนั้นไม่สำนึกบุญคุณของท่านผู้สำเร็จราชการตั๋ง กลับแจกจ่ายหลังสือประกาศว่าจะระดมพลอะไรนั่นออกไป และกำลังรวบรวมกบฏจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเตรียมตัวเข้าบุกโจมตีลกเอี๋ยง!”
ยิ่งลิยูพูดมากเท่าไร ตนก็ยิ่งเสียใจภายหลังที่ตั๋งโต๊ะไม่กำจัดสองพี่น้องตระกูลอ้วนมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเริ่มอยู่ไม่นิ่งเดินไปมา ทว่าเล่าเจี้ยงไม่ได้แสดงท่าทีกังวลแต่อย่างใด
“เหตุใดต้องกังวลเรื่องโจรชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้กัน สิ่งที่ผู้สำเร็จราชการตั๋งต้องทำคือปล่อยให้ลิโป้ออกโรง แล้วจะได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์อย่างแน่นอน!”
ลิยูรีบโบกมือ ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยง
“ท่านขุนพลพิทักษ์คิดง่ายเกินไป! ตระกูลอ้วนนี้มีขุนนางระดับสูงสุดสืบเชื้อสายกันมาถึงสี่ชั่วอายุคน ทั้งยังมีพวกพ้องและลูกน้องเก่าอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ไม่อย่างนั้นแล้วท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งคงไม่คิดที่จะประนีประนอมกับพวกเขา หากพี่น้องตระกูลอ้วนเกิดยกมือออกคำสั่งปลุกระดมขึ้นมา เกรงว่าจะมีคนตอบรับสนับสนุนไม่ใช่น้อย!”
“เช่นนั้นแล้วความหมายพี่ลิอยากให้ทำอะไร?”
ดวงตาของลิยูพลันเป็นประกาย หลังจากที่รอมานาน ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็ถามเข้าประเด็นเสียที!
“เรียนท่านขุนพลพิทักษ์ ผู้สำเร็จราชการตั๋งอยากให้ท่านขุนพลพิทักษ์กลับมารับราชการอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือบ้านเมืองด้วยกัน!”
เล่าเจี้ยงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ทว่าในท้ายที่สุดก็ส่ายศีรษะ
“ข้าลั่นวาจาต่อหน้าธารกำนัลแล้วว่าจะไม่เข้ามาก้าวก่ายในกิจการราชสำนักอีก เป็นชายชาตรีจะไม่รักษาคำพูดได้อย่างไร?”
“ผิดแล้วท่านขุนพลพิทักษ์! ขุนพลพิทักษ์เป็นราชบุตรเขยของฝ่าบาทองค์ก่อน ทั้งยังเป็นเสาหลักของต้าฮั่น! ในยามนี้ราชสำนักเกิดปัญหาวุ่นวาย ท่านจะยืนดูอย่างเงียบ ๆ ได้อย่างไร? เกรงว่าฮ่องเต้ผู้ล่วงลับเองก็ไม่อยากให้ขุนพลพิทักษ์นั่งนิ่งอยู่ตรงนี้เช่นกัน!”
เล่าเจี้ยงแอบขบขันอยู่ในใจเนือง ๆ หากพระจ้าเลนเต้รู้ว่าตั๋งโต๊ะหลับนอนกับฮองเฮาทุกคืน เห็นทีว่าคงโกรธเกรี้ยวจนฝาโลงพลิกด้านเลยกระมัง!
“พี่ลิมีเหตุผล แต่ข้าไม่สนใจในกิจการงานบ้านเมืองอีกแล้ว เกรงว่าคงจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งได้มากนัก…”
เมื่อลิยูได้ยินดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าขุนพลพิทักษ์หมายถึงอะไร
ไม่มีผลประโยชน์ ใครจะยินดีช่วยเหลือเจ้ากัน!
โชคดีที่เล่าเจี้ยงเต็มใจที่จะอยู่ฝ่ายตั๋งโต๊ะ ซึ่งถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย
“กว่าครึ่งปีที่ผ่านมานี้ทำให้ท่านขุนพลพิทักษ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริง ๆ ท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งกล่าวว่าหากขุนพลพิทักษ์ต้องการอะไร ขอเพียงท่านเอ่ยปาก”
ทันทีที่สิ้นประโยคของลิยู ในกระโจมก็พลันเงียบสงัด
หลังจากผ่านไปนาน เล่าเจี้ยงก็ไตร่ตรองผลลัพธ์ออกมาได้ในที่สุด
“อันที่จริง ข้าเองไม่ได้มีความทะเยอทะยานมากมายอะไร พี่ลิเองต้องทราบอยู่แล้วว่าเล่าเอี๋ยน บิดาของข้า ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วอยู่ในตอนนี้ และข้าจะพอใจเป็นอย่างยิ่งหากสามารถสืบทอดตำแหน่งท่านพ่อได้ในอนาคต”
เมื่อได้ยินคำขอนี้ ลิยูก็แทบไม่เชื่อหูของตัวเองเลยแม้แต่น้อย!
ง่ายดายถึงขนาดนี้เชียว? เขาคิดไว้ว่าเล่าเจี้ยงจะเป็นราชสีห์ปากกว้าง ร้องขอตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เสียอีก!
“เงื่อนไขนี้ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่การที่ขุนพลพิทักษ์เป็นเพียงเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วเช่นนี้ มิเท่ากับเป็นการใช้คนเก่งไม่คุ้มความสามารถหรอกหรือ?”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบา ๆ
“ไหนเลยจะง่ายดายเช่นนั้น! ข้ายังมีพี่ชายอีกสามคน ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วนี้จะตกมาถึงข้าหรือ?”
ลิยูตระหนกตกใจกับถ้อยคำของเล่าเจี้ยง หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่ามีพี่ชายอีกสามคน? แคว้นเอ๊กจิ๋วเป็นของครอบครัวพวกท่านหรือไร ไหนจะเรื่องลูกชายจะสืบทอดตำแหน่งของบิดาอีก เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าราชสำนักต้องเป็นผู้แต่งตั้งหรอกหรือ?
“ข้าเบาปัญญา รบกวนท่านขุนพลพิทักษ์ช่วยอธิบายให้แจ้งหน่อยเถิด”
เมื่อดูสถานการณ์ตอนนี้ ลิยูก็รู้ทันทีว่าแคว้นเอ๊กจิ๋วไม่สำคัญอีกต่อไป ก่อนหน้านี้แคว้นเลียงจิ๋วถูกหันซุยและม้าเท้งปิดกั้นไว้ใช่หรือไม่? ขอเพียงแค่ได้รับการช่วยเหลือจากเล่าเจี้ยง มอบแคว้นเอ๊กจิ๋วให้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร!
“หากท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งสามารถออกหนังสือคำสั่งได้ว่า เมื่อข้าเดินทางไปถึงแคว้นเอ๊กจิ๋ว ก็สามารถรับช่วงต่อเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วได้เลยก็ถือเป็นอันตกลง!”
“คำไหนคำนั้น!”
ลิยูไร้ซึ่งความลังเล เอ่ยตอบตกลงทันที ทั้งยังมอบข้อเสนออันดีให้เล่าเจี้ยงในบันดล!
“มิใช่เพียงเท่านี้ ข้าจะกล่าวบอกให้ท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งให้บรรดาศักดิ์เซียงโหวแก่ท่านขุนพลพิทักษ์ด้วย! กินศักดินาแคว้นเอ๊กจิ๋ว เมืองลกเสียเป็นอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงยินดียิ่ง ด้วยไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องน่าดีใจเช่นนี้! หากแต่ศักดินาที่ถือครองนี่เขาอยากจะปรับเปลี่ยนเสียหน่อย
“ขอบคุณพี่ลิ แต่ศักดินานี้ข้าไม่อยากได้ที่เมืองลกเสียเท่าไรนัก เอาอย่างนี้ ข้าเองชอบเมืองเชงโต๋มากกว่า หากพี่ลิคิดว่าพอจะเป็นไปได้…”
“ไม่มีปัญหา ทุกอย่างล้วนยึดตามคำของท่านขุนพลพิทักษ์ ข้าหวังเพียงว่าท่านจะร่วมแรงร่วมใจกับท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งเพื่อต่อสู้กับกลุ่มกบฏเพียงเท่านั้น!”
ลิยูกลัวว่าเล่าเจี้ยงจะกลับคำจึงรีบตอบตกลงทุกคำร้องขอ การมาหาครานี้ช่าง ‘ราบรื่น’ เสียจริง
กุนซือทรราชและขุนพลพิทักษ์ต่างปีติยินดี ใบหน้าของพวกเขาถูกประดับด้วยรอยยิ้มกว้างจนแทบถึงรูหู!
ลิยูคิดว่าเงื่อนไขของเล่าเจี้ยงนั้นน้อยเกินไป จึงแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ในขณะที่เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าลิยูยอมมากเกินไป ทำเอาอดหน้าบานเป็นกระด้งไม่ได้ แม้ว่าทั้งสองจะยิ้มให้กัน แต่พวกเขาต่างก็แอบซ่อนเล่ห์เหลี่ยมของตัวเองเอาไว้ภายใน
ขั้นตอนต่อไปนั้นง่ายมาก ลิยูเพียงขอให้เล่าเจี้ยงไม่เข้าประชุมขุนนางสายในอีกสามวันให้หลัง เมื่อถึงเวลานั้นจะมีการปรึกษาหารือเรื่องสำคัญเหล่านี้ที่ตำหนักหย่งเล่อ!
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งทำให้ลิยูพอใจอย่างมากจนอยากจะรีบรุดกลับไปรายงาน เขาจึงลุกขึ้นพร้อมกล่าวลา
เล่าเจี้ยงส่งลิยูออกไป ก่อนกลับไปยังกระโจมใหญ่ซึ่งมีซุนฮิวนั่งคอยท่าอยู่
“สวรรค์… ดูเหมือนว่านายท่านจะเก็บเกี่ยวมาได้ไม่น้อยเลย”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
เล่าเจี้ยงดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วระเบิดเสียงหัวเราะ หลังจากนั่งเหี่ยวเฉามาครึ่งปี ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้สิ่งที่ต้องการ!
“ถูกต้อง! ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วอยู่ในมือข้าแล้ว ซ้ำยังมาพร้อมกับบรรดาศักดิ์เชงโต๋เซียงโหวอีกด้วย!”
หากเป็นไปตามความคาดหวังของเล่าเจี้ยง เมื่อตนได้รับตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วได้สำเร็จ ก็เท่ากับลดการยกทัพจับศึกไปหลายปี
โดยไม่ต้องรอให้เล่าเอี๋ยนลาโลก และไม่ต้องเข้าบุกตียึดครองทีละเมืองทีละแว่นแคว้น เขาก็สามารถครอบครองแคว้นเอ๊กจิ๋วได้อย่างรวดเร็ว!
หากทุกอย่างดำเนินเช่นนี้ต่อไป อย่างน้อยเล่าเจี้ยงก็มั่นใจว่าตนจะสามารถรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งได้ก่อนกำหนดการหลายปี และยังทำให้ผู้คนรอดพ้นจากสงครามและความทุกข์ทรมานได้หลายปีด้วยเช่นกัน!
“แต่นายท่าน เล่าเอี๋ยน ผู้ครองแคว้นจะยอมวางอำนาจในมือลงอย่างง่ายดายเชียวหรือ?”
เมื่อเล่าเอี๋ยนเสนอระบบเจ้าผู้ครองแคว้น ซุนฮิวก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร หากบอกว่าเล่าเอี๋ยนไม่มีความคิดที่จะยึดครองแผ่นดิน ซุนฮิวจะไม่มีวันเชื่อเลย!
“มีหลายสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของข้า ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงทำไปทีละขั้นทีละตอนเท่านั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ใช้เพียงวิธีที่จำเป็น”
แววตาของเล่าเจี้ยงนั้นแฝงไว้ซึ่งความโหดเหี้ยม หากต้องเปิดศึกประจันหน้ากัน นี่ก็ถือเป็นวิถีทางแห่งยุคสมัย ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
ทว่า… ร่องรอยของความกังวลพลันปรากฏขึ้นในดวงตาของซุนฮิว
“หากว่าเราต้องเปิดศึกกับท่านเล่าเอี๋ยนจริง เช่นนั้นชื่อเสียงของนายท่าน…”
เล่าเจี้ยงยกแขนขึ้น แววตาเผยความมุ่งมั่นแน่วแน่มากกว่าเดิม
“ชื่อเสียงข้า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนในใต้หล้านี้แล้วจะนับเป็นอะไรได้? ตระกูลเล่าไม่ได้มีความหมายอะไรทั้งนั้น แต่แผ่นดินต้าฮั่นและบ้านเมืองนั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด!”