พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 339 เรื่องตลกร้ายจบลงแล้ว
บทที่ 339 เรื่องตลกร้ายจบลงแล้ว
“ทุ่มเทแทบตายหรือ เจ้าพูดเรื่องอะไร?”
ฮัวหยงยังคงถ่วงเวลาขณะมองไปรอบ ๆ เขาหวังว่าจะมีทหารเลียงจิ๋วหนีมาตรงนี้ เพื่อช่วยพาออกจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย
น่าเสียดายที่ลืมไปว่าตัวเองขี่ม้าหนีมา ทหารใต้บัญชาจะวิ่งตามเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร ยังไม่พูดถึงเรื่องหิวอีก!
ลิโป้รู้เจตนาของฮัวหยงเป็นอย่างดี แต่กลับหยอกล้อกับจิตใจอีกฝ่าย
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะให้เจ้าได้รู้ก่อนตายเอง”
“รองแม่ทัพมณฑลลิกรุณาด้วย”
ฮัวหยงเปลี่ยนท่าทีเป็นสุภาพ และกุมมือขอคำชี้แนะจากลิโป้ ท่าทางเป็นปฏิปักษ์ที่มีก่อนหน้าหายไปหมดสิ้น
น่าเสียดาย ไม่ว่าฮัวหยงจะมีท่าทางยังไงในวันนี้ก็ไม่สำคัญสำหรับลิโป้แล้ว ในสายตาลิโป้ อีกฝ่ายเป็นแค่คนตายคนหนึ่งเท่านั้น
“ตอนบ่ายเมื่อวานที่ข้ายุให้โฮจิ้นโจมตีเมืองหยางเหรินทันทีที่ตกกลางคืน ส่วนหนึ่งเป็นการตัดสินใจของเจ้านั่นเอง แต่ไม่คิดเลยว่าสวะอย่างเจ้าจะเห็นพ้องด้วย ช่วยข้าได้มากเลย! ไม่อย่างนั้นข้ายุให้ตาย โฮจิ้นก็คงไม่ทำตาม”
แม้ฮัวหยงจะทำศึกเก่งอยู่บ้าง ทว่าไม่ได้หัวดีเท่าใดนัก จึงไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ลิโป้พูด
“แล้วอย่างไร? หรือรองแม่ทัพมณฑลลิไม่รู้กลยุทธ์ลงมือฉับพลันแบบสายฟ้าแลบ? เมืองหยางเหรินอยู่ในสถานการณ์คับขัน เหตุใดจะไม่ช่วย?”
ลิโป้เลิกคิ้วขึ้น พลางมองฮัวหยงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช้ได้เลยนี่ สวะอย่างเจ้ารู้จักยุทธการสายฟ้าแลบด้วย!”
ดวงตาฮัวหยงเต็มไปด้วยความโกรธ หาใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้วที่ลิโป้ด่าเขาว่าสวะ ทว่าที่ยังไม่ระเบิดโทสะออกมานั่นเป็นเพราะสถานการณ์ต่างชั้นในตอนนี้
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าตอนนั้นเมืองหยางเหรินแตกพ่ายไปแล้ว”
ฮัวหยงส่ายหน้า เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย พวกรายงานต่าง ๆ มีกองทหารหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วของลิโป้เป็นผู้รับมาตลอด
กึก…
ทันใดนั้นฮัวหยงก็ตระหนักได้ทันที ลิโป้รู้ว่าเสียเมืองหยางเหรินให้ซุนเกี๋ยนไปแล้ว แต่ยังเร่งให้โฮจิ้นเดินทัพต่อเพราะเหตุใดกัน?
“เมื่อคืนจู่ ๆ เจ้าตะโกนในกองทัพว่าซุนเกี๋ยนบุกเข้าโจมตี และยังแตกตื่นหนีตายคนแรกด้วย ทำให้ทหารคิดแต่จะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจนไม่อยากหยิบอาวุธให้หนักมือ นั่นก็เป็นความตั้งใจของเจ้าเหมือนกันใช่ไหม?”
ลิโป้พยักหน้า ในที่สุดฮัวหยงก็เข้าใจแล้ว
“ใช่แล้ว ความจริงเมืองหยางเหรินไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลย ข้าจงใจสร้างอุบายเช่นนั้นเอง”
“ไยเจ้าถึงได้ชั่วร้ายปานนี้!? ทำเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไรกับเจ้ากัน!”
ฮัวหยงยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ ถึงจุดนี้ลิโป้ต้องสงสัยว่าเป็นไส้ศึกได้แล้ว ทั้งยังให้รู้เรื่องราวขนาดนี้ คงไม่คิดจะปล่อยเขาไปแน่
“ฮ่า ๆ เมื่อทหารเลียงจิ๋วเร่งเคลื่อนทัพใกล้ถึงเมืองหยางเหริน ข้ารู้แล้วว่าพวกเขาเหนื่อยล้าแล้ว แม้แต่ชุดเกราะหนังบนร่างกายยังรู้สึกว่าเป็นภาระ อาวุธยิ่งถูกโยนทิ้งไปทั่ว โอกาสดีปานนี้ข้าจะปล่อยไปได้อย่างไร! ข้าจงใจก่อจลาจล และส่งคนไปป่าวประกาศว่าข้าศึกบุกเพื่อสร้างความโกลาหล”
“อย่างที่คาดไว้ เจ้าสวะโฮจิ้นเมื่อได้ยินข่าวศัตรูบุกก็หนีไปทันที! สวะอย่างมันจะนำกองทหารชั้นยอดได้อย่างไร เขาทิ้งหมวกทิ้งเกราะหนีเตลิด ไม่ปรารถนาจะหยิบอาวุธขึ้นมาเลยสักนิด”
ลิโป้ยิ่งพูดยิ่งสะใจ คิดว่ากลยุทธ์ตัวเองช่างไร้ที่ติ
“หากไม่มีอาวุธจะสู้รบอย่างไร? โฮจิ้นจำต้องกลับไปที่เมืองหยางเหริน และที่เมืองหยางเหรินไม่มีการเคลื่อนไหวใด ข้าจึงโน้มน้าวโฮจิ้นให้รีบบุกโจมตีเมือง น่าขันที่เจ้าโง่ผู้นี้เชื่อจริง ๆ เขาไม่คำนึงถึงสถานการณ์ของกองทัพเลยสักนิด สงสัยจะลืมไปสนิทว่าไพร่พลไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิดตั้งแต่เมื่อคืน”
ฮัวหยงทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว เดิมเขาคิดว่าลิโป้เป็นเพียงคนหยาบช้า ไม่คิดเลยว่าจะร้ายกาจขนาดนี้!
มีพี่น้องชาวเลียงจิ๋วกี่คนต้องทรมานจากความเหนื่อยอ่อน หิวโหย กระทั่งถูกไล่ฆ่าจนตายไปเพราะแผนร้ายของขา!?
“ลิโป้ เจ้ากลับแอบติดต่อกับซุนเกี๋ยนเป็นการส่วนตัวใช่หรือไม่!? ผู้สำเร็จราชการตั๋งไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่!”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮัวหยงไม่จำเป็นต้องสุภาพอีก หลังได้ยินแผนการชั่วของลิโป้ การตายของเขาก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือว่าตัวเองโง่แค่ไหน! ข้าจำเป็นต้องแอบติดต่อซุนเกี๋ยนเป็นการส่วนตัวด้วยหรือ เมื่อคืนก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น ซุนเกี๋ยนหูหนวกหรืออย่างไร จะไม่ตอบสนองสักนิดเลยรึ?”
ฮัวหยงสูดหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์อย่างที่สุด ขณะกุมดาบตัวเองไว้มั่น
“ลิโป้ ข้าขอถามเป็นครั้งสุดท้าย แม้เจ้ากับข้าจะขัดแย้งกัน ก็ไม่น่าจะถึงขั้นเป็นตายกระมัง ไยเจ้าถึงต้องลำบากจะจัดการข้าให้ได้เลยเล่า?”
เพลิงแค้นแวบผ่านสายตาลิโป้ ขณะยกง้าวกรีดนภาตัวเองขึ้นมา “หากไม่อยากถูกคนอื่นปองร้ายก็อย่าทำ คืนนั้นเจ้าไปพูดอะไรกับโฮจิ้น คิดว่าข้าไม่รู้รึ? เจ้ารู้ว่าโฮจิ้นไม่พอใจในตัวข้า จึงจงใจแพร่ข่าวลือ กระตุ้นความขุ่นเคืองที่โฮจิ้นมีต่อข้า คิดว่าข้าจะไม่รู้อะไรบ้างเลยหรือ?”
รูม่านตาฮัวหยงหดลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนเขาเข้าไปเป่าหูแม่ทัพมณฑลก็ได้ตรวจหลายครั้งจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใคร ถึงได้เข้าไป
“เจ้า… เจ้ารู้ได้อย่างไร หรือโฮจิ้นทรยศข้า”
“ฮ่า ๆ ๆ ไอ้สารเลวโฮจิ้นนั่นจะทรยศเจ้าเพื่อข้าได้อย่างไร อาจกล่าวได้ว่าเป็นประสงค์ของสวรรค์ ข้าเพิ่งได้รับข่าวจากเมืองหยางเหรินหมายจะไปรายงานต่อโฮจิ้น จนบังเอิญได้ยินแผนการชั่วของเจ้าสองคนพอดี”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ฮัวหยงเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าเหตุใดลิโป้ถึงทุ่มเททำเรื่องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจเหล่านี้ ที่แท้อีกฝ่ายก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับโฮจิ้นนี่เอง
“ไอ้ลูกสามพ่อ ทำได้แค่เรื่องชั่วช้าสารเลวเท่านั้น”
“…เจ้าว่าอะไรนะ”
ลิโป้สีหน้าดำทะมึน ไฟโทสะอาบย้อมนัยน์ตา
“ฮ่า ๆ ๆ ไอ้ลูกสามพ่อ! ไอ้คนไร้ยางอาย! ตอนแรกเจ้าฆ่าเต๊งหงวน ต่อไปใครให้ผลประโยชน์มากกว่า เจ้าก็จะฆ่าผู้สำเร็จราชการตั๋งด้วยใช่หรือไม่? ข้าวางแผนฆ่าเจ้าก็เพื่อป้องกันภัยร้ายใหญ่หลวงให้ผู้สำเร็จราชการตั๋ง!”
ฮัวหยงช่างหัวทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีทางรอด ถือโอกาสนี้ด่าทอให้หมดความอัดอั้นตันใจกันไปเลยดีกว่า
“ข้าเห็นผู้สำเร็จราชการตั๋งเป็นบิดาบุญธรรม ตัวท่านเองยิ่งเห็นข้าเป็นลูกแท้ ๆ ข้าจะทรยศผู้สำเร็จราชการตั๋งได้อย่างไร!”
ลิโป้เองก็ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมิอาจปล่อยให้ฮัวหยงสาดโคลนใส่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ แล้วเต๊งหงวนไม่ใช่พ่อบุญธรรมของเจ้าหรอกหรือ? เจ้าสังหารเขาเพื่อยึดกองกำลังมิใช่หรอกหรือ? เจ้าไอ้ลูกสามพ่อจิตใจโหดเหี้ยม เจ้าไม่ตายดีแน่!”
“ไอ้บ่างช่างยุชั่วช้า ตายเสีย!”
สงครามน้ำลายไม่มีความหมายอีกแล้ว ลิโป้ไม่ให้โอกาสฮัวหยงได้ใช้วาทศิลป์ ตบม้าพุ่งเข้าหาคู่กรณีทันที
“มาได้จังหวะเลย! ข้าอยากเห็นนักว่าไอ้ลูกสามพ่อจะมีความสามารถอะไรบ้าง!”
ฮัวหยงคำรามยามตะบึงม้าไปหาลิโป้ เลือดฉูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง เขาเองก็เป็นขุนพลไม่ธรรมดาในกองทัพเลียงจิ๋วเช่นกัน จะขี้ขลาดหวาดกลัวการดวลหนึ่งต่อหนึ่งได้อย่างไร?
ระยะห่างสั้น ๆ สะท้อนออกมาให้เห็นความต่างชั้นของม้าศึกทันที ม้าเซ็กเธาว์เคลื่อนไหวรวดเร็วมากอยู่แล้ว ยิ่งเร่งยิ่งราวกับทะยานฟ้า ฮัวหยงรู้สึกแค่ม้าศึกตนออกตัวได้ไม่ทันไร ลิโป้ก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว!
เปรี๊ยะ!
ดาบรบปะทะกับง้าวกรีดนภา ส่งเสียงดังแสบแก้วหูพร้อมเกิดประกายไฟขึ้นกลางอากาศ
ทั้งสองควบม้าเฉียดผ่านกันไป ปะทะครั้งแรกสู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
ทว่าสีหน้าฮัวหยงมืดมนเพราะเสียเปรียบฉับพลัน ลิโป้อาศัยแรงม้าทะยานโจมตีใส่อย่างแรง ทำให้แขนขวาของเขาชาไปหมด
ลิโป้หันหัวม้าอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าหยอกเย้ากวนบาทา การปะทะกันเมื่อครู่ทำให้เขารู้กำลังของฮัวหยงว่าอยู่ในระดับไหน
“ฮัวหยง ต้องยอมรับว่าเจ้ามีฝีมือจริง ๆ ทว่าไม่ดีพอประมือกับข้าหรอก!”
ฮัวหยงคือตัวตันระดับแนวหน้าของกองทัพเสเหลียง ปกติมักจะได้รับความเคารพมาโดยตลอด ไหนเลยจะทนให้ลิโป้เหยียดหยามซ้ำ ๆ ได้ จึงเป็นฝ่ายควบม้าศึกเข้าใส่อีกครั้งทั้งแขนที่ด้านชาจนหมดความรู้สึก
“ไอ้ลูกสามพ่ออย่าได้อวดเก่งนัก คอยดู ข้าจะเอาชีวิตเจ้าให้ได้!”
ลิโป้ไม่สนคำขู่เลยสักนิด คราวนี้ต่างออกไป เขาควบม้าเข้าหาฮัวหยงอย่างไม่รีบร้อน
เคร้ง!
อาวุธปะทะกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้แฉลบผ่านกัน ทั้งสองเริ่มวัดความแข็งแกร่งกันแล้ว
“ย้ากกก ตายเสียเถิด!”
ฮัวหยงเอาแต่กู่ร้องคำรามตลอดเวลา แต่น่าเสียดายที่ไม่ช่วยให้เขามีกำลังเพิ่มขึ้น กลับกัน ดาบของเขากลับถูกดันเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ใบหน้าลิโป้เปื้อนรอยยิ้ม ท่าทางผ่อนคลายของเขาทำให้จินตนาการไม่ออกว่าเขากำลังต่อสู้อยู่ ทว่าหากเห็นกล้ามเนื้อปูดโปนตรงแขนของเขา คงจินตนาการถึงกำลังแขนที่น่าทึ่งของเขาได้!
“ฮัวหยง จำไว้ คนที่ปลิดชีวิตเจ้าคือลิโป้แห่งจิ่วหยวน!”
สิ้นเสียง ขุนศึกผงาดฟ้าตัดสินใจใช้กำลังทั้งหมดไม่ออมแรง กระแทกดาบของฮัวหยงลอยกระเด็น พร้อมแทงง้าวกรีดนภาเสียบทะลุหัวใจ
แค่สองกระบวนท่า ฮัวหยงก็ลาโลก!