พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 344 รวมตัวที่ซวนจ่าว
บทที่ 344 รวมตัวที่ซวนจ่าว
“แม่ทัพหลังอ้วน ตัวข้า ซุนเกี๋ยนและจางจื่อหาได้มีความแค้นส่วนตัวต่อกัน ทว่าเป็นเพราะวาจาเพียงประโยคเดียวของแม่ทัพหลังอ้วน ข้าจึงสังหารเขาอย่างไม่ลังเล จนถูกไพร่ฟ้าทั่วหล้าถ่มน้ำลายด่าประณาม”
อ้วนสุดกระดากอายเกินทน ไม่คิดไม่ฝันว่าซุนเกี๋ยนจะเอ่ยถึงเรื่องนี้
“ไม่ผิด คุณงามความดีของเหวินไถ ข้าล้วนจำได้ขึ้นใจ”
“แม่ทัพหลังอ้วน ขอถามสักนิดว่าตัวข้าซุนเกี๋ยนและตั๋งโต๊ะมีคุณความแค้นส่วนตัวต่อกันหรือไม่?”
“ไม่มี…”
อ้วนสุดส่ายหน้าอย่างรวดเร็วไร้ซึ่งความลังเล
“ดี! ในเมื่อแม่ทัพหลังอ้วนทราบว่าข้าและตั๋งโต๊ะไร้หนี้แค้นต่อกัน เช่นนั้นก็คงทราบว่าข้าเดินทางไกลมาจากเกงจิ๋ว เบื้องหน้าสู้กับพวกกบฏทรราช เบื้องหลังล้างแค้นส่วนตัวเพื่อตระกูลของท่านแม่ทัพหลังอ้วน ตัวข้าซุนเกี๋ยนเคยสู้เพื่อตัวเอง หรือเห็นแก่ตัวแม้เพียงสักนิดหรือไม่”
แม้ซุนเกี๋ยนดูเหมือนสุขุมใจเย็นยิ่ง ทว่าทุกคนที่นี่ต่างรู้ดีถึงโทสะคับคั่งในใจเขา
“ไม่เคย”
อ้วนสุดตื่นตระหนกขีดสุด เอาแต่ตอบตามคำพูดของซุนเกี๋ยน
“นับตั้งแต่นำทัพออกจากเมืองหลู่หยางเป็นต้นมา ข้าล้วนได้ชัยในทุกสมรภูมิ แม้แต่กำแพงเมืองที่เหลือ โฮจิ้นแม่ทัพของตั๋งโต๊ะถูกข้าไล่ล่าสังหารที่ชานเมืองหยางเหรินกระทั่งต้องถอดหมวกทิ้งเกราะสิ้นประดาตัว กองทัพนับสองหมื่นล้วนหนีตายเอาตัวรอด ภายหลังข้ารุดหน้าพุ่งเป้าไปยังด่านต้ากู่อย่างไม่ลังเล!
โฮจิ้นสูญสิ้นความกล้า เอาแต่หดหัวในกระดองซ่อนตัวอยู่ในด่าน มิกล้าต่อสู้กับข้า อีกไม่นาน ด่านต้ากู่ต้องถูกข้าทำลายราบคาบ ถึงคราวนั้นก็จะสามารถนำทัพตรงสู่ลกเอี๋ยง บั่นหัวตั๋งโต๊ะจากบ่า เบื้องหน้าทูลรายงานแก่ฮ่องเต้ เบื้องหลังล้างแค้นให้กับการตายอันน่าอนาถของมหาราชครูอ้วน”
“ช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้ แม่ทัพหลังอ้วนไม่สนับสนุนทหารม้าข้าไม่เป็นไร ข้ามิกล่าวโทษ ทว่าเหตุใดไม่ส่งเสบียงทหารและหญ้าเลี้ยงม้าให้ข้าจนเป็นเหตุให้ต้องแพ้พ่ายยับเยิน?
พลทหารสองหมื่นนายใต้บัญชาข้า ยามนี้ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว! แม่ทัพหลังอ้วนจะให้ข้าชี้แจงแก่ชาวเตียงสาอย่างไร
ขุนพลโจเมาใต้บัญชาก็ปกป้องข้าจนตัวตาย แม่ทัพหลังอ้วนจะให้ข้าสู้หน้าเมียเขาเช่นไร?”
ยิ่งพูดซุนเกี๋ยนยิ่งสะเทือนอารมณ์ ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความแค้น
“เหวินไถ ข้า…”
อ้วนสุดคร่ำเครียดทันใด ลืมคำแก้ต่างที่เอียมเซียงบอกก่อนหน้าเสียสิ้น รีบเร่งหันหน้าหาเอียมเซียง คาดหวังให้กุนซือช่วยแก้หน้าให้ตน
เอียมเซียงถอนหายใจ เจอนายท่านพรรค์นี้ถือว่าประสบเคราะห์กรรมแปดชั่วโคตรเลยทีเดียว
“เจ้าเมืองซุนโปรดอย่าเสียใจ เรื่องนี้นายท่านข้าเองก็มีส่วนผิด ย่อมชดใช้ให้เจ้าเมืองซุนแน่นอน”
เอียมเซียงกวักมือให้ลูกน้องเร่งรีบเข้ามา พร้อมถือศีรษะใครคนหนึ่งเข้ามาด้วย
“เจ้าเมืองซุน คนผู้นี้คือนกต่อของตั๋งโต๊ะ ก่อนหน้านี้เมืองหลู่หยางมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเจ้าเมืองซุนมีเจตนาแทนที่ตั๋งโต๊ะ ไม่นานก็กระจายทั่วสารทิศ แม้แต่ผู้นำพันธมิตรอ้วนเสี้ยวยังเขียนจดหมายถามเรื่องนี้ นายท่านข้ากดดันเกินจะทนไหว จึงมิกล้าส่งเสบียงให้ไป”
“ทว่าเจ้าเมืองซุนโปรดวางใจ นายท่านข้าไม่เคยสงสัยในตัวเจ้าเมืองซุน อีกทั้งจะยินดีชดใช้ให้”
“ถูกต้อง! ท่านเอียมพูดไม่มีผิด เหวินไถสูญเสียครั้งใหญ่ เรื่องเหล่านี้แม่ทัพอย่างข้าทราบทั้งสิ้น เอาแบบนี้เถิด ข้าจะจัดสรรพลทหารและม้าราวสองพันให้เหวินไถก่อน และแต่งตั้งให้เหวินไถเป็นแม่ทัพปราบเถื่อน! คอยสบโอกาสโจมตีตั๋งโต๊ะ ข้าจะประกาศแต่งตั้งเหวินไถเป็นผู้ตรวจการแคว้นอิจิ๋วแน่นอน เป็นอย่างไร?”
ม่านตาซุนเกี๋ยนหดตัวทันใด ตกตะลึงกับการชดเชยครั้งใหญ่นี้ ทว่าไม่นานก็ถูกเขายับยั้งใจเอาไว้
ผู้ตรวจการแคว้นอิจิ๋ว นี่มิใช่สิ่งที่ตำแหน่งเจ้าเมืองเตียงสาจะเทียบเทียมได้ กระทั่งว่าสี่เมืองใต้แคว้นเกงจิ๋วรวมกันยังเทียบเมืองแค่แห่งเดียวในเแคว้นอิจิ๋วไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วผู้ตรวจการแคว้นอิจิ๋วเล่า?
อิจิ๋วคือแคว้นที่ชาวต้าฮั่นรวมตัวกันหนาแน่นที่สุด ทั้งยังทำการเกษตรยังรุ่งเรืองก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง มีคนย่อมหมายถึงมีทหาร มีการเกษตรเป็นเลิศย่อมหมายถึงมีเสบียงอาหารพอจะทำสงครามได้ทุกหนแห่ง! อีกทั้งอิจิ๋วคือรังของตระกูลอ้วน มีอ้วนสุดคอยสนับสนุน ซุนเกี๋ยงย่อมนั่งตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นอิจิ๋วได้อย่างมั่นคง
“เหวินไถ ค่าชดเชยนี้คงพึงพอใจใช่ไหม?”
ครั้นเห็นสีหน้าซุนเกี๋ยนอ่อนลง อ้วนสุดจึงคลายความกังวลในที่สุด สำหรับแรงกระตุ้นที่มีต่อค่าชดเชยนี้ บ่งบอกแล้วว่าเขาควบคุมซุนเกี๋ยนได้แล้ว
“จากนี้ข้าจะรีบรุดรับใช้ใต้คำสั่งนายท่านอ้วน โปรดอย่าได้เคลือบแคลงใจเลย”
อ้วนสุดดีอกดีใจ ซุนเกี๋ยนเปลี่ยนคำเรียกขานเขาจากแม่ทัพหลังอ้วนเป็นนายท่านอ้วนเรียบร้อยแล้ว นี่คือการยอมสวามิภักดิ์ จากนี้ซุนเกี๋ยนจะกลายเป็นคนใต้บัญชาเขาแล้ว!
“พูดได้ดี พูดได้ดี เหวินไถกล้าหาญชาญชัย ข้าโปรดปรานเจ้าเหวินไถยิ่งกว่ากระไร มีอะไรให้ต้องเคลือบแคลง”
ซุนเกี๋ยนถูกเทียเภากำชับนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว บอกเสมอว่าหากเห็นโอกาสต้องคว้าไว้ ยามนี้ประโยชน์ที่ว่าปูทางไว้พอดิบพอดี
“ขอบคุณท่านอ้วนยิ่งนัก”
อ้วนสุดหันข้างมองเอียวเหงก่อนเผยรอยยิ้มให้เขา เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพึงพอใจในกำไรแสนบังเอิญนี้อย่างยิ่งยวด!
“เหวินไถ อ้วนเสี้ยวมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้ข้า เชิญชวนให้ข้าเคลื่อนทัพไปซวนจ่าว ร่วมตีด่านเฮาโลก๋วนกับเขา เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ซุนเกี๋ยนขมวดคิ้วเคร่ง ส่ายหน้าเบา ๆ
“ท่านอ้วน ลกเอี๋ยงมีปราการแปดด่าน และปราการอันตรายที่สุดคือด่านเฮาโลก๋วน หากคิดทะลวงฝ่าด่านนี้ไป ไม่รู้ว่าต้องสังเวยชีวิตไพร่พลทหารไปอีกมากเพียงใด ในสายตาข้า ด่านต้ากู่และด่านอีเชวียในละแวกเมืองลำหยงยังตีแตกง่ายเสียกว่า”
ซุนเกี๋ยนกล่าวเปรียบเทียบด่านเฮาโลก๋วนให้เห็นภาพง่าย ๆ อันที่จริงทุกจุดตรวจของแปดด่านของเมืองลกเอี๋ยง ล้วนเรียกได้ว่าเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติ เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว ด่านเฮาโลก๋วนตีแตกยากที่สุด
อ้วนสุดพยักหน้า ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำนี้ของซุนเกี๋ยน ด่านปราการทางใต้ของราชธานีลกเอี๋ยงเหล่านี้ อ้วนสุดล้วนเคยผ่านคราหนึ่ง เส้นทางหลบหนีจากลกเอี๋ยงมาก่อนหน้านี้ก็คือผ่าด่านต้ากู่มานั่นเอง
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับเอาแต่ขอร้อง ทั้งยังขู่เข็ญข้าอย่างกำเริบเสิบสาน ทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก”
ความสงสัยผุดเต็มทรวงซุนเกี๋ยน คุยกับอ้วนเสี้ยวแล้วหรือ? มิใช่ว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสองย่ำแย่เกินบรรยาย ต่างฝ่ายต่างเหยียดหยามกันและกันทั้งสิ้น
“ท่านอ้วน เหตุใดอ้วนเสี้ยวไม่โจมตีลกเอี๋ยงจากเหอเน่ยขอรับ?”
เมื่ออยู่ต่อหน้าอ้วนสุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็มิอาจแสดงความเคารพยำเกรงอ้วนเสี้ยวต่อหน้าเขาได้ นี่คือสิ่งที่รู้กัน ซุนเกี๋ยนเองก็ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นต่อให้เขาเรียกอ้วนเสี้ยวเป็นสกุลไพร่รับใช้ ก็มิอาจไม่พอใจอ้วนสุดได้แต่อย่างใด
“เฮอะ! มิใช่ว่าเล่าเจี้ยงอยู่ด่านเฮาโลก๋วนหรือ ไอ้สวะอ้วนเสี้ยวถูกเล่าเจี้ยงรังแกอย่างสมเพช ยามนี้ย่อมคิดชำระหนี้แค้นก่อนหน้าอย่างแน่นอน”
เล่าเจี้ยง!
ซุนเกี๋ยนเป็นอันนึกถึงบุรุษหนุ่มผู้อาจหาญคนนั้นขึ้นเสียมิได้ หากบอกว่าใครในลกเอี๋ยงทำให้เขาหวาดกลัวได้นั้น ย่อมเป็นเล่าเจี้ยงอย่างไม่ต้องสงสัย
ชายคนนั้นเงียบหายไปนานแล้ว ซุนเกี๋ยนรู้แค่ว่าเล่าเจี้ยงพักงานราชการไปอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่รู้เช่นกัน กระนั้นพยัคฆ์แห่งกังตั๋งกลับรู้สึกว่า… หากเล่าเจี้ยงขัดขวาง ตั๋งโต๊ะคงไม่มีทางโอหังกำแหงขึ้นมาขนาดนี้
“ท่านอ้วน ข้ารู้จักเล่าเจี้ยงผู้นี้ดี เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยหลายครา จากที่ข้าเห็น เล่าเจี้ยงเป็นนักรบเจนศึก มิใช่พวกช่วยขุนนางชั่วก่อกรรมทำเข็ญ บางทีอาจโน้มน้าวให้เขาแปรพักตร์มาร่วมมือกับเราต่อสู้ตั๋งโต๊ะ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
หากเป็นครึ่งปีก่อน อ้วนสุดหาได้ขุ่นเคืองอะไรในตัวเล่าเจี้ยง ในทางกลับกัน เป็นเพราะอ้วนเสี้ยวค่อย ๆ ถูกเล่าเจี้ยงไล่ต้อนจนยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้อ้วนสุดยินดีปรีดาเสียแทบกู่ร้อง!
ทว่าครึ่งปีก่อน อ้วนฮองบิดาของอ้วนสุดถูกเล่าเจี้ยงขับออกจากอำนาจ ทำให้อ้วนสุดเริ่มมีเหตุปฏิปักษ์กับเล่าเจี้ยงไม่น้อยเช่นกัน
กระนั้น ประสบเรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี อ้วนฮองได้โอกาสกลับบ้านเกิดก็ถือว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือโฉดตั๋งโต๊ะ ความประทับใจของอ้วนสุดที่มีต่อเล่าเจี้ยงมิได้เลวร้ายขนาดนั้น
ความจริง อ้วนสุดมิได้รู้สึกอะไรกับการตายของมหาราชครูอ้วนมากมาย ประการแรกอ้วนหงุยไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับอ้วนสุดขนาดนั้น ประการต่อมาคืออ้วนหงุยทำดีกับอ้วนเสี้ยวเกินไปนั่นเอง
อ้วนสุดถึงขั้นรู้สึกว่า หากไม่มีอ้วนหงุยคอยเป็นลมใต้ปีกให้ หากอ้วนเสี้ยวคิดจะเป็นเจ้าเมืองปุดไฮคงเรียกได้เต็มปากว่าคนโง่เพ้อฝันไปแล้ว!
คำพูดของซุนเกี๋ยนกลับย้ำเตือนว่า หากดึงเล่าเจี้ยงมาเป็นพวกได้ ทั้งสองร่วมกันบุกโจมตีตั๋งโต๊ะ ด้วยท่าทีของเล่าเจี้ยง ต้องเกียจคร้านที่จะข้องแวะกับงานราชสำนักเป็นแน่ เช่นนั้นมิใช่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสครั้งที่สองในการจัดการตั๋งโต๊ะหรอกหรือ?
คิดได้เช่นนั้น อ้วนสุดจึงตัดสินใจทันที
“ได้! ออกคำสั่งเคลื่อนทัพสู่ซวนจ่าว!”