พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 347 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 347 ต่างคนต่างความคิด
ย้อนทบทวนดูตนเอง? เล่าเจี้ยงได้ยินคำนี้ก็แทบระเบิดหัวเราะ หากให้ทำแบบนั้นจริง ๆ เช่นนั้นเล่าเจี้ยงก็ย่อมเป็นกบฏบ้านเมืองแทนอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน
“สหายเหวินไถ เรื่องอย่างการย้อนทบทวนตนเองนั้นจะพูดได้ถูกต้องชัดเจนหรือ? เจ้าบอกว่าตั๋งโต๊ะคือทรราช เช่นนั้นข้าถามเจ้า ตระกูลอ้วนมิใช่ทรราชอย่างนั้นหรือ ตระกูลอ้วนของพวกเจ้ายึดครองดินแดนต้าฮั่นอย่างมิชอบตั้งเท่าไร เจ้าไม่เคยนับบ้างหรือ? อย่างอื่นข้าไม่พูด แต่จะพูดในส่วนแคว้นอิจิ๋ว สรุปแล้วเป็นแซ่เล่าหรือแซ่อ้วนกันแน่?”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทำเอาซุนเกี๋ยนเป็นใบ้หมดคำโต้ตอบ ความจริงซุนเกี๋ยนก็ทราบดีแก่ใจ ไม่ว่าอ้วนสุดหรืออ้วนเสี้ยว สองสหายนี้หากไปอยู่จุดเดียวกับตั๋งโต๊ะ ก็ไม่แน่ว่าจะดีเด่นสักเท่าไรเช่นกัน ทว่ายามนี้คุณธรรมอยู่ฝั่งสหายตระกูลอ้วน
“ขุนพลพิทักษ์ เจ้ามีฝีปากเก่งกล้า ซุนเกี๋ยงไม่ว่าเจ้า แต่วันนี้ที่ซุนเกี๋ยนมา ก็เพื่อมิตรภาพของพวกเราในวันหน้า”
“ยามนี้ผู้นำพันธมิตรอ้วนได้รวบรวมกองกำลังทัพใหญ่สองแสนกว่านาย ไม่ต้องพูดถึงด่านเฮาโลก๋วนเลย ต่อให้เป็นมณฑลทั้งราชธานี ก็ต้องราบเป็นหน้ากลอง ตั๋งโต๊ะเหี้ยมโหดเกินมนุษย์ มัวเมาโลกีย์อยู่ในวังหลัง งานหลวงไม่ทำ งานราษฎร์ลูกน้องของมันก็ปล้นชิงชาวบ้าน ทำให้ทั่วแผ่นดินลกเอี๋ยงลุกเป็นไฟมานานแล้ว ขุนพลพิทักษ์คือผู้ภักดีต่อราชวงศ์ต้าฮั่น เป็นเสาหลักบ้านเมือง ไยถึงไม่ร่วมทางกับเรา ช่วยกันปราบปรามทรราชตั๋งโต๊ะ จากนั้นร่วมมือช่วยเหลือฝ่าบาท สร้างอนาคตอันสดใสขึ้นอีกครั้ง!”
คำพูดของซุนเกี๋ยนมีเหตุมีผล ทั้งยังมีแรงกระตุ้นฮึกเหิมเต็มเปี่ยม กระนั้นเล่าเจี้ยงจิตใจแกร่งดุจหินผา ไม่มีทางหวั่นไหวไปกับวาจานั้นเลย
สิ่งที่เล่าเจี้ยงต้องการคืออนาคตอันรุ่งเรืองของแผ่นดินอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ต้องมิใช่อนาคตสดใสที่สร้างขึ้นจากการร่วมมือของสองสหายตระกูลอ้วนเด็ดขาด ทว่าต้องเป็นยุครุ่งเรืองที่สร้างขึ้นจากน้ำมือเขาเท่านั้น
“สหายเหวินไถ ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ เล่าเจี้ยงสำนึกบุญคุณฮ่องเต้องค์ก่อนอยู่แก่ใจ ย่อมถวายการรับใช้ฝ่าบาทด้วยชีวิต ทว่ายามนี้พวกเจ้าก่อการระดมกำลังโดยไร้คำสั่งฮ่องเต้ ถือเป็นกบฏ! อยากโจมตีเข้าเมืองลกเอี๋ยงก็ย่อมได้ แต่ต้องผ่านด่านเฮาโลก๋วนไปให้ได้เสียก่อน”
ไหนเลยซุนเกี๋ยนจะกล้าคิดร้ายเช่นนั้น จากที่เขารู้จักเล่าเจี้ยง เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางช่วยเหลือคนชั่วแน่นอน!
“ขุนพลพิทักษ์ ข้า…”
“เอาเถิด สหายเหวินไถ เจ้าสังหารไพร่พลทหารนับหมื่นของแคว้นเลียงจิ๋ว ตั๋งโต๊ะสนใจท่านเป็นอย่างยิ่ง พูดไปก็ไร้ประโยชน์ รอดูของจริงในสงครามหลังจากนี้เอาเถิด!”
เล่าเจี้ยงไม่ให้โอกาสซุนเกี๋ยนได้เอ่ยอะไรต่อ ตัวเขาเองมีความรู้สึกดีต่อซุนเกี๋ยนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงจะเป็นคนสมองกล้าม แต่ก็เป็นแม่ทัพที่น่ายกย่องทั้งฝีมือและจิตใจ ถึงมีนินทาในใจบ้าง ก็ไม่ใคร่ใช้วาจาเสียดแทงด่าทออีกฝ่ายนัก
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขุนพลพิทักษ์ก็รักษาตัวด้วย ซุนเกี๋ยนขอลา!”
ซุนเกี๋ยนคารวะ หันกายกลับเข้ากองทัพอย่างไร้ความลังเล
คอยอยู่เนิ่นนาน กองทัพพันธมิตรก็ไม่มีผู้ใดออกมาอีก ดูท่าความคิดที่จะโน้มน้าวใจเล่าเจี้ยงคงต้องตัดทิ้งไป ทว่าชั่วเวลานั้นเอง ซุนฮิวกลับเดินออกไปยืนข้างกายเล่าเจี้ยง
“นายท่าน ตั๋งโต๊ะส่งข่าวมาบอกว่าช้าสุดห้าวันจะถึงด่านเฮาโลก๋วน เขาจึงขอให้นายท่านช่วยทนต่อไปอีกสักประเดี๋ยวขอรับ”
เล่าเจี้ยงรู้สึกไม่พอใจนัก อีกห้าวันก็ครบสิบวันแล้ว ดูท่าเจ้าตั๋งโต๊ะนี่ไม่ค่อยเห็นหัวข้าสักเท่าไรแล้ว
“กงต๋า เจ้ามิได้บอกว่าข้าอยู่คุ้มกันแทนเขาเพียงเจ็ดวันหรือ?”
ซุนฮิวมีสีหน้าเรียบเฉย คำสั่งกำชับของเล่าเจี้ยงเขาจะลืมลงได้อย่างไร
“นายท่าน ข้าน้อยบอกคำพูดของท่านให้ตั๋งโต๊ะฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำทุกประโยคแล้วขอรับ ตั๋งโต๊ะบอกว่าการจะเรียกลิโป้กลับมาจากด่านต้ากู่จำต้องใช้เวลาสักพัก ดังนั้นจึงรบกวนท่านสักสองสามวันขอรับ”
“ตั๋งโต๊ะกล้าใช้งานข้าจริงหรือ?”
เล่าเจี้ยงตกตะลึงพอควร ไม่เจอกันนับครึ่งปี ท่าทีในอดีตที่ตั๋งโต๊ะเคยมีต่อเขานั้นไม่เหลืออีกแล้ว ยามนี้ต่อหน้ายังพอแถไปได้ ทว่ากลับไม่เหลือซึ่งความเคารพยำเกรงอีกต่อไป
“ไม่ผิดขอรับ ตั๋งโต๊ะย้ำขอร้องว่าช่วยยืดเวลาให้เขาอีกสักพักให้ได้ขอรับ”
เล่าเจี้ยงยิ้มพลางพยักหน้า ทอดมองกองทัพพันมิตรด้วยสายตาตื่นเต้น
“ดูท่าข้าคงต้องขอบคุณเหวินไถแล้ว หากมิใช่เพราะเขาโจมตีโฮจิ้นจนสิ้นท่า ตั๋งโต๊ะคงยังคิดว่ากองทัพขี้ปะติ๋วของมันไร้เทียมทานจริง ๆ ไปแล้ว!”
สายตาซุนฮิวฉายแววเย้ยหยันไม่ต่างกัน ครึ่งปีมานี้ตั๋งโต๊ะยโสโอหังมากเกินไปแล้วจริง ๆ!
“ตั๋งโต๊ะกำลังรนหาที่ตาย มันเองคงไม่คิดเช่นกัน หากมิใช่เพราะนายท่านยกกองทัพเป๊งจิ๋วให้ มันจะมีโอกาสได้ทำตัวโอหังเช่นนี้หรือ?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ หากมิใช่เพราะยกกองทัพเป๊งจิ๋วให้ตั๋งโต๊ะ มีหรืออีกฝ่ายจะกล้าอวดดียึดครองราชสำนักตามลำพัง มัวเมาโลกีย์อยู่วังหลังแบบนี้ได้? ไหนเลยนับวันจะโอหังใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้เรื่อย ๆ ไหนเลยจะกระตุ้นให้เหล่าขุนพลผู้กล้าและพลทหารเปลี่ยนไปได้ทีละขั้นแบบนี้?
กระนั้นเรื่องเหล่านี้เล่าเจี้ยงมิได้ปริปากแต่อย่างใด หมื่นล้านคำอยู่ภายในใจก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา
ไม่ว่าซุนฮิวหรือเหล่าขุนศึกใต้อาณัติเล่าเจี้ยงก็ตาม หลายครั้งที่ทุกคนล้วนรับรู้และเข้าใจตรงกันไปโดยปริยาย
“กงต๋า ข้ากำลังคิดว่าควรทำเช่นไรถึงจะรั้งอ้วนเสี้ยวให้ได้หลายวัน ให้เขารอจนกว่าตั๋งโต๊ะจะมาแล้วค่อยเริ่มโจมตีด่านเฮาโลก๋วน”
ที่จริงต่อให้ยามนี้อ้วนเสี้ยวบุกโจมตีด่านเฮาโลก๋วนก็ไม่เป็นไร ทหารสี่หมื่นนายใต้อาณัติเขานั้น มีเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันคนเท่านั้นที่เป็นลูกน้องสายตรงของเขา อีกสองหมื่นห้าพันคนที่เหลือมีไว้ใช้เป็นหนังหน้าไฟได้ตลอดเวลา อย่างไรเสียเล่าเจี้ยงก็ไม่คิดพาทั้งสี่หมื่นคนกลับฮั่นต๋งอยู่แล้ว
ความจริง ไพร่พลสองหมื่นห้าพันคนนี้ก็ไม่มีทางตามเล่าเจี้ยงไปอยู่ดี บ้านพวกเขาล้วนอยู่ละแวกราชธานี ทหารเองก็ล้วนเป็นคนมีเลือดมีเนื้อ ไม่มีทางทอดทิ้งครอบครัวและกิจการเพื่อตามเล่าเจี้ยงไปฮั่นต๋งได้
ซุนฮิวลูบคางอย่างเบามือ นี่คือเรื่องที่พวกเขาต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ผู้เป็นนายเอ่ยความต้องการมาแล้ว ย่อมหวังให้กุนซือหาแผนรับมืออันสมผลออกมา
ไม่นานบัณฑิตหนุ่มก็คิดได้
“นายท่าน อ้วนเสี้ยวเหนื่อยล้าจากการเดินทัพระยะไกล ต้องคิดตั้งค่ายพักก่อนจากนั้นถึงค่อยโจมตีด่านเฮาโลก๋วนแน่นอน หากต้องการชะลอเวลาบุกโจมตีของอ้วนเสี้ยว จำต้องทำลายขวัญกำลังทหารของอีกฝ่ายเสีย เพื่อให้อ้วนเสี้ยวมิกล้ารีบบุกโจมตีในระยะเวลาอันสั้นนี้ขอรับ”
เล่าเจี้ยงยกยิ้มมุมปาก พลันนึกถึงเรื่องน่าสนใจบางอย่างขึ้นได้
…
นอกด่านเฮาโลก๋วน ค่ายพันธมิตร
ที่ใจกลางกองทัพพันธมิตรของอ้วนเสี้ยวเริ่มมีการตั้งกระโจมค่ายขึ้นแล้ว ทว่ากระโจมค่ายที่ใช้เป็นแนวป้องกันยังอยู่ในขณะการสร้างด้วยความรีบเร่ง กำลังทหารสองแสนกว่านายที่ซุนเกี๋ยนบอกนั้นเป็นการคุยโวเกินจริงทั้งสิ้น กระนั้นเมื่อรวมเหล่าทหารและม้าจากทั่วสารทิศของอ้วนสุดในยามนี้ด้วยแล้ว ก็มีมากนับสี่แสนห้าหมื่นนายเลยก็ว่าได้!
“ทุกท่าน เล่าเจี้ยงผู้นี้เป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ ข้ามองเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่งตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ข้าอยู่ลกเอี๋ยง เล่าเจี้ยงมีกองทัพใหญ่ในมือ สถานะศักดิ์สูงส่ง เหตุใดถึงนั่งดูดายปล่อยตั๋งโต๊ะก่อกบฏสร้างความโกลาหลเช่นนี้? ในความคิดข้า การกระทำเช่นนี้ของตั๋งโต๊ะต้องตรงกับเจตนาของเล่าเจี้ยงพอดีเป็นแน่!”
“เล่าเจี้ยงมีความทะเยอทะยานแรงกล้า เขาหนุนตั๋งโต๊ะไว้เบื้องหน้า ให้คอยรับความเกลียดชังจากเหล่าเจ้าเมืองและขุนพลทั่วสารทิศ ส่วนตนซ่อนตัวในเงามืด ซ่องสุมกองกำลังอย่างเต็มที่ รอโอกาสช่วงชิงบัลลังก์ฮ่องเต้มา!”
“ทุกท่านที่นี่ล้วนเป็นผู้ภักดีของราชวงศ์ต้าฮั่น ล้วนมีเป้าหมายทำลายล้างพวกทรราช ค้ำจุนเสาหลักชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น ดังนั้นครานี้พวกเราไม่เพียงต้องกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะให้ได้ แต่ยังต้องกวาดล้างพวกกบฏโฉดอย่างเล่าเจี้ยงให้สิ้น!”
หลายต่อหลายครั้งที่ประกาศให้เล่าเจี้ยงยอมจำนนไม่สำเร็จ ฝูงชนทั้งหลายต่างหมดความอดทน อ้วนเสี้ยวจึงฉวยโอกาสพูดสิ่งที่ตนคิด ว่าทางที่ดีอย่าเอาความแค้นทั้งหมดลงที่ตัวตั๋งโต๊ะเพียงคนเดียว
“เปิ่นชูพูดถูก เจ้าเล่าเจี้ยงผู้นี้ดูเหมือนไม่สนใจกิจของรัฐ นับว่าเป็นอันตรายแอบแฝงยิ่งยวด! ก่อนเร้นจากราชสำนักเขาขับไล่เจ้ากรมโยธาอ้วนฮองไปหมายความว่าอย่างไร? เพื่อขจัดอุปสรรคให้ตั๋งโต๊ะเป็นแน่!”
ครั้นเห็นว่าไม่มีใครตอบสนอง อ้วนอุ๋ยเจ้าเมืองซงหยงจึงเป็นฝ่ายลุกขึ้นบ้าง
“นายท่านทั้งหลายคิดเอาเถิด นับตั้งแต่เล่าเจี้ยงออกจากราชการ เขาไม่เคยยอมเสียเปรียบแม้เพียงน้อยมาแต่ไหนแต่ไร เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงยอมทุ่มแรงกายแรงใจขจัดอุปสรรคให้ตั๋งโต๊ะกัน? แท้จริงแล้วเขาขจัดอุปสรรคให้ตั๋งโต๊ะหรือให้ตัวเองกันแน่? จากความเห็นข้า เล่าเจี้ยงเป็นทรราชแอบแฝงที่โฉดชั่วที่สุดอย่างแน่นอน!”
สีหน้าผู้ตรวจการทั้งหลายเปลี่ยนไป มิได้เชื่อถือในวาจาของอ้วนอุ๋ยมากนัก เพราะผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ดีว่าตระกูลอ้วนและเล่าเจี้ยงนั้นเป็นปรปักษ์ต่อกันมานานแล้ว
จะให้พวกเขาออกแรงเพื่อแผ่นดิน ปราบปรามตั๋งโต๊ะนั้นย่อมได้ ทว่าหากต้องการให้พวกเขาก่อเรื่องราวใหญ่โตเพราะหนี้แค้นส่วนตัวระหว่างตระกูลอ้วนและเล่าเจี้ยงแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจอย่างยิ่ง!